“ยื่นคำร้องขอเงินสำหรับค่าใช้จ่าย? เหอะ นี่เป็นเงินของเจ้า ข้าไม่มีสิทธิ์อันใดจะไปซักถาม...”
โม่จ้านนั่งลงบนเตียงพลางสะบัดรองเท้าทิ้ง มองไปทางลาถีเท่อที่แลดูมิค่อยเป็นตัวของตัวเองอย่างเห็นได้ชัด
“เมื่อครู่ยามซีนั่วเข้ามาทักทายข้าท่าทางดูโมโหอยู่บ้าง เกิดอันใดขึ้น?”
“โต๊ะภายในร้านอาหารรับแรงกดดันจนพังเสียแล้ว ข้ากับเจ้าตัวโตเจี๋ยหลัวผู้นั้นถูกซีนั่วบริภาษไปยกหนึ่ง...”
“...หือ? นั่นมันเกิดเรื่องอันใดขึ้น พวกเจ้าสองคนมีความสัมพันธ์เช่นไรต่อกัน?”
ลาถีเท่อเกาศีรษะพลางคลี่ยิ้มเหยเกเอ่ยความจริงออกมา ปรากฏว่าในช่วงที่อามู่เรียกโม่จ้านให้ออกไป เจี๋ยหลัวกับลาถีเท่อที่บังเอิญพบคู่ต่อสู้จึงจัดการแข่งขันการงัดข้อขึ้นมา บรรดาผู้ล้อมชมความสนุกสนานต่างวางเดิมพัน ทั้งสองกัดฟันและจ้องหน้ากันเขม็งนานกว่าห้านาที ทว่าสุดท้ายกลับถูกบีบบังคับให้ต้องพบกับผลลัพธ์ที่เสมอกัน—ด้วยเพราะโต๊ะทนรับน้ำหนักไม่ไหว ถูกแรงปะทะของท่อนแขนใหญ่แข็งแกร่งทั้งสองทำให้หักเป็นสองท่อน อาหารจานชามร่วงหล่นลงเต็มพื้น สีหน้าของซีนั่วพลันอึมครึมเสียแล้ว
“ข้าขอเบิกเงินก็เพื่อนำไปชดเชยค่าทรัพย์สินให้แก่พวกเขา ข้ากับเจี๋ยหลัวต้องออกกันคนละครึ่ง...”
โม่จ้านฝืนยกยิ้มพลางโยนถุงเงินไปให้ เดิมทียังนึกสงสัยว่าคนจำพวกใช้กำลังอย่างคนทั้งสองจะปะทะกันหรือไม่ นึกมิถึงว่านิสัยใจคอและความชอบของคนทั้งสองจะไปในทิศทางเดียวกันเสียแล้ว
“ข้าจะไปพบซีนั่ว หากข้ากลับมามิทัน พวกเจ้าก็ไปทานข้าวที่ร้านอาหารหลังนั้นและระวังตัวด้วย”
ลาถีเท่อพยักหน้าก่อนออกไปจากห้อง โม่จ้านหันหน้ากลับมาอย่างมิได้ตั้งใจพลางมองเจียนั่วที่เอนกายอยู่บนเตียง พบว่าอีกฝ่ายก็กำลังมองตนเช่นกัน
โม่จ้านเผยหนึ่งรอยยิ้มอันตราย เท้าทั้งสองข้างถีบพื้น ร่างทั้งร่างเอียงเฉียงกระเด้งขึ้นมามิต่างกับสปริง ร่างกายอันแข็งแรงข้ามผ่านช่องว่างระหว่างเตียงเดี่ยว ทันทีที่พลิกกาย โม่จ้านพลันคว้าผ้าปูที่นอนบนเตียงของเจียนั่วเอาไว้ มือขวาทาบลงเหนือหัวไหล่ของอีกฝ่าย ทั้งกายจัดการ ‘คร่อมเตียง’ โดยอยู่เหนือร่างกายที่ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยของเจียนั่ว
“...ชอบเล่นอันใดเสี่ยงๆ เจ้ามิกลัวว่าวันใดจะหล่นลงไปตายหรืออย่างไร?”
ขณะมองภายในแววตาเจือความจนปัญญาของเจียนั่ว มุมปากของโม่จ้านยกขึ้น แขนทั้งสองข้างพลันผ่อนแรงและฟุบอยู่บนอกของอัศวินเสียเลย
“เจ้าต้องไม่มีทางยอมมองข้าตกลงไปตายตาปริบๆ ข้าย่อมวางใจ”
บนเสื้อของเจียนั่วมักมีกลิ่นสบู่จางๆ อยู่เสมอ โม่จ้านถูกใจมิน้อย ดังนั้นจึงฝังใบหน้าลงกลางอกของเจียนั่วและสูดหายใจอย่างตะกละตะกลาม อัศวินถอนหายใจ ยกมือขวาขึ้นบีบติ่งหูของโม่จ้านเบาๆ นิ้วมือถูกันไปมาโดยมิได้ตั้งใจ
“...เหตุใดเจ้าจึงมิเอ่ยถาม?”
“...หือ? ถามสิ่งใด?” โม่จ้านเงยใบหน้าเปี่ยมด้วยความมึนงงขึ้นมา
“ยามเจ้าสนทนากับภูตความมืดตนนั้นคงรู้ว่าข้าแอบฟังอยู่ด้านนอกตั้งแต่ต้นแล้วกระมัง” น้ำเสียงของเจียนั่วค่อนข้างสับสนยุ่งเหยิงพลางยกมือซ้ายขึ้นมาด้วยเช่นกัน
“ใช่ เพียงได้กลิ่นข้าก็รู้แล้วว่าท่านอัศวินผู้น่ารักอยู่ที่ใด”
โม่จ้านผู้ปากฉอเลาะยกมือขึ้นกำบังหมัดที่ถูกกวัดแกว่งออกมาของเจียนั่วผู้มุมปากกระตุกเฉกเช่นที่ผ่านมา ตามด้วยคลี่ยิ้มประจบ
“...เพียงล้อเจ้าเล่น อย่าได้โมโหไปเลย ข้ารู้ว่าเจ้าจะต้องตามมาจึงได้แง้มช่องว่างเอาไว้”
“จู่ๆ เจ้าก็ตามภูตความมืดตนนั้นไปอยู่ในห้องด้วยกันเพียงลำพัง หากข้าไม่ตามไปจึงจะน่าแปลกกระมัง?”
เจียนั่วแค่นหัวเราะเสียงเย็นขณะถอนกำปั้นกลับมาพลางวางท่อนแขนไว้ด้านหลังศีรษะของโม่จ้านก่อนเผยหนึ่งรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา
“เจ้ามิเชื่อใจในศักยภาพของข้า? หรือว่า---”
“...เจ้าหึงเสียแล้ว?”
โม่จ้านหยัดกายขึ้นครึ่งท่อนก่อนจะโน้มไปด้านหน้า ฝ่ามือค้ำยันไหปลาร้าเด่นชัดของเจียนั่ว ระยะห่างระหว่างปลายจมูกของคนทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ต่างฝ่ายต่างหยั่งเชิงซึ่งกันและกันด้วยความขวยเขินอยู่บ้าง
“ภูตความมืดช่ำชองการลอบสังหารและอำพรางตัว เป็นศัตรูที่ยากรับมือในห้องปิดสนิทและบรรยากาศมืดสลัว มีเพียงครรภ์พิสดารอย่างเจ้าที่กล้าเผชิญหน้าโดยตรง”
ครั้นมองสบม่านตาสีแดงเข้มอันงดงามของโม่เจ๋อเอ่อร์ ทันใดนั้นเจียนั่วพลันรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย อัศวินเผยสีหน้ารังเกียจเกินจริงก่อนเบนสายตาไปทางอื่น พึมพำสองสามคำด้วยเสียงแผ่วเบา
“ข้ากลับมิได้หึงหวง หากเจ้าชมชอบรูปร่างมิต่างกับไม้ตะเกียบเช่นนั้น ในจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์มีถมเถไป ไม่จำเป็นต้องวิ่งมาถึงตรอกขี้เถ้า...”
“อุ๊บ...ฮ่าๆๆๆๆ”
โม่จ้านหัวเราะเสียงดังลั่น โอบกอดเจียนั่วไว้แน่นทันทีทันใด ถูไถคลอเคลียใบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรงมิต่างกับเด็กน้อยก่อความวุ่นวาย เจียนั่วตั้งตัวมิทัน ทำได้เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายถูแก้มขวาของตนจนเห่อร้อนและแดงระเรื่อ มิต่างกับกำลังใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดถูนานกว่าสิบนาที
“นี่ เจ้าทำอันใด เป็นสุนัขหรืออย่างไร---?!”
“ยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นไม่ว่าต้องพลิกแพลงสถานการณ์เช่นไรล้วนแต่มิเคยหวาดหวั่น ทว่าจุดอ่อนของข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้นที่รู้ มิใช่หรือ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเด็กหนุ่มดังขึ้นข้างใบหู ลมหายใจอุ่นหนึ่งระลอกรินรดลงบนใบหูก่อนจะค่อยๆ แผ่เข้าไปในรูหูอย่างเชื่องช้า อัศวินหนุ่มใบหูใบหน้าแดงก่ำฉับพลัน ขนลุกขนชันไปทั่วทั้งกาย ขยุ้มเส้นผมของอีกฝ่ายไว้แน่นด้วยความขัดเขิน
“บุรุษผู้นั้นเป็นถึง---เงาที่กระทั่งเวทมนตร์ยังยากไล่จับ หากเกิดถูกเขาโจมตีจุดสำคัญ ที่นี่ใช่ว่าจะมีบาทหลวง!”
ราวกับเผลอกัดลิ้นตนเอง เจียนั่วกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่ ฝืนอำพรางการลืมตัวของตนเอง เพียงแต่ใบหน้าของโม่จ้านยังคงฝังอยู่ข้างลำคอของเจียนั่ว มิทันสังเกตเห็นสิ่งใดแม้แต่น้อย เจียนั่วผ่อนลมหายใจออก แขนข้างซ้ายโอบรอบลำคอของโม่จ้าน บีบลงบนหลังคอของอีกฝ่ายอย่างไร้ซึ่งความหมายใด
ตนเกือบหลุดปากเอ่ยคำว่า ‘หนึ่งในผู้บัญชาการกองพลของกองทัพราชาปีศาจ’ ออกไป ฝืนชะงักเอาไว้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย...
ตรอกขี้เถ้ามีพ่อค้าและทหารรับจ้างที่เดินทางมาจากแดนไกลมิน้อย สันตะสำนักกับจักรวรรดิอันปู้เอ่อร์คงจะบุกโจมตีตรอกขี้เถ้าก่อนที่งานประมูลจะสิ้นสุดลง ดังนั้นพวกตนทั้งสี่คนควรจะรีบออกไปจากที่แห่งนี้ และเผ่าปีศาจที่หลงเหลืออยู่ก็จะถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น หากบอกเรื่องเหล่านี้กับโม่เจ๋อเอ่อร์ในยามนี้ เกรงว่ามีแต่จะทำให้อีกฝ่ายเป็นกังวลใจยิ่งกว่าเดิม
“ขออธิบายไว้ก่อน ข้ามิได้ยินสิ่งใดทั้งสิ้น พวกเจ้าสองคนเสียงเบายิ่งนัก ข้าเห็นเพียงว่าพวกเจ้าสองคนปะทะกันเท่านั้น”
ขณะมองสีหน้าเปี่ยมด้วยความไร้เดียงสาของเจียนั่ว โม่จ้านที่เงยหน้าขึ้นมาหัวเราะแล้วโน้มกายเข้าไปใกล้ซอกคอของอัศวินอีกครั้ง กลิ่นหอมจางๆ ของสบู่เจือกับ ‘กลิ่นกาย’ ที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้ตนมิอาจหยุดยั้งความปรารถนา ฝ่ามือของเจียนั่วลูบแผ่นหลังของตนเป็นจังหวะ แสดงออกถึงความสนิทสนมที่ยากพานพบในยามปกติ
ในช่วงเวลาที่ตามหลักแล้วควรจะมีความสุขนี้ อารมณ์ภายในใจของโม่จ้านกลับแปรเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมาทันที—ทิ้งปัญหาเรื่องศักยภาพและอัตราความสำเร็จเอาไว้ก่อน หากตนยื่นมือช่วยเผ่าปีศาจตามหลักมนุษยธรรม หรือช่วยเคลื่อนย้ายลูกหลานของเผ่าปีศาจได้สำเร็จ เช่นนั้นตัวตนที่เป็นเผ่าปีศาจจะต้องถูกเปิดเผยไม่ช้าก็เร็ว หลังคนรอบข้างรู้ยังจะรับได้จริงหรือ?
ทว่าหากตนปล่อยมือมิเข้าไปยุ่งเกี่ยว เฝ้าดูเผ่าปีศาจถูกสังหารจนสิ้น แม้ว่าตนจะสามารถหลบซ่อนได้อย่างโชคดี กระนั้นเกรงว่าคงจะแบกรับความรู้สึกละอายใจไปทั้งชีวิตท่ามกลางการไล่ล่าของสันตะสำนักกระมัง
ความถูกต้องชอบธรรมภายในใจที่ได้รับถ่ายทอดมาทำให้ตนมิอาจนิ่งดูดาย เพียงแต่ทันทีที่ลงมือ อาจนำพามาซึ่งการตีตัวออกห่างจากคนใกล้ชิด...
“...โม่เจ๋อเอ่อร์ เป็นอันใดไป?”
เจียนั่วคล้ายจะสัมผัสได้ถึงอารมณ์หดหู่อย่างกะทันหันของโม่จ้าน จึงตบไหล่ของโม่จ้านด้วยความสงสัยอยู่บ้าง
โม่จ้านเงยหน้าขึ้นพลางถอนหายใจ ส่งสายตาฉายแววซับซ้อนไปยังเจียนั่วที่กำลังงงงวย
“หากมีคนกลุ่มหนึ่งถูกเรียกว่า ‘คนชั่ว’ แต่ทว่าเจ้ากลับไม่เคยเห็นพวกเขาทำความชั่วมาก่อน ยามนี้พวกเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงอันตรายจากการไล่ล่า เจ้าจะช่วยพวกเขาหรือไม่?”
“การที่ข้าไม่เคยเห็นมิได้หมายความว่าพวกเขาไม่เคยทำชั่วมาก่อน หากพวกเขาเคยทำความชั่วใหญ่หลวง การตายเพื่อชดใช้ความผิดก็นับเป็นสิ่งสมควร”
เจียนั่วควานหาสมองไม่เจอเพราะคำถามที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหันของโม่จ้าน ทำได้เพียงอธิบายตามหลักเหตุผลของตนเท่านั้น
“หากความผิดถูกยัดเยียดให้ ข้ามิเพียงแต่ช่วยพวกเขา ทว่ายังจะเปิดเผยต่อทั้งโลก ทำให้ผู้ยุยงต้องชดใช้”
“...เช่นนี้นี่เอง”
เสียงของโม่จ้านค่อนข้างอู้อี้ เจียนั่วที่ภายในหัวเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามกำลังจะซักถามต่อไป ทว่าโม่จ้านกลับเงยหน้าขึ้นกะทันหันและแต้มหนึ่งจูบลงบนหน้าผากของเจียนั่ว
“ขอบคุณ ข้าเข้าใจแล้ว”
“...อันใด? เจ้าเข้าใจอันใดแล้ว? เจ้าจะไปทำสิ่งใด?”
ครั้นเห็นโม่จ้านพลิกกายลงจากเตียงอย่างสบายอารมณ์ เจียนั่วที่มิต่างกับอยู่ท่ามกลางม่านหมอกถึงกับงุนงงโดยสิ้นเชิงเสียแล้ว
“ข้าจะไปหาซีนั่วอย่างไรเล่า ถึงเวลาแล้ว หากพวกเจ้าจะซื้ออาหารเย็น อย่าลืมเผื่อข้าด้วยหนึ่งชุด”
โม่จ้านยกยิ้มพลางชี้ไปที่นาฬิกาแขวนบนผนัง จากนั้นสวมใส่อาภรณ์อย่างรวดเร็วแล้วรีบร้อนออกไป ทิ้งไว้เพียงเจียนั่วที่อ้าปากค้างอย่างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรเอาไว้
โม่จ้านที่เดินอยู่บนถนนเผยรอยยิ้มขมขื่น สายตาทอดมองไปยังท้องฟ้าที่ดำมืดเสียแล้ว
...หลักการง่ายๆ เช่นนี้ นึกมิถึงว่าตนยังต้องให้ผู้อื่นเตือนสติ ความรู้พื้นฐานในการเป็นตำรวจของตนเรียกได้ว่าถูกนำไปป้อนสุนัขเสียแล้ว
‘บาปดั้งเดิม’ ของเผ่าปีศาจคือสิ่งใด เหตุใดจึงถูกไล่ล่า เพียงไปถามก็รู้แล้วมิใช่หรืออย่างไร?
การสนทนากับอามู่ค่อนข้างฉุกละหุก ตนทำได้เพียงเอ่ยถามถึงเรื่องเกี่ยวกับตรอกขี้เถ้าและการทำศึก ด้วยฐานะในยามนี้ของตน การเอ่ยถามถึง ‘คุณูปการอันเกริกก้อง’ ของเผ่าปีศาจ ไม่ว่าซีนั่ว อามู่หรือว่าเจี๋ยหลัวคงล้วนแต่เล่าออกมาโดยละเอียดกระมัง
โม่จ้านกลืนน้ำลาย ออกแรงกุมหัวใจแล้วรู้สึกได้ถึงแรงเต้นตุบๆ พานพบกับความตื่นเต้นที่ห่างหายกันไปเนิ่นนาน
แท้จริงแล้วเหล่าปีศาจเคยทำสิ่งใดกัน...หากเข่นฆ่าประชาชนและเลือดนองแผ่นดินใหญ่ตามที่กล่าวขานในนิทานปรัมปราจริง ตนจะต้องตัดขาดความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิงและไม่เข้าใกล้เผ่าพันธุ์นี้อีกแม้แต่ครึ่งก้าว
ทว่าหากเป็นในทางกลับกัน...
เมื่อหวนนึกถึงสีหน้าเอาจริงเอาจังของเจียนั่วยามอธิบาย โม่จ้านเผยยิ้ม สัมผัสได้ถึงความรู้สึกผ่อนคลาย