นางเข้าใจแล้วว่าสามีนาง นอกจากชอบกล่าวชื่นชมนางอยู่เป็นนิจยังชอบเอ่ยวาจายกย่องผู้เฒ่ากู้อยู่เสมอ
ในใจของเขา ขอแค่เป็นคนที่เขาชอบ หรือเป็นคนที่ดีกับเขา คนผู้นั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้ทันทีแค่มีข้อดีนิดเดียว เขาก็ชื่นชมราวกับเป็นเทพเซียนบนสวรรค์
โง่ยิ่งนัก!
แต่กลับเป็นคนโง่ผู้นี้ ที่ทำให้นางอดสงสารไม่ได้
เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของเขาแล้ว เถียนฮวนพลันเกิดความคิด
อยากจะดีกับเขาให้มากขึ้นไปอีก ปรารถนาให้เขาได้มีรอยยิ้มแบบนี้ไปนานๆ แม้ดูซื่อบื้อแต่ก็มีความสุข
เฮ้อ!
พร้อมกันนั้น ในใจเถียนฮวนก็พลันหม่นหมองเล็กน้อย...อยู่ดีๆ นางก็คิดถึงท่านตากับท่านแม่ขึ้นมา
นางไม่ได้เจอทั้งสองคนมานานแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาเป็นอย่างไรบ้าง
เห็นสีหน้าหม่นหมองของนาง กู้ฉางสุ่ยก็เอ่ยขึ้นว่า “อีกครึ่งเดือน เมื่อเราเก็บเงินก้อนใหญ่ได้ถึงตอนนั้นหย่วนจื้อก็น่าจะโตพอให้ท่านแม่ยายใช้ได้อีกเดือนพอดี เราก็ค่อยแบกกลับไปให้ท่านแม่ยายเอาตัวอ้นย่างไปฝากพวกเขาด้วย”
“อืม!” เมื่อรู้ว่าอีกเพียงครึ่งเดือนจะได้พบมารดากับท่านตาอีกครั้ง จิตใจของนางพลันสดใสขึ้นมาทันที
“ว่าแต่...นอกจากตัวอ้นแล้ว เราควรนำสิ่งใดไปฝากท่านตาอีกดี ครั้งก่อนเราก็เอาไก่ป่าไปให้แล้วเช่นนั้นคราวนี้จับนกพิราบป่าดีหรือไม่ ข้าเคยได้ยินว่าเนื้อนกพิราบช่วยบำรุงร่างกายท่านตาจะกินได้ไหม”
“เนื้อนกพิราบช่วยบำรุงตับ ไต เสริมกำลังและโลหิต นับว่าเป็นของดีเลยละ ทว่า...นกพิราบป่าจับได้ง่ายๆหรือ”
“ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดเป็นคนจับ! ถ้าข้าลงมือเองละก็ นกพิราบป่าไม่หนีไปไหนหรอก!”
“นี่ท่าน...โอ้อวดอีกแล้วนะ!”
“ข้าพูดความจริงทั้งนั้น! ถ้าเจ้ายังไม่เชื่อ เดี๋ยวคอยดูแล้วกัน!”
“...ก็ได้!”
ทั้งสองพูดหัวเราะกันมาตลอดทาง จนกลับถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ยังไม่ทันเดินเข้าไปพวกเขาก็ได้ยินเสียงด่าทอของกู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์แว่วมาจากด้านหน้า
“ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดหน้าด้านไร้ยางอายเช่นนี้มาก่อน! พวกข้าแค่เด็ดผักจากแปลงผักของพวกเขานิดเดียวสองคนนั่นกลับมาถอนผักบ้านข้าทั้งแปลงจนหมดเกลี้ยง! ยังไม่พอ ผักที่ถอนไม่ได้ก็กลับเหยียบจนเละหมด!อย่าไปหลงกลว่าพวกเขาดูน่าสงสารเลย จริงๆ แล้วพวกเขาล้วนใจดำกันทั้งบ้าน!”
“ข้าขอแช่งให้พวกเขาไม่ตายดี!”
เมื่อเห็นเงาของกู้ฉางสุ่ยกับเถียนฮวนที่ปากทางหมู่บ้าน กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็กระแทกเสียงให้ดังขึ้นอีกเท่าตัว
เถียนฮวนได้ยินก็แย้มยิ้มบางๆ “ขอบคุณเจ้าที่ชมพวกข้า!”
เมื่อวานพวกเขาสองคนถอนผักในแปลงผักบ้านตระกูลกู้จนหมดจริงๆ ที่เหลืออยู่ก็ล้วนแต่เป็นผักแก่กินไม่ได้หรือผักที่เพิ่งงอกมาแค่ต้นเล็กๆ
อย่างน้อยในอีกสามถึงห้าวันข้างหน้า บ้านตระกูลกู้คงไม่มีผักสดให้กินเป็นแน่
ไหนๆ บ้านนั้นก็รังแกพวกเขา เช่นนั้นยังต้องเกรงใจอันใดอีกเล่า
อีกอย่าง ถึงจะถอนผักในสวนผักของบ้านตระกูลกู้จนหมด พวกเขาก็นำมาปลูกบนที่ดินของตนได้แค่สองหมู่!ยังเหลืออีกตั้งหนึ่งหมู่ที่ว่างอยู่
ชัดเจนว่าพวกเขาขาดทุนนัก
กู้ฉางสุ่ยก็หัวเราะ “ดูเหมือนท่านแม่ข้าจะยอมถอยแล้วนะ คราวนี้ถึงไม่ยอมออกหน้าเองแต่ให้น้องสาวมาจัดการ เมื่อคืนคงโดนท่านพ่อตำหนิไปแล้ว”
“ยังต้องพูดอีกหรือ ไม่แน่ว่าอาจโดนกู้ฉางเจี๋ยตำหนิด้วยนะ” เถียนฮวนพูดอย่างสะใจ
ด้วยนิสัยที่รักศักดิ์ศรีเสียยิ่งกว่าชีวิตของกู้ฉางเจี๋ย เมื่อวานบ้านตระกูลกู้ก่อเรื่องเสื่อมเสียทั้งสหายร่วมห้องเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สุดท้ายบ้านตระกูลกู้กลับเสียหน้า เขาย่อมต้องอึดอัดใจจนแทบระเบิดเป็นแน่
เขาไม่กล้าแตะต้องกู้อันผู้เป็นบิดา แต่กับเจียงซื่อ กู้ฮวาจือ รวมถึงกู้ฮวาเย่ว์เขากลับสามารถรังแกได้ตามใจอยาก
จะว่าไป นิสัยแย่ๆ ของกู้ฉางเจี๋ยล้วนเป็นเพราะถูกตามใจจนเสียคน
เถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยไม่ตามใจเขา กู้ฉางเจี๋ยเลยทำอะไรพวกตนไม่ได้
สุดท้ายแล้ว กู้ฉางเจี๋ยก็เป็นคนที่ชอบรังแกคนในบ้านตัวเองก็เท่านั้น
อย่างไรเสีย การต่อสู้ก็จบไปแล้ว ตอนนี้แค่โดนด่าไม่กี่คำ ไม่มีพิษสงอะไรนัก เถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยจึงไม่สนใจแม้แต่น้อย
สองคนจึงเมินเสียงด่าทอแหลมแสบแก้วหู แล้วเข็นรถเข็นล้อเดียวหนักอึ้งกลับบ้านไป
เห็นทั้งสองไม่พูดสักคำแล้วเดินจากไป กู้ฮวาจือก็ยิ้มเยาะ “เห็นหรือไม่ พวกเขารู้สึกผิดถึงได้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับพวกเรา!”
ที่จริงพวกเขาแค่ไม่อยากลดตัวลงไปเถียงด้วยต่างหากเล่า
สตรีในหมู่บ้านคิดในใจ
วันนั้นเถียนฮวนยังกล้าตบหน้าน้องสามีต่อหน้าชาวบ้านเสียด้วยซ้ำ พวกเขาจะไม่กล้าปะทะกับพวกนางได้อย่างไร
แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น กู้ฮวาจือกับกู้ฮวาเย่ว์ก็มาจากบ้านที่มีฐานะ เสื้อผ้าเครื่องประดับใหม่เอี่ยมสตรีเหล่านี้ยังหวังพึ่งพวกนางอยู่ เวลาอยากยืมเสื้อผ้าใหม่ใส่ ก็คงต้องประจบประแจงให้มากเข้าไว้พวกนางจึงไม่กล้าพูดจาให้สองพี่น้องระคายหู จึงได้แต่ยิ้มประจบคล้อยตามไปก็เท่านั้น
“พี่สาว ท่านเห็นหรือไม่ พวกเขาซื้อของกลับมาเพียบเลย! เต็มรถเข็นไปหมด!” กู้ฮวาเย่ว์พูดเสียงเบา
กู้ฮวาจือก็สะบัดหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ใช่เงินบ้านเราหรือไร พวกเขาข่มขู่เอาเงินจากท่านพ่อไปตั้งมากมายคงเอาไปซื้อของอย่างสบายใจ ไร้ความยำเกรง เมื่อวานเอะอะโวยวายก็เพราะต้องการเงินมิใช่หรือ”
“แต่...ท่านพ่อให้แค่สองร้อยยี่สิบเหวินเองนะ ข้าวของบนรถเข็นนั่นดูอย่างไรก็เกินห้าร้อยเหวิน!”
กู้ฮวาจือสะอึก นางจ้องมองเงาหลังของกู้ฉางสุ่ยกับเถียนฮวนอยู่นานก่อนจะหันขวับ“พวกเขาต้องซ่อนเงินไว้แน่ๆ! ไปบอกท่านพ่อกับท่านแม่กันเถิด!”
สองพี่น้องรีบกลับไปฟ้อง แน่นอนว่าไม่นานก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีกในบ้านตระกูลกู้แต่ด้วยบทเรียนสองครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะภรรยาและบุตรสาวจะโวยวายแค่ไหน กู้อันก็ยังคงทำหน้าดุไม่เปลี่ยนแปลง
“ห้ามไป”
“สามี! สองสามีภรรยาคู่นั้นไปตัวตำบลตั้งสองครั้งแล้ว ทุกครั้งกลับมาก็มีของเต็มรถเข็นพวกเขาเอาเงินมาจากที่ใด ถ้าไม่ใช่ขโมยจากบ้านเราไป! ข้าบอกแล้วว่าวันนั้นตอนแยกบ้านพวกเขาทำเป็นโวยวายแล้วดึงชาวบ้านมาเป็นพยาน มาวันนี้ถึงได้รู้ว่าพวกเขาวางแผนกันไว้หมดแล้ว!พวกเราถูกพวกเขาหลอกเข้าแล้ว!” เจียงซื่อตะโกนลั่น
“แล้วอย่างไร แค่ไม่กี่วัน พวกเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายกันไปกี่ครั้งกัน แล้วเคยได้สิ่งใดกลับมาบ้างเชื่อหรือไม่ว่าครั้งนี้หากเจ้าไปอีก พวกเขาก็จะทำให้เจ้าเสียหน้าอีกครา!” กู้อันพูดเสียงเย็น
เจียงซื่อไม่ได้โง่ นางก็รู้อยู่แก่ใจว่ากู้อันพูดถูก แต่นางก็มิอาจกลืนความแค้นลงท้องได้
“แล้วอย่างไร พวกเราก็ปล่อยให้พวกเขาเอาเงินบ้านเราไปกินดีอยู่ดีไม่ได้หรอกนะ! ถ้ามีเงินเหลือพวกเราควรจะเอาไปซื้อกระดาษกับพู่กันใหม่ให้เจี๋ยเกอเอ๋อร์!”
กู้ฉางเจี๋ยเดินออกมาจากห้องพอดี ได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นทันที “ไม่เป็นไรหรอกขอรับเงินแค่นี้ก็ถือว่าข้าส่งให้พวกเขาไปแล้วก็กัน เราไม่ต้องคิดมาก”
เจียงซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ “ลูกข้าช่างใจกว้างยิ่งนัก สมแล้วที่พวกเขาโชคดีได้เจอครอบครัวเราถ้าไปเจอครอบครัวอื่น แค่เรื่องที่พวกเขาทำไป ก็คงโดนลากออกมาประจาน!”
ท่าทางแบบนี้ เห็นได้ชัดว่าเงินที่เถียนฮวนกับกู้ฉางสุ่ยใช้ ถูกพวกเขานับรวมว่าเป็นเงินของบ้านตระกูลกู้ไปเสียแล้ว!