การทำสำมะโนครัวเสร็จสิ้นโดยใช้เวลาเพียงไม่นานนัก เมื่อเสร็จกิจดั่งที่ต้องการ กวีและโมมิยะจึงเร่งกลับคืนสู่ค่ายพักแรมในทันที
เหล่าเด็กสาวยังคงเข้าบรรทม ประหนึ่งว่าแม้โลกจะสูญสิ้น พวกเธอก็คงมิวายยังคงหลับใหลต่อไปโดยไม่สนใจผู้ใด
ในขณะเดียวกัน โมมิยะและกวีกลับยังคงนั่งเฝ้ายามอยู่ภายนอกท่ามกลางความหนาวเหน็บในยามค่ำคืน
“ชั้นอยากจะขอเตือนอะไรนายเอาไว้อย่าง” โมมิยะเริ่มต้นเป็นฝ่ายแรกที่กล่าว ซึ่งในมือกำลังย่างมาร์ชเมลโล่พลางส่งกลิ่นหอมเข้าแตะจมูก “หากเป็นไปได้ ตอนนี้อย่าเข้าไปใกล้เจ้าอิลไคมันจะดีกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กวีจึงรู้สึกสนใจใคร่รู้ยิ่งนักจึงเร่งเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
“ทำไมกันล่ะ ?”
โมมิยะพลันได้ยินคำถามกลับนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งและจึงพูดต่อ
“ชั้นว่านายก็คงลืมเธอไม่ได้หรอก กับยัยผู้หญิงที่ชื่อเอมิลี่ เบลเรม ต่อจากนาย ตอนนี้ยัยนั่นก็กำลังป้วนเปี้ยนอยู่รอบ ๆ เจ้าอิลไคมันอยู่”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะเมื่อโมมิยะกล่าวจบ แววตาของกวีเจือแววไปด้วยความโกรธ ถึงแม้จะมิได้แสดงออกในเชิงของรูปธรรมตามความเป็นจริง
“ขอบใจที่เตือน” กวีกล่าวขอบคุณจากใจจริง ซึ่งเขานั้นยังจำได้ดี ถึงสายตาที่จ้องมองมาที่เขาราวกับหนอนหรือแมลงชั้นต่ำในวันเก่าๆ
วันเวลายังคงล่วงผ่านไปต่อ เพราะทั้งสองล้วนแล้วแต่เป็นชายผู้บรรลุนิติภาวะ เหล้าจึงกลายเป็นบทเพลงขับกล่อมขณะที่เรื่องเล่าในวันวานแปรเปลี่ยนเป็นท่วงทำนองให้คล้อยตาม
ถึงกระนั้น ด้วยผลของทักษะความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ ทำให้ฤทธิ์เหล้าจึงแสดงผลลัพธ์อันใดแก่กวี จึงกลายเป็นว่าเขามิได้ลิ้มลองรสชาติแห่งการเป็นเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ มิได้แตกต่างไปจากการดื่มน้ำปานะของเหล่าสงฆ์ป่า
จนกระทั่งในท้ายที่สุด รุ่งสางของเช้าวันใหม่ก็มาถึง
ราวแปดนาฬิกา บริเวณลานกว้างด้านนอก ณ ค่ายพักแรม
เหล่าเด็กสาวทั้งสามต่างเรียงรายเป็นแถวหน้ากระดาน ในขณะที่เบื้องหน้าของพวกเธอคือชายสองคน หนึ่งคนคืออาจารย์ผู้ฝึกสอนของพวกเธอ ส่วนอีกหนึ่งกลับเป็นใบหน้าที่พวกเธอไม่เคยพบเจอมาจากที่ใดมาก่อน
“นี่คือเพื่อนเก่าของชั้น ชื่อว่ากวี พวกเราพึ่งบังเอิญได้พบกันในวันนี้หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานแรมปี” โมมิยะกล่าวแนะนำตัวกวีให้แก่บรรดาเด็ก ๆ ทุกคน
ถึงกระนั้น พวกเธอกลับตกตะลึงกับใบหน้าอันหล่อเหล่าของกวี กระทั่งชิรายูกิผู้นิ่งเฉยกลับแสดงออกด้วยท่าทีราวกับกำลังเขินอายเพียงเล็กน้อย
กวีก้มลงพลางจ้องมองพวกเธอ และเปล่งเสียงว่ากล่าวออกมาด้วยแววตาขี้เล่น “พวกเธอเนี่ย ตัวเท่าลูกหมากันเลยนะ”
ได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงแปรเปลี่ยนสีหน้าในฉับพลัน จากคล้อยตามกลับกลายเป็นโมโหโกรธา จากหลงใหลกลายเป็นโกรธ และคนแรก มุราซากิบานะมุ่งตรงไปข้างหน้า แม่หนูน้อยหยุดอยู่เพียงระยะใกล้เคียงกับกวีและเงยหน้าขึ้น
“มีอะไรยัยหนูตัวจ้อย” ปากไม่เป็นมงคล กวียังคงหยอกเย้าเหล่าเด็กสาวอยู่ต่อไป
พลันสิ้นเสียงได้เพียงไม่นานนัก หมัดขวาตรงพุ่งทะยานเข้าเป้า หากแต่เป้านั้นคือกล่องดวงใจสุดที่รัก กวีล้มพับลงคุกเข่าพลางแสดงสีหน้าราวกับกำลังทุกข์ทน ใบหน้าแดงก่ำเป็นฟืนเป็นไฟประหนึ่งกำลังจะพูดอะไรออกมา
“เธอทำอะไร-”
กวียังมิอาจได้สิ้นสุดถ้อยคำ กระนั้นเหล่าเด็กสาวคนอื่น ๆ กลับก้าวเดินเข้ามา ปลายเท้าพุ่งทะยาน ณ ใจกลางกล่องดวงใจอีกครั้ง สองครั้งติดต่อกันเมื่อรวมกับครั้งก่อนจึงกลายเป็นสามครั้ง
กวีเจ็บปวดจนมิอาจลุกขึ้นยืนไหว ร่างกายสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มิได้แกล้ง แม้จะแข็งแกร่งทานทนกับทุกการโจมตี ทว่าชายใดย่อมมีจุดอ่อนคือกล่องดวงใจกันแทบทุกคน
“ชั้นทำอะไรผิด..” กวีเค้นเสียงเพื่อไถ่ถามเพื่อความสงสัย
โมมิยะจึงตอบส่ง ๆ กลับไปพลางเบือนหน้าหนี “ถามตัวนายเองเถอะเพื่อน”
ในความเป็นจริงแล้ว กวีเป็นคนตรง ๆ ไม่ชอบอ้อมค้อมโมมิยะเองก็ย่อมรู้ดี ทว่าครั้งนี้คงมากเกินไปจนผู้ใดก็คงมิอาจให้อภัย
ราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา เป็นช่วงเวลาของอาหารมื้อแรกของวัน ทุกคนต่างนั่งล้อมรอบกองไฟพร้อมหนึ่งจานอาหารและหนึ่งช้อนส้อม
กวีและโมมิยะนั่งอยู่ ณ ฝั่งตรงข้ามของพวกเด็กๆ พวกเธอจ้องมาตาเป็นมัน กระนั้นกลับเป็นดวงตาที่แฝงความโกรธอยู่ภายในอย่างล้ำลึกยากเกินหยั่งถึง
ได้เห็นเช่นนั้น กวีจึงยื่นใบหน้าเข้าหาใบหูของโมมิยะพลางเปล่งเสียงกระซิบ
“ทำอะไรสักอย่างดิพวก”
ถึงกระนั้น โมมิยะกลับไม่สนใจ ซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างสบายใจเฉิบโดยไม่สนใจว่าผู้ใดจะเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไร
กวีเลี่ยงสายตาอาฆาตที่กำลังเพ่งเข้ามา จนกระทั่งในท้ายที่สุด หนึ่งเสียงน้อย ๆ ได้ถูกเปล่งขึ้นซึ่งนั่นคือเสียงของมุราซากิบานะ
“คุณเป็นเพื่อนของท่านโมมิยะจริง ๆ หรือคะ ?” เธอกล่าวถาม สายตามองมาประหนึ่งว่ายังคงไม่เชื่อในเรื่องที่เคยกล่าวไป
“งั้นถ้าชั้นบอกว่าชั้นเป็นเพื่อนของชายผู้มีนามว่าโมมิยะ คาซึมิ พวกเธอก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากจะเชื่อชั้นสินะ”
พลันได้ยินถ้อยคำผ่านริมฝีปากของกวี เหล่าเด็กสาวจึงเหลือบมองหน้ากันครู่หนึ่ง ครู่ต่อมาจึงหันกลับมาหากวีและจึงเอ่ยขึ้น
“ก็คงไม่มีทางเลือก”
ทุกคนต่างยอมจำนนต่อหลักฐาน การขานชื่อดังกล่าวย่อมหมายความว่าคนผู้นั้นคือมิตรสหายของผู้กล้าโมมิยะอย่างแท้จริง
แต่แล้ว หนูน้อยคุโรนะกลับเอ่ยถามในบางสิ่งที่มิควรเอ่ยถาม
“ทั้งสองคงไม่ใช่คู่ขาเก่ากันหรอกใช่ไหมคะ ?”
โมมิยะพ่นทุกสิ่งที่ถึงกลืนเข้าไปออกมาจนหมดสิ้น
กวีจึงมองด้วยสีหน้าเอือมระอาพลางกล่าวว่า “พวกเธอเห็นชั้นเป็นคนยังไงกันแน่ เห็นแบบนี้ชั้นก็ยังชอบลูกแตงโมสองลูกอยู่นะ” เขาพยายามแก้ตัว ทว่าคงเปรียบดังการหาเหตุผลโดยการชักแม่น้ำทั้งห้า ไม่มีใครสักคนจะเชื่อเขาแม้เหตุผลจะสวยหรูสักเพียงใด
“ไม่ใช่แค่เจ้านี่หรอกนะ” กวีเริ่มต้นว่ากล่าวอีกครั้ง “แต่ชั้นยังรู้จักกับเซโน่ ริชแมน รวมไปถึงอิลไค มิลเลอร์ พวกนี้ก็เพื่อนเก่าชั้นทั้งนั้น”
ความจริงอันน่าตกตะลึงพลันถูกเปิดเผยออกมา แววตาของบรรดาเด็กสาวต่างเป็นประกายในฉับพลัน เพราะหากสิ่งที่กวีกล่าวเป็นความจริง นั่นก็หมายความว่าชายผู้นี้เคยเป็นมิตรสหายกับทั้งสามผู้กล้าที่ทุกหนแห่งต่างให้ความสนใจ
ทันใดนั้น สาวน้อยผู้มีเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์นามว่าชิรายูกิจึงลุกขึ้นยืน แววตาของเธอจ้องมองมาที่กวีด้วยความพิศวงยากเกินจะหยั่งรู้ถึงความคิดภายใน
“แล้วคุณเก่งรึเปล่าคะ ?” เธอกล่าวถาม
เมื่อได้ยินดังนั้น กวีจึงเท้าคางด้วยมือขวา ริมฝีปากจึงขยับยกขึ้นสูง กลายเป็นรอยยิ้มซึ่งเจือแววความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมและจึงกล่าว
“สุด ๆ ไปเลย”
ผ่านไปราวห้านาที ทุกคนได้ย้ายตำแหน่งไปยังสถานที่แห่งใหม่ เป็นลานกว้างซึ่งอยู่ไม่ห่างกันเท่าใดไปทางซ้ายของค่ายพักแรม
กวีและชิรายูกิยืนอยู่ห่างกันราวห้าสิบเมตร พร้อมในมือของเด็กสาวตัวน้อยมีดาบเล่มใหญ่อยู่ในท่าทางเตรียมพร้อมรบ
โมมิยะและทุกคนต่างเฝ้ามองอยู่ ณ ที่ห่างไกล ในช่วงเวลาอีกไม่นานนัก การต่อสู้คงจะเริ่มขึ้นแม้ปราศจากเสียงระฆังเปิดฉากก็ตาม
“เจ้าหมอนั่นเก่งจริงรึเปล่าคะ ?” หนูน้อยมุราซากิบานะกล่าวถามเพราะความสงสัย จากมุมมองของเธอ ชายหนุ่มที่กำลังเผชิญหน้ากับชิรายูกิ มองเช่นไรก็ช่างไร้ซึ่งราศีของผู้แข็งแกร่ง
ได้ยินเช่นนั้น โมมิจึงมองไปข้างหน้า แววตามองพลางครุ่นคิดวิเคราะห์และจึงพูดขึ้น “ถึงชั้นจะไม่เคยเห็นการต่อสู้แบบเต็ม ๆ ของเจ้าหมอนั่นมาก่อน แต่เรื่องไหวพริบและการแก้ปัญหาในสถานการณ์คับขัน เจ้าหมอนั่นไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน”
จากเรื่องเมื่อในวันวาน โมมิยะยังคงจดจำได้ดี เมื่อครั้นที่กวีได้เผชิญหน้าและเอาชนะกองทัพโครงกระดูกของฮูโม่ นั่นมิได้เป็นเพียงเพราะโชคช่วย แต่ทว่านั่นคือพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของยอดนักรบอย่างแท้จริง
ซึ่งในสายตาของนักบุกเบิกระดับเพชรเช่นเขา ในช่วงเวลาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา คงมีบางสิ่งเกิดขึ้นกับกวีไม่มากก็น้อย จึงทำให้เรือนร่างของเขาแปรเปลี่ยนไป กลายเป็นร่างกายซึ่งกล้าแกร่งประหนึ่งหินผา และนั่นยังรวมไปถึง..
‘สัมผัสพลังอันมืดดำที่ซ่อนเร้นอยู่ ณ ส่วนที่ลึกที่สุดของร่างกาย’
“ไม่เอาอาวุธออกมาจะดีหรือคะ ?” ชิรายูกิเอ่ยถามด้วยความสงสัย ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่กำลังถือดาบเล่มใหญ่เตรียมฟาดฟัน กระนั้นฝ่ายตนกลับยังคงยืนหยัดต่อกรกับศัตรูโดยปราศจากอาวุธใด ๆ
“ไม่ต้องห่วง เธอจัดเข้ามาเต็มที่ได้เลย” กวีเผยยิ้มพลางโต้ตอบด้วยวาจาสั้น ๆ แต่ได้ใจความ
“แล้วก็อย่ามาเสียใจในภายหลังล่ะ !!” เสียงของชิรายูกิก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ พลันสิ้นเสียงของเธอ เรือนร่างน้อย ๆ พร้อมดาบเล่มใหญ่ในสองมือจึงเลือนลับหายไปจากสายตาของกวีในฉับพลัน
“เร็วมาก !!”
กวีกล่าวชมด้วยวาจาสัตย์จริง ถึงกระนั้น ท่าทีที่เขาแสดงออกมากลับบ่งบอกว่าเขายังมิได้ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด
“ซุ่ม !!”
เรือนเงาของเด็กสาวร่างกายปรากฏกายขึ้นมา ณ เบื้องหลังของกวี พร้อมดาบเล่มใหญ่ถูกยกขึ้นอยู่เหนือหัว ตวัดเข้ามาอย่างรุนแรงและรวดเร็วอย่างพร้อมเพรียงในขณะเดียวกัน
เพียงไม่กี่มิลลิวินาที กวีเลี่ยงหลีกการโจมตีได้อย่างทันท่วงที สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้เฝ้าดูได้เป็นอย่างดี
“หมายความว่ายังไง ?!!” ชิรายูกิเฝ้าถามตนเองด้วยความฉงน คมดาบเมื่อครู่ควรปลิดชีพคู่ต่อสู้ในหนึ่งการโจมตี กระนั้นเขากลับเลี่ยงหลีกได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่คมดาบจะเข้าถึงตัวประหนึ่งมีดวงตาคอยสอดส่องอยู่ทั่วกาย
ในครู่ต่อมา ออร่าสีเทาแผ่พุ่งออกมาจากมือขวาของกวี เขาค่อย ๆ ยื่นมือเข้าไปใกล้อย่างไม่ร้อน ทว่ากลับสร้างความสะพรึงให้แก่ชิรายูกิจนเด็กสาวจำต้องล่าถอยออกมาในทันที
บรรยากาศโดยรอบถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นช่างเหนือล้ำยากเกินจินตนาการ จนแม่หนูมุราซากิบานะมิได้ล่วงรู้ ว่าสิ่งที่กวีลงมือกระทำการณ์ลงไปเมื่อครู่นั้นคือสิ่งใด
“นั่นคือเทคนิคการเคลือบมานาสินะคะท่านโมมิยะ” คุโรนะกล่าวราวกับล่วงรู้บางสิ่ง
ซึ่งโมมิยะเองก็เอ่ยตอบกลับไปอย่างตรงไปตรงมา
“ถูกต้อง”
ในวันนั้น ทุกคนที่ได้เห็นการต่อสู้ของกวีมิได้เอะใจถึงเรื่องทักษะการต่อสู้ แต่เพียงลองย้อนระลึกถึงความหลัง การดัดแปลงพลังงานที่ฮูโม่มอบให้แก่กวีในวันนั้นก็เปรียบได้ดังเทคนิคการเคลือบมานาในวันนี้
คำถามคือ..
‘เขารู้ถึงทักษะเหล่านั้นได้เยี่ยงไร ?’
เป็นเรื่องราวอันน่าพิศวง เพราะกวีนั้นเดินทางมาพร้อมกับพวกโมมิยะ กระนั้นกลับล่วงรู้ถึงเทคนิคการควบคุมพลังงานลึกลับ ประหนึ่งว่าเคยเดินทางมายังโลกใบนี้มาก่อน
ยังมีเรื่องพลังงานมานาที่มีสีเทา สีดังกล่าวผิดแปลกไปจากตารางธาตุทั้งหมด ช่างเป็นชายผู้มีความลึกลับให้น่าค้นหา
“เทคนิคการเคลือบมานา? มันคืออะไรกันคะ ?” ทันใดนั้น มุราซากิบานะเอ่ยถามด้วยแววตาใสซื่อ
ได้ยินถ้อยคำผ่านริมฝีปากของเด็กสาว จึงทำให้โมมิยะพลันถอนหายใจเพราะความเหนื่อยหน่าย
“ก็ได้ ชั้นจะบอกให้ก็ได้” เด็กสาวผู้นี้เกลียดการเรียนเป็นที่หนึ่ง โมมิยะจึงมิอาจเลี่ยงหลีกพลางเอ่ยปากเพื่อบอกเล่า “มันคือเทคนิคในการเคลือบพลังงานมานากับร่างกายหรืออาวุธ ซึ่งกว่าจะฝึกจนชำนาญได้ สมาธิและความหมั่นเพียรคือสิ่งสำคัญ แน่นอนว่าทุกคนสามารถฝึกฝนจนชำนาญได้ แต่ก็มีเพียงน้อยคนเท่านั้นจึงจะทำสำเร็จ เพราะส่วนใหญ่มักจะยอมแพ้กันซะก่อน”
“งั้นเจ้าหมอนั่นก็เก่งสุด ๆ ไปเลยใช่ไหมคะ ?” มุราซากิบานะเอ่ยถามอีกครั้ง
“ถูกต้อง” โมมิยะเปล่งวาจาโดยปราศจากความลังเล
การต่อสู้ล่วงผ่านรวดเร็วยาวนานหลายนาที จนถึงยามนี้ชิรายูกิยังมิอาจแตะต้องกวีได้แม้แต่คราเดียว
การโจมตีถูกปัดป้องได้ทั้งหมดด้วยมือเปล่า จึงทำให้เด็กสาวพลันรู้สึกหัวเสียราวกับว่าตนกำลังถูกปั่นหัว
ทันใดนั้น กวีพลันชี้นิ้วไปข้างหน้าพลางเอ่ยขึ้น
“สะโพกข้างขวา !”
ไม่มีผู้ใดเข้าใจถึงข้อความที่เขากล่าว แม้กระทั่งตัวโมมิยะผู้มีศักดิ์เป็นผู้กล้า
“ขาซ้าย ลำคอ ข้อศอก รวมกับสะโพกข้างขวาที่กล่าวไปเมื่อครู่ก็คือสี่จุด นั่นแหละคือจุดบอดของเธอ” กวีพูดต่อด้วยวาจาฉะฉานประหนึ่งว่ากำลังสั่งสอน “ปัญหาของเธอไม่ใช่พลัง แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น หากเธอสามารถแก้ไขตรงจุดนั้นได้ การโจมตีของเธอจะเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ต้องพูดถึงตอนที่ใช้หางอันยั้วเยี้ยของเธอ พวกมันอาจจะมีจำนวนเยอะก็จริง แต่การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นยังมีมากเกินไป”
ชิรายูกินิ่งเงียบเป็นเป่าสากพลางตกตะลึง ไม่มีผู้ใดเคยบอกเล่าถึงเรื่องราวเหล่านี้มาก่อน
ทันใดนั้น แววตาของเธอจึงแปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน “งั้นคุณช่วยมาสู้กับหนูแบบจริงจังหน่อยจะได้ไหม ?”
พลันสิ้นเสียง มุมปากของกวีจึงขยับยกขึ้นแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มและจึงเอ่ยขึ้น “ได้เลย ชั้นพร้อมจะเป็นคู่มือให้เสมอ”
วาจาเปล่งประกาศออกไปด้วยแววตาไร้ซึ่งความกังวล เมื่อได้ยินเสียง หางทั้งห้าจึงงอกยาวออกมาจากแผ่นหลังของเด็กสาว ดาบเล่มใหญ่ถูกโยนขึ้นไปสู่ฟากฟ้า ส่องประกายและแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์พลางร่วงหล่นลงมากลายเป็นดาบทั้งเจ็ด
ชิรายูกิตระเตรียมท่าทางอยู่ในสภาพพร้อมรบ เมื่อได้เห็นดังนั้น กวีจึงกรีดนิ้วชี้ข้างขวาจนสายธารโลหิตหลั่งไหล เปล่งประกายเป็นแสงสว่างเจิดจรัส กลายเป็นดาบเล่มหนึ่งซึ่งมีสีดำเงางามในนามของดาบงูพิษทมิฬ เกลด้า
การกระทำของกวีต่างสร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน เมื่อนั้นมุราซากิบานะจึงกล่าวถามโดยมีใจความว่า “หมอนั่นมีศาสตร์เหมือนชิรายูกิรึเปล่าคะ ?”
เหล่าเด็กสาวต่างให้ความสงสัย ศาสตร์เฉพาะของชิรายูกิคือผู้ดูแลช่องว่างต่างมิติซึ่งนับเป็นศาสตร์ลำดับที่หนึ่งร้อยสามสิบห้า ทักษะของเธอคล้ายคลึงกับช่องเก็บของล่องหนของเหล่าผู้กล้า สามารถกักเก็บวัตถุเข้าสู่ช่องว่างระหว่างอากาศที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลก ยกเว้นเพียงแต่ว่า คลังแสงต่างมิตินั้นสามารถกักเก็บวัตถุที่มิใช่วัตถุโบราณ ในขณะที่ช่องเก็บของล่องหนจะไม่สามารถกักเก็บวัตถุที่มิได้จัดให้อยู่ในหมวดหมู่ของวัตถุโบราณ
ถึงกระนั้น โมมิยะกลับส่ายหัว “ไม่ใช่เลย หมอนั่นมีศาสตร์เฉพาะเป็นหมอผีต่างหาก”
คำตอบของเขาสร้างความตกตะลึงให้แก่เหล่าเด็กสาวยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งโมมิยะยังคงจดจำได้ดีไม่เคยลืมเลือน เพราะเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้กวีจำต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกใต้ดินจนมิได้เห็นเดือนเห็นตะวัน
เพียงแต่ว่า ยังมีอีกหนึ่งข้อสงสัยที่เหล่าเด็กสาวต้องการใคร่รู้
“แล้วแบบนี้หมอนั่นจะสู้กับชิรายูกิได้หรือคะ ?” ครั้งนี้คุโรนะเป็นฝ่ายเอ่ยถาม และจึงเปล่งวาจาอีกครั้งเพื่อขยายความคำถามของตน “จุดเด่นของชิรายูกิคือการจู่โจมอย่างรวดเร็วโดยไม่ให้ศัตรูตั้งตัวทัน ซึ่งในกรณีที่อีกฝ่ายมีศาสตร์เฉพาะเป็นฝ่ายสนับสนุน คงเป็นการยากที่เขาจะเอาชนะเธอได้”
สิ่งที่เธอกล่าวแลดูสมเหตุสมผล แต่แล้ว โมมิยะกลับเอามือเท้าคางพลางครุ่นคิด ครู่ต่อมาจึงเผยยิ้มขึ้นพลางว่ากล่าวด้วยวาจาฉะฉาน
“ไม่ต้องเป็นห่วง ถึงหมอนั่นจะมีศาสตร์เฉพาะเป็นหมอผี แต่สายตาชั้นไม่เคยมองคนผิด และหมอนั่น..”
‘คือผู้ใช้ศาสตร์หมอผีที่แข็งแกร่งที่สุด’