“ชื่อของผมคือ เฟลิกซ์ กรีนฟิลด์…”
เด็กหนุ่มผมสีเขียวมอสพึมพำกับตัวเองเบาๆ ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คน เขามาจากหมู่บ้านเกษตรกรรมชนบทอันห่างไกลที่ตั้งอยู่สุดขอบชายแดนของราชอาณาจักรโรเซเลีย ดินแดนที่ห่างไกลจากความเจริญและแสงสี พูดง่ายๆ เขาคือ "เด็กบ้านนอก" ที่แบกความฝันอันยิ่งใหญ่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังเมืองหลวง เพื่อหวังสอบเข้าสถาบันเวทมนตร์อันดับหนึ่ง และนำเกียรติยศกลับไปสู่บ้านเกิด… แม้ว่าร่างกายของเขาจะต้องคำสาปแห่งโรคร้ายที่เรียกว่า "มานารั่วไหล" ก็ตาม
สถานะทางสังคม: สามัญชนชั้นล่าง
“ในที่สุด…”
ภาพเบื้องหน้าทำเอาเฟลิกซ์ต้องหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดด้วยความตื่นตะลึง
เบื้องหน้าคือมหานครที่ยิ่งใหญ่ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดของจิตรกรเอก อาคารบ้านเรือนก่อสร้างด้วยอิฐสีแดงส้มสลับกับหินปูนสีขาวนวล เรียงรายซ้อนทับกันสุดลูกหูลูกตา ยอดโดมทรงสูงและหลังคาแหลมเสียดฟ้าประดับประดาด้วยกระจกสีที่สะท้อนแสงแดดยามเช้าเป็ประกายระยิบระยับ
แต่สิ่งที่ทำให้เมืองนี้ต่างจากบ้านเกิดของเขาอย่างสิ้นเชิง คือความผสมผสานอันน่าทึ่งระหว่าง เวทมนตร์ และ จักรกล ท่อทองเหลืองขนาดใหญ่เลื้อยผ่านตัวตึกราวกับเส้นเืของเมือง พ่นไอน้ำสีขาวจางๆ ออกมาเป็จังหวะ เฟืองจักรโลหะขนาดั์หมุนวนอย่างเชื่องช้าขับเคลื่อนกลไกประตูเมืองและนาฬิกาเรือนั์
บนท้องฟ้าเหนือศีรษะ ไม่ได้มีเพียงก้อนเมฆ แต่เต็มไปด้วย เรือเหาะ ลำมหึมาโครงสร้างไม้และเหล็กกล้าที่ลอยละล่องอย่างเชื่องช้า และ รถไฟจักรไอน้ำ ที่พ่นควันสีขาวฉุย ขณะวิ่งฉิวไปตามรางพาดผ่านระหว่างตึกอาคารสูง
“สุดยอด…”
เฟลิกซ์ก้าวเดินไปบน สะพานหินขนาดใหญ่ถนน 4 เลนที่ทอดข้ามแม่น้ำสายหลักใจกลางเมือง เพื่อมุ่งหน้าไปยังเกาะกลางน้ำที่เป็ที่ตั้งของสถาบัน
การจราจรบนสะพานนั้นคับคั่งและแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางฐานะอย่างชัดเจน เลนซ้ายสุดคือ รถม้า ที่ตกแต่งหรูหรา วิ่งตีคู่ไปกับ ยานยนต์พลังไอน้ำ รูปทรงคลาสสิกที่ส่งเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มและมีปล่องควันเล็กๆ ด้านหลัง
และที่น่าตื่นตาที่สุดคือในเลนขวาสุด… ยานยนต์ลีมูซีนคันยาวสีดำขลับ รูปทรงเหลี่ยมมนสุดคลาสสิกที่แผ่กลิ่นอายความหรูหรา ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังงานมานาบริสุทธิ์ ไร้เสียงเครื่องยนต์กวนใจ ไร้ควันพิษ มันแล่นฉิวด้วยความเร็วสูงไปบนพื้นถนน สะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีชั้นสูงที่มีเพียงชนชั้นปกครองเท่านั้นจะได้
และที่ปลายสุดของสะพาน คือเป้าหมายของเขา…
“สถาบันเวทมนตร์ รีจิส อาคาเดเมีย”
มันไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่มันคือ "พระราชวัง" ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองหลวงของอาณาจักรโรเซเลีย โดดเด่นเป็สง่าเหนือสิ่งก่อสร้างทั้งปวง ตัวอาคารหลักสร้างจากหินอ่อนสีขาวแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง ตัดกับโครงสร้างไม้สักทองที่ดูขลังและเก่าแก่ ซุ้มประตูโค้งสูงโปร่งและเสาหินขนาดใหญ่เรียงรายราวกับวิหารศักดิ์สิทธิ์
กำแพงรั้วเหล็กดัดสีดำล้อมรอบอาณาเขตอันกว้างใหญ่ ประตูทางเข้าสูงตระหง่านดูน่าเกรงขาม เฟลิกซ์สูดหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้า
“ตื่นเต้นไม่ไหวแล้วสิ… เราจะต้องสอบเข้าสถาบันรีจิสให้ได้เลย!”
ที่หน้าประตูทางเข้า เหล่ารุ่นพี่สภานักเรียนในชุดเครื่องแบบสีดำเข้มตัดสลับสีแดงขลิบทองผ้าสวมคลุมไหล่ยาวยืนเรียงแถวต้อนรับผู้สมัครสอบอย่างเป็ระเบียบ เสียงะโต้อนรับของพวกเขาดังกังวานไปทั่วบริเวณ แข่งกับเสียงเครื่องจักรและเสียงเมืองที่วุ่นวาย
เฟลิกซ์รีบก้มหัวทักทายเหล่ารุ่นพี่ด้วยความนอบน้อม แต่ทว่า… ทันทีที่เขาสบตากับรุ่นพี่หน้าโหดคนหนึ่ง เขาก็ต้องสะดุ้งเฮือก เพราะอีกฝ่ายจ้องกลับมาด้วยสายตาคมกริบราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ ทำเอาเด็กหนุ่มบ้านนอกถึงกับขาสั่นพั่บๆ อยากจะรีบเดินหนีไปให้พ้นๆ
แต่ในวินาทีนั้นเอง…
ฟึ่บ! ฟู่วววว!
พายุฝุ่นตลบอบอวนพัดผ่านร่างของเฟลิกซ์ไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาเขาต้องยกมือขึ้นป้องตา นักเรียนหญิงรอบข้างต่างร้องว้ายพลางรีบกดกระโปรงที่กระพือไสว
เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานมาด้วยความเร็ว ก่อนจะเบรกตัวไถลกับพื้นหินอ่อนหน้าประตูเสียงดัง
ครืดดดด! จนรองเท้าสึกเป็ทางยาว ร่างนั้นหยุดลงตรงหน้าเหล่าสภานักเรียนในท่าที่… พิสดารที่สุดเท่าที่เฟลิกซ์เคยเห็นมา
ชายหนุ่มตัวเล็กก้มตัวลงจนหน้าผากแทบจะจูบกับพื้นดิน ก้นโด่งชี้ฟ้า ในท่าคารวะแบบสุดตัว (Dogeza)
“ผมคนนี้!! ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับรุ่นพี่!!!”
เสียงะโดังกึกก้องราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้าย ทำเอาผู้คนรอบข้างที่กำลังเดินขวักไขว่ต้องหยุดชะงักหันมามองเป็ตาเดียว แม้แต่สภานักเรียนที่ว่าแน่ยังต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความใ
‘อะ… อะไรมันจะขนาดนั้นน่ะ?!’ เฟลิกซ์อ้าปากค้าง มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา ไม่คิดว่าการสอบเข้าโรงเรียนผู้ดีแบบนี้จะมีคนเพี้ยนหลุดมาได้
ผู้สมัครคนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความระอา บ้างก็หัวเราะขบขัน ก่อนจะรีบเดินเลี่ยงผ่านไป ไม่อยากจะข้องแวะกับตัวประหลาด
แต่ชายหนุ่มร่างเล็กส่วนสูงราว 164 เิเผู้นั้นหาได้สนใจสายตาใคร เขาดีดตัวลุกขึ้นยืนด้วยความกระตือรือร้น ก่อนจะวิ่งไล่จับมือสภานักเรียนเรียงคน
“สุดยอด! พวกรุ่นพี่สุดยอดกันจริงๆ! ขนาดผมอยู่ตั้งไกลยังได้ยินเสียงพวกพี่ชัดแจ๋วเลย! นี่สินะพลังของนักเรียนสถาบัน รีจิส!”
เขาวิ่งไปหยุดตรงหน้ารุ่นพี่หน้าโหดคนเดิม คนเดียวกับที่จ้องเฟลิกซ์เมื่อครู่ ซึ่งตอนนี้กำลังทำหน้าเครียดจนเส้นเืปูดโปน
“นี่นายนะ… จะส่งเสียงโหวกเหวกโวยวายไปถึงไหน ไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจคนอื่นบ้างรึยังไงฮะ?” รุ่นพี่หน้าโหดตำหนิเสียงเข้ม
“ขอโทษด้วยครับรุ่นพี่!” คลิฟฟ์ก้มหัวปลกๆ แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม “พอดีนี่เป็ครั้งแรกที่ผมได้เห็นอะไรน่าตื่นตาตื่นใจขนาดนี้ เลยเผลอลืมตัวไปหน่อยครับ! แหะๆ”
“หึ… ยังไงก็ช่างเถอะ แต่อย่าให้มีครั้งที่สอง”
“แล้วถ้ามีครั้งที่สองละครับ” เขาถามกลับอย่างใสซื่อ
“ก็ไม่ควรมีครั้งที่สาม” เสียงพูดปนคำรามในลำคอเริ่มได้ยินชัด
“เอ่ออ...แล้วถ้ามีครั้งสี่ละครับ” เขาขมวดคิ้วขึ้น
“ครั้งที่สี่นิไม่ควร” เขาจ้องกลับเขม็งดวงตาแข็งกระด้างราวกับพยายามข่มอารมณ์ไว้
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าบ้านนายจะสอนมายังไง แต่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ นายต้องเคารพกฎระเบียบของที่นี่ อย่าทำตัวเป็ภาระสังคม ดั่งสุภาษิตที่ว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” น้ำเสียงเ็าและสายตาดูถูกถูกส่งออกมาอย่างไม่ปิดบัง
คนปกติโดนว่าขนาดนี้คงหน้าชาหรือก้มหน้าด้วยความอับอาย แต่ผิดคาด… ดวงตาของคลิฟฟ์กลับเป็ประกายวิบวับยิ่งกว่าเดิม เขาพุ่งเข้าไปคว้ามือรุ่นพี่หน้าโหดมาเขย่าอย่างแรงจนอีกฝ่ายสะดุ้งโหยง
“ขอบคุณครับ! ขอบคุณสำหรับคำตักเตือนที่หวังดีของรุ่นพี่! ผมจะจำใส่กะโหลกไว้และจะสอบเข้าที่นี่ให้ได้ เพื่อจะได้มาทำตามกฎอย่างเคร่งครัดเคียงข้างรุ่นพี่ครับ!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งแบบผิดประเด็น ไหลพรากอาบแก้ม
“เฮ้ย! ปล่อยนะโว้ย! แล้วก็เลิกแหกปากสักที!” รุ่นพี่หน้าโหดรีบสะบัดมือออกอย่างรังเกียจ ก่อนจะหันไปเห็นเฟลิกซ์ที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ตาปริบๆ
“นี่นาย! นายเองก็มาสอบเหมือนกันใช่ไหม?” รุ่นพี่ชี้หน้าเฟลิกซ์ “ฝากเอาเ้าหมอนี่ไปให้พ้นๆ หน้าฉันที แล้วรีบพากันไปลงทะเบียนซะ เดี๋ยวจะไม่ทันการ!”
“คะ… ครับผม!” เฟลิกซ์ตอบรับตะกุกตะกัก
แต่ยังไม่ทันได้ขยับตัว คลิฟฟ์ก็พุ่งเข้ามาล็อกคอเขาหมับราวกับเพื่อนซี้ที่รู้จักกันมาสิบปี
“เยี่ยมไปเลย! นายก็มาสอบเหมือนกันสินะเพื่อนยาก! งั้นเรามาพยายามด้วยกันเถอะ!”
กลิ่นอายความจริงใจและรอยยิ้มกว้างขวางที่ไม่มีพิษมีภัยของคลิฟฟ์ ทำให้ความหวาดระแวงของเฟลิกซ์มลายหายไป เขาเผลอยิ้มตามออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“คะ… ครับ มาพยายามด้วยกันเถอะ ผมชื่อ เฟลิกซ์ กรีนฟิลด์ ครับ”
“ฮ่าๆๆ จำไว้ให้ดีล่ะเฟลิกซ์! ชื่อของฉันคือ คลิฟฟ์ สโตน! ต่อจากนี้ฝากตัวด้วยนะพวก!”
“ได้เลยครับคุณคลิฟฟ์… เอ่อ แต่ผมเป็แค่คนบ้านนอก สามัญชนธรรมดาๆ ที่มาจากหมู่บ้านชายขอบ อาจจะช่วยอะไรคุณไม่ได้มากนะครับ” เฟลิกซ์ถ่อมตัวเสียงอ่อย
คลิฟฟ์หัวเราะลั่น ตบหลังเฟลิกซ์ดังป้าบจนเด็กหนุ่มตัวผอมแทบหน้าคะมำ
“ไม่ต้องมาสุภาพกับฉันหรอกน่า! แล้วก็ไม่เห็นเป็ไรเลย ตอนนี้เราเป็เพื่อนกันแล้วก็ต้องช่วยกันสิ! อีกอย่างนะ… ถ้าจะแข่งกันเื่ความบ้านนอก ฉันชนะขาดลอย! เพราะฉันมาจากหมู่บ้านชายแดนทางใต้สุดขอบนรกของจักรวรรดินู่นเลย ถ้าของนายเรียกว่าบ้านนอก ของฉันนี่ต้องเรียกว่า โคตรของโคตรบ้านนอก เลยล่ะวะฮ่าฮ่าฮ่า!”
“เอ๋!!!” เฟลิกซ์ร้องเสียงหลง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายหัวเราะอย่างเปิดเผย ความเกร็งก็หายไปจนหมดสิ้น
‘คนๆ นี้ถึงจะดูเพี้ยนๆ ไปหน่อย… แต่เป็ครั้งแรกเลยนะ ที่มีคนเรียกว่าเราว่าเพื่อนอย่างเต็มปากเต็มคำแบบนี้’
...
ซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น คลิฟฟ์ ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองได้ตกเป็ที่พูดถึงของนักเรียนบางคนแล้ว
“ฮะฮะ คีแรน ลองมองดูคนๆนั้นสิ น่าสนใจดีแฮะ ไม่นึกเลยว่าการสอบเข้าปีนี้จะมีคนตลกๆ แบบนี้ด้วย น่าไปทำความรู้จักชะมัด”
แลนซ์ เด็กหนุ่มหน้าตาดีผู้มีรอยยิ้มพิมพ์ใจดุจเ้าชายขี่ม้าขาว เอ่ยขึ้นพลางมองไปทางคู่หูต่างขั้วด้านหน้าด้วยความเอ็นดู
“ไม่ล่ะ…” เสียงตอบกลับราบเรียบไร้อารมณ์ดังมาจากข้างกาย คีแรน เด็กหนุ่มหน้านิ่งที่ดูเหมือนเบื่อโลกตลอดเวลาตอบโดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง “ถ้าฉันต้องอยู่ใกล้คนเสียงดังน่ารำคาญแบบนั้น ชีวิตอันสงบสุขของฉันคงพังพินาศจบสิ้นกันพอดี”
น้ำเสียงของคีแรนแ่เบาและโรยแรงราวกับคนอดนอน เขาค่อยๆ เฟดตัวถอยห่างจากแลนซ์อย่างแเี จนแทบจะกลืนหายไปกับเงาเสาหินขนาดใหญ่
พริบตาต่อมา เมื่อแลนซ์หันกลับมาจะคุยต่อ ก็พบว่าเพื่อนสนิทหายตัวไปแล้ว เหลือเพียงฝูงชนสาวๆ ที่กรูกันเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังเขาด้วยความคลั่งไคล้
“กรี๊ดดด!! ช่วยรบกวนบอกชื่อให้พวกเราหน่อยได้ไหมค่า!”
“นี่ ถ้าไม่ว่าอะไรขอพวกเราทำความรู้จักหน่อยได้ไหมคะ!”
แลนซ์ถอนหายใจเบาๆ อย่างปลงตก ‘เฮ้อ… เ้าหมอนั่นหนีไปอีกแล้ว ยังไงซะจนตอนนี้ก็เป็พวกไม่ชอบเข้าสังคมอีกตามเคยสินะ’ แต่เขาก็ยังคงปั้นหน้ายิ้มแย้ม ทักทายสาวๆ ด้วยความสุภาพต่อไป
...
อีกมุมหนึ่งที่เงียบสงบใต้ร่มไม้ใหญ่ริมทางเดินเข้าตึกสอบ
“นายท่าน… ท่านต้องรักษาสุขภาพด้วยนะครับ ทานข้าวให้ครบสามมื้อ อย่าหักโหม แล้วก็… พยายามหาเพื่อนดีๆ ให้ได้นะครับ” ชายวัยกลางคนสวมชุดคลุมหัวมิด เอ่ยด้วยความเป็ห่วง พลางจัดแจงสัมภาระให้
“ขอบใจมากนายมากนะที่คอยช่วยเหลือฉันมาตลอด… แต่ก่อนจะได้เรียน ฉันคงต้องสอบเข้าให้ได้ก่อน”
“ด้วยฝีมือของนายท่าน ข้าน้อยเชื่อมั่นสุดหัวใจว่าท่านต้องทำได้แน่นอนขอรับ”
ชายหนุ่มผิวแทนคมเข้มนามว่า อัสลาน เชดพยักหน้าเบาๆ ใบหน้าครึ่งล่างถูกปกปิดด้วยผ้าปิดปากสีดำมิดชิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและปณิธานแรงกล้าที่สุ่มอยู่ในอก
“ใช่… ฉันต้องสอบเข้าให้ได้ ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน หรือต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม…” อัสลานกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เสียงของเขากดต่ำแต่หนักแน่นดั่งหินผา
“เพื่อที่สักวันหนึ่ง… ฉันจะกลับไปทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็ของฉัน!”
...
ท่ามกลางฝูงชนที่เดินสวนกันไปมาบนลานกว้างหน้าตึกอำนวยการ มีชายหนุ่มคนหนึ่งยืนนิ่งสงบ ดุจโขดหินที่ไม่ไหวติงต่อกระแสธาร
สายตาภายใต้แว่นกรอบบางสะท้อนภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่… ทั้งเฟลิกซ์ที่อ่อนโน้ม คลิฟฟ์ผู้บ้าคลั่ง แลนซ์ผู้เจิดจรัส และอัสลาน
“ด้วยเหมือนว่าผู้สมัครสอบเข้านักเรียนปี 1 แต่ละคนรอบนี้จะดูไม่ธรรมดาซะจริงนะ…” ไซลาส ออริออน พึมพำเบาๆ มุมปากยกยิ้มที่อ่านไม่ออก
เขาขยับแว่นตาให้เข้าที่ ก่อนจะกล่าวกับตัวเองด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่ชวนขนลุก
“แต่ไม่ว่ายังไง…แผนการ3ปีของฉันต่อจากนี้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไม่ว่าจะมีตัวแปรที่เหนือความคาดหมายแค่ไหนโผล่มาสุดท้ายแล้ว...แผนของฉันก็ยังจำดำเนินต่อไป”
สิ้นเสียงคำรามในลำคอ ร่างของไซลาสก็ก้าวเดินปะปนไปกับฝูงชน กลมกลืนหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้น...