บทที่86
คำขอร้องเดินทางไกล
เว่ยเจ๋อจงเดินทางมาพบเมื่อลู่หยางเดินออกมาพบก็มองเห็นว่าคุณชายเว่ยแสดงใบหน้าที่แตกต่างออกจากทุกคราโดยทั่วไปแล้วการพบหน้ากันแต่ละครั้งเขาเองก็มักจะแสดงใบหน้าที่ยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา
แต่ในวันนี้มันแตกต่างกันออกไปความตึงเครียดที่ปรากฏอยู่บนใบหน้ามันเองก็ทำให้ลู่หยางไม่สามารถลบออกได้ด้วยเช่นเดียวกันบนใบหน้าของเขาเองก็เริ่มปรากฏความตึงเครียดขึ้นมาตามความตึงเครียดที่อยู่บนใบหน้าของคุณชายเว่ย
“ มีอะไรอย่างนั้นหรือขอรับเหตุใดจึงแสดงใบหน้าเช่นนั้น? ” ลู่หยางเปิดปากเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย
เรื่องนี้บอกเลยว่าเหนือความคาดหมายของเขาเป็นอย่างมากในตอนแรกเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าคุณชายเว่ยเดินทางมาเยี่ยมเยียนเขาในช่วงเวลาเช่นนี้
มันเป็นเพราะว่าช่วงเวลาสองเดือนที่ผ่านมาคุณชายเว่ยแทบจะเดินทางมาที่นี่น้อยครั้งมากนักเพราะว่ากิจการการค้าขายของตระกูลเว่ยมันกำลังขยับขยาย
หลังจากที่กิจการการค้าขายของตระกูลเว่ยไม่มีคู่แข่งทางด้านทิศบูรพามันเองก็ทำให้กิจการการค้าของพวกเขาเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพราะแบบนั้นมันเลยทำให้พวกเขานั้นต้องทำการขยับขยายกิจการการค้าขายของตนเองไปเขตอื่น
การขยับขยายทำการค้าขายมุ่งเน้นเข้าไปภายในเขตแดนอื่นแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ใหญ่โตมันเป็นเหมือนกับการขยับขยายธุรกิจของตนเองเพราะแบบนั้นเลยมีเรื่องมากมายให้สะสางช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาคุณชายเว่ยที่เป็นผู้นำของตระกูลเว่ยเองก็แทบจะไม่มีเวลาว่างเว้นเลย
ในตอนนี้เห็นคุณชายเว่ยเดินทางมาปรากฏกายเบื้องหน้าของเขาเขานั้นรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
แต่ในตอนนี้เห็นคนผู้นี้แสดงใบหน้าหนักใจออกมามันก็พอจะทำให้ลู่หยางคาดเดาได้ว่าไม่น่าจะใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่ที่เขาเดินทางมาหาว่าจะมีเรื่องบางอย่างอยากให้ช่วย
ลู่หยางเหลือบสายตาไปมองทางซ้ายขวาเห็นว่าผู้คนอยู่ภายในบริเวณนี้เยอะนักเขาจึงทำการยกมือของตนเองและก็ปรายมือไปด้านหลังพร้อมกล่าวขึ้น “ถ้าเช่นนั้นก็เชิญคุณชายเว่ยเข้าไปสนทนากับข้าด้านในขอรับ ”
เว่ยเจ๋อจงที่ยืนอยู่พยักหน้าตอบรับกลับไปหลังจากนั้นทั้งสองเองก็เดินตรงเข้าไปบริเวณด้านใน
โดยพวกเขาทั้งสองเดินตรงเข้าไปด้านในห้องส่วนตัวของลู่หยางเพียงแค่สองคนเท่านั้นผู้คุ้มกันของคุณชายเว่ยยืนเฝ้าอยู่บริเวณหน้าประตูอย่างแน่นหนา
ร่างกายสูงใหญ่พวกนั้นเมื่อยืนเรียงตัวต่อกันบริเวณหน้าประตูราวกับว่าเป็นกำแพงขนาดยักษ์
ลู่หยางนำพาเว่ยเจ๋อจงเดินเข้ามาบริเวณด้านในเมื่อพวกเขาเดินเข้ามาบริเวณด้านในเรียบร้อยแล้วลู่หยางดวงตาของตัวเองมองคุณชายเว่ยที่ในตอนนี้ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความหนักใจและอมความทุกข์เอาไว้
“ มีเรื่องอันใดงั้นรึขอรับ? ” ลู่หยางย้ำถามอีกครั้ง
เว่ยเจ๋อจงผ่อนลมหายใจที่เต็มไปด้วยความหนักใจของตนเองมาก่อนที่จะเริ่มอธิบาย“ ในเมื่อตอนนี้อยู่สองคนแล้วข้าขอเรียนตามตรง ท่านหมอลู่ ไม่สิ!!!น้องลู่ข้ามีเรื่องอยากจะขอร้องเจ้าสักหน่อย ”
ลู่หยางพยักหน้าตอบรับกลับมาจากนั้นก็กล่าว“ เชิญท่านกล่าวขอรับ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ผิดศีลธรรมและค่าสามารถทำได้แน่นอนว่าค่าเองจะลงมือทำให้ท่านได้อย่างแน่นอน”
“ เมื่อประมาณครึ่งปีก่อนตอนเกิดโรคระบาดภายในเมืองท่านเองก็ช่วยพวกผู้คนภายในเมืองเอาไว้มากสูญเสียทรัพย์สินส่วนตนเองไปก็ไม่ใช่น้อยแถมยังช่วยเหลือข้าอีกด้วย”
“ บุณคุณในครั้งนั้นข้าไม่รู้ว่าจะตอบแทนอย่างไรในครั้งนี้ท่านมีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยก็เชิญกล่าวมาตามตรง”
เว่ยเจ๋อจงพยักหน้าตอบรับกลับไปอันที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนที่จะลำเลิกบุญคุณการกระทำในครั้งนั้นเขาทำไปเพื่อช่วยเหลือผู้คนจริงๆ
แต่ในครั้งนี้เขาต้องทำการเอ่ยออกมาเพราะเป็นเรื่องสำคัญ“ ในครั้งนี้ข้ามีคนคนนึงที่อยากจะให้ท่านรักษา ”
“ ได้สิขอรับ แน่นอนว่าย่อมได้อยู่แล้ว เขาอยู่ที่ใดละขอรับ? ”
เว่ยเจ๋อจงส่ายหน้าไปมา“ นี่แหละเรื่องที่ทำให้ข้าหนักใจ คนผู้นั้นไม่ได้เดินทางมาด้วยคือว่าเรื่องราวมันมีอยู่ว่าตัวของข้าจำเป็นจะต้องขยับขยายการค้าขายของตนเองเข้าไปที่บริเวณส่วนกลาง”
โดยภายในดินแดนแห่งนี้ผู้ปกครองโดยราชวงศ์แบ่งเป็นเขตมณฑลมากมายแต่โดยรวมแล้วส่วนใหญ่ผู้คนเองก็มักจะมองแบ่งแยกเขตใหญ่เป็นทิศต่างๆโดยนอกจากทิศทั้งสี่อย่างเช่น เหนือ ใต้ ออก ตกมันเองก็มีศูนย์กลางนั่นก็คือส่วนใจกลางของดินแดนที่เป็นที่ตั้งของเมืองขนาดใหญ่ประมาณยี่สิบหัวเมืองบริเวณใจกลางดินแดน
ตัวเมืองพวกนั้นเองหนึ่งในนั้นก็คือเมืองหลวงที่เป็นเมืองการค้าขนาดใหญ่แล้วก็มีเมืองรอบๆเมืองหลวงที่เป็นเมืองที่มีการค้าที่รุ่งเรืองไม่แพ้กัน
ตระกูลเว่ยตอนนี้พวกเขามีอิทธิพลเป็นอย่างมากในการค้าขายทางด้านทิศบูรพาแต่ตอนนี้หลังจากที่เขากลายเป็นตระกูลการค้าที่ใหญ่ที่สุดภายในทิศบูรพาก็เตรียมพร้อมที่จะทำการขยับขยายเข้าไปบริเวณส่วนกลาง
ส่วนกลางนั้นถือได้ว่าเป็นจุดการค้าขายที่ใหญ่โตมากที่สุดถือได้ว่ามีการแย่งชิงและการต่อสู้ทางด้านการค้าขายมากที่สุดด้วยเช่นเดียวกัน
แต่ท่ามกลางการแย่งชิงที่ดุเดือดนั้นแน่นอนว่าผลตอบรับและก็กำไรการค้าขายเองมันก็มากมายตามไปด้วย
คนที่สามารถตั้งรากฐานทางด้านการค้าขายบริเวณใจกลางดินแดนได้แน่นอนว่าย่อมกลายเป็นตระกูลพ่อค้าที่มีอิทธิพล
ตระกูลเว่ยหลังจากที่ปักหลักและก็สร้างรากฐานมาเป็นเวลาสามรุ่นตอนนี้พวกเขาเองก็เตรียมการจะขยับขยายเข้าไปทำการค้าในส่วนกลางแล้ว
ลู่หยางพยักหน้าเข้าใจในความคิดแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้ในด้านธุรกิจหรือกิจการพวกนี้มากนักแต่เขาเองก็พอจะเข้าใจว่าบริเวณใจกลางที่มียี่สิบหัวเมืองขนาดใหญ่มันเองเป็นจุดรวมพลและก็จุดรวมการค้าขนาดใหญ่เอาไว้
ถ้าอยากจะขยับขยายให้กิจการใหญ่โตมากขึ้นก็ต้องขยับขยายเข้าไปภายในบริเวณ“ แล้วมันมีเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือขอรับ ”
“ เศรษฐีสวีเขาคือคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดท้ายในดินแดนแห่งนี้คุมการค้าทางด้านยี่สิบหัวเมืองขนาดใหญ่เอาไว้แทบจะทั้งหมด ”
“ ลำพังถ้าจะทำการค้าเล็กๆภายในเมืองหลวงมันเองก็คงจะไม่ต้องพึ่งพาเขาแต่ถ้าจะทำการค้าหรือว่ากิจการใหญ่โตถ้าอยากจะปักหลักได้แล้วก็เติบโตมันได้ภายในส่วนกลางและย่อมต้องพึ่งพาตระกูลสวี”
“ แน่นอนว่าข้าลองไปติดต่อแล้วก็ลองพูดคุยกับเขาดูแล้ว มันเองก็ไม่ได้มีแค่ข้าเท่านั้นที่ไปพูดคุยและก็สนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มีพ่อค้าอีกมากมายที่อยากจะให้ตระกูลสวีเข้าช่วยเหลือพวกเขาเองก็เดินทางไปด้วยเช่นเดียวกัน”
“ ในวันนั้นมีพ่อค้าที่เดินทางไปประมาณยี่สิบถึงสามสิบคนรวมตัวของข้าด้วยโดยเศรษฐีสวีเขาก็ก้าวเท้าออกมาจากภายในตัวจวนแล้วก็กล่าวกับพวกเขาว่าหาคนมารักษาหลานชายของเขาให้ได้ผู้ใดที่ทำได้เขาจะสนับสนุนการตั้งกิจการภายในส่วนกลาง”
“ อันที่จริงแล้วเรื่องนี้ตัวของข้าเองก็ไม่อยากจะรบกวนน้องลู่สักเท่าไหร่แต่ว่าการที่ตระกูลเว่ยจะตั้งรากฐานอยู่ภายในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางได้ย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากตระกูลสวี”
“ ที่ผ่านมาหลายปีแทบจะไม่มีพ่อค้ารายใหญ่จากส่วนอื่นคนใดเลยพี่เข้าไปปักหลักอยู่บริเวณพื้นที่ส่วนกลางได้เป็นเพราะว่าตระกูลสวีคอยขัดขวางเอาไว้ในครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสก็เลยอยากจะมาขอร้องเจ้าให้เดินทางไปช่วยข้าในครั้งนี้”
ลู่หยางมองดูท่าทางการอธิบายที่เต็มไปด้วยท่วงท่าการแสดงออกที่ร้อนรนของคุณชายเว่ยเขาพอจะเข้าใจเรื่องนี้มันเกี่ยวโยงกับในหลายๆด้าน
แม้ว่าตระกูลเว่ยจะเป็นตระกูลขนาดใหญ่ที่เป็นตระกูลการค้าที่ใหญ่โตที่สุดทางด้านทิศบูรพาแต่เมื่อลองเทียบดูแล้วถ้าพวกเขาจะเข้าไปปักหลักในพื้นที่ส่วนกลางแน่นอนว่าต้องได้รับการสนับสนุนจากตระกูลสวี
ลู่หยางยกมือขึ้นมาลูบปลายคางของตนเองทำใบหน้าขบคิด“ หลานชายของเถ้าแก่สวีเป็นอะไรอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
เว่ยเจ๋อจงก้มหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะเอ่ยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้“เกี่ยวกับเรื่องนี้ข้าต้องขอแจ้งเอาไว้ก่อนเลยว่าบุตรชายของเถ้าแก่สวีสิ้นใจตายเพราะโรคร้ายไปเมื่อประมาณหลายปีก่อนเหลือเพียงแค่หลานชายของเขาเพียงคนเดียวที่จะเป็นคนที่สืบทอดตระกูล”
“ แต่ในตอนนี้หลานชายของเขาเองก็ล้มป่วยเป็นโรคร้ายมาประมาณห้าปีแล้ว ”
“ ป่วยตั้งแต่วัยประมาณห้าปีผู้คนกล่าวว่าหลานชายของเถ้าแก่สวีโดนวิญญาณร้ายเข้าสิง ”
“ วิญญาณร้าย!!!! ”ลู่หยางอุทานออกมาอย่างตกตะลึงดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างขึ้น
เว้ยเจ๋อจงเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว“นั่นเป็นเพียงแค่เรื่องที่ผู้คนเล่ากันปากต่อปากเท่านั้นขอรับแต่ว่าก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วหลานชายของเขาป่วยเป็นโรคอันใดมีท่านหมอมากมายเดินทางเข้าไปภายในสถานที่แห่งนั้นแต่ผู้คนที่ขับออกมาก็ได้แต่สิ้นหวังและโดนกำชับเอาไว้ว่าห้ามบอกเรื่องนี้ให้ผู้ใดได้ล่วงรู้”
“ เพราะว่าเถ้าแก่สวีสั่งกำชับกับเหล่าผู้คนและก็เหล่าหมอที่เดินทางเข้าไปรักษาภายในตัวของเขาว่าห้ามบอกเกี่ยวกับอาการป่วยของหลานชายของเขาให้ผู้ใดล่วงรู้มันเลยทำให้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้แน่ชัดว่าสุดท้ายแล้วหลานชายของเถ้าแก่สวีป่วยเป็นอะไรกันแน่”
ลู่หยางมองเห็นว่าเรื่องนี้น่าสงสัยยิ่งนักเขาก้มใบหน้าของตัวเองคิดเล็กน้อยเท่านั้นแล้วก็ตอบกลับไป“ ได้ขอรับข้าจะเดินทางไปพร้อมกับท่าน!! ”
เมื่อได้ยินคำตอบมาเช่นนั้นบนใบหน้าของเว่ยเจ๋อจงมันเองก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาในทันทีคนผู้นี้สามารถยิ้มได้แล้วภายในอกของเขาความหนักใจที่มันปรากฏก่อนหน้านี้ค่อยๆหายไปจนหมด
“ ว่าแต่ตัวของข้าต้องเดินทางไปที่เมืองใดอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ อ๋อ….เมืองหลวง… ”
ลู่หยางพริบตาปริบๆ
จบบท