จิวฟงผุดลุกผุดนั่งตลอดคืน คำว่า‘คัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุ’ ยังคงดังก้องอยู่ในหัว แม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เขาก็มั่นใจว่าวิชาเดินลมปราณนี้ต้องเป็วิชาชั้นสูง
“ไม่รู้ว่าเป็วิชาแบบไหน แต่แค่เห็นชื่อก็รู้แล้วว่าเจ๋ง...คำว่าปฐมแปลว่าที่หนึ่ง แปลว่าแรกเริ่ม ของที่เป็ที่หนึ่งย่อมดีที่สุด!” จิวฟงลุกขึ้นนั่งแล้วมองตำราวิชาเดินลมปราณ ดวงตาของเขาเป็ประกาย เขาลูบคลำคัมภีร์พื้นฐานของสำนักที่มีเคล็ดวิชาลับซ่อนอยู่แล้วยิ้มอยู่คนเดียว
“คนเหนือคน เซียนเหนือเซียน เทพเหนือเทพ นั่นมันเจ๋งสุดๆไปเลย” แม้จะไม่เข้าใจคำว่าเซียนหรือเทพอย่างถ่องแท้ แต่เด็กชายก็ฝันหวานเสียแล้ว
เขาหัวเราะดังไม่รู้อีกกี่สิบรอบ เืในกายยังคงสูบฉีดแรงประหนึ่งวินาทีที่เขาค้นพบวิชาลับ จิวฟงะโลงจากเตียงมายืนอยู่บนพื้นแล้วกอดอก เขาใช้จินตนาการอันสูงส่งแล้วกวาดสายตาไปรอบตัวราวกับว่ากำลังมองดูผู้คนที่อยู่รายรอบ
“ทั่วทั้งปฐี ทั่วทั้งพื้นพิภพ ทั่วทั้งทวีป ทั่วทั้งโลกนี้ ทั่วทั้ง...” พูดได้แค่นี้จิวฟงก็ชะงัก เขาคิดหาคำพูดอื่นๆไม่ออกเพราะความรู้เกี่ยวกับโลกของการฝึกตนของเขาเท่าหางอึ่ง เด็กชายหน้านิ่วคิ้วขมวด สุดท้ายก็พูดว่า
“เออ ช่างมันเถอะ...เอาเป็ว่าทุกคนต้องยอมสยบอยู่แทบเท้าจิวฟงผู้นี้!” จิวฟงแหงนหน้ามองท้องฟ้าทั้งๆที่อยู่ในบ้านซึ่งประตูและหน้าต่างปิดไว้สนิท จากนั้นเด็กชายก็หัวเราะปากกว้างจนน้ำลายไหล
“เอ๊ะ!...ไม่ได้ๆ ข้าพูดเสียงดังเกินไปแล้ว จะให้ใครรู้ว่ามีเคล็ดวิชาเดินลมปราณย้อนกลับไม่ได้ ไม่เช่นนั้นข้าก็จะไม่อยู่เหนือคนอื่นสิ!” เด็กชายตัวน้อยรีบงับปากแล้วตีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นก็เหลียวซ้ายแลขวาเพราะกลัวว่าใครจะมาเห็นเขาในตอนนี้ เขาพยายามทำตัวเป็ปกติมากที่สุดแล้วกลับมานอนบนเตียง ถึงกระนั้นดวงตาของเขาก็ยังเบิกกว้าง
“น่าสนุก น่าสนุกจริงๆ” จิวฟงนึกถึงรูปแบบของการเดินลมปราณย้อนกลับที่ยากกว่าวิธีปกติเป็ร้อยเป็พันเท่าแล้วพึมพำออกมา
ถึงแม้ในบันทึกจะไม่ได้แจกแจงวิธีเดินลมปราณอย่างละเอียด ตำราสามร้อยกว่าหน้ามีข้อความลับแฝงอยู่ในหนังสือรวมแล้วไม่ถึงยี่สิบหน้า กระนั้นความยากในการฝึกเดินลมปราณย้อนกลับและเคล็ดวิชาเพียงย่อๆที่ปรากฏในคัมภีร์ ก็ไม่ได้ทำให้จิวฟงรู้สึกท้อถอย กลับกันเขาอยากจะทดลองเดินลมปราณตอนนี้เสียด้วยซ้ำ
จิวฟงกังวลว่าการเดินลมปราณด้วยตนเองจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดจนยากจะแก้ไขในภายหลัง ซ้ำในข้อความลับยังไม่กล่าวถึงผลลัพธ์ของการฝึก จิวฟงนอนก่ายหน้าผากแล้วพลิกตัวไปมาพร้อมกับครุ่นคิด ล่วงมาถึงยามจื่อ(เที่ยงคืน) เขาก็ลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง
คราวนี้จิวฟงมองตำราเดินลมปราณที่ถืออยู่ในมือด้วยสายตาแน่วแน่ เขาตั้งใจจะคัดลอกเคล็ดวิชาเดินลมปราณย้อนกลับเพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้นและศึกษาในกรณีที่เขาหลงลืมข้อความลับ
เด็กชายเดินมาอยู่ที่โต๊ะกลางห้องแล้วนั่งลง มือของเขาหยิบจับเครื่องเขียน เขากางสมุดเปล่าเล่มหนึ่งเพื่อที่จะคัดข้อความของคัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุลงในสมุด ขณะที่เขากำลังจะจรดพู่กันลงบนสมุดสีขาวบริสุทธิ์ เขาก็ชะงักเล็กน้อย เด็กชายพลันกลอกตาไปมาอย่างระแวง สุดท้ายเขาก็วางเครื่องเขียนลง
“ไม่ได้ๆ ถ้าใครมาเจอสมุดบันทึกเข้าความลับก็แตกกันพอดี อย่างนี้ข้าก็จะไม่ได้เป็ที่หนึ่งน่ะสิ” จิวฟงพูดกับตัวเองแล้วพยักหน้าหงึกๆ เด็กวัยนี้ชอบแข่งขันกับคนอื่นเป็ปกติอยู่แล้ว แต่สำหรับจิวฟงแล้วยิ่งกว่านั้น การได้เอาชนะผู้อื่นเป็ความสุขใจของเขา ในหัวของเขามีแต่คำว่าเป็ที่หนึ่งมาโดยตลอด
จิวฟงลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้เก่าๆมานั่งขัดสมาธิบนพื้น เขาเปิดตำรา่กลางของบทที่สิบสองแล้วอ่านอักษรย้อนหลัง พอพลิกหน้าหนังสือไปได้ครู่ใหญ่เขาก็หลับตาลง แล้วจิวฟงก็เริ่มผ่อนลมหายใจออก
“หายใจกลับตาลปัตร จำไว้ว่าผ่อนลมหายใจออกก่อนแล้วจึงสูดลมหายใจเข้า”
หลักการเดินลมปราณปกติคือสูดลมหายใจให้ถึงตันเถียน ไอปราณในอากาศจะไปกระตุ้นจุดปราณประธาน แต่วิชาเดินลมปราณย้อนกลับนี้ต้องให้ลมหายใจไหลเข้าไปถึงจุดตันเถียนโดยอัตโนมัติ
หลังจากที่ระบายลมออกแรงๆจนสุดปอดแล้ว ร่างกายของจิวฟงก็ดึงลมในอากาศให้เข้าสู่ร่างกายโดยไม่ต้องบังคับ แต่ลมนี้ก็ไหลลงไปถึงแค่่อก จิวฟงพยายามฝืนดันลมไปยัง่ท้องพลันก็รู้สึกว่ามีลมตีกลับ
จิวฟงรู้ดีว่าการกดลมปราณให้พุ่งเข้าไปที่ตันเถียนเป็วิธีที่ไม่ถูกต้อง เขาจึงระบายลมหายใจออกแรงๆอีกครั้ง จากนั้นจิวฟงก็คอยสังเกตสายลมที่ไหลเข้ามาในร่างกายโดยพยายามไม่ไปบังคับ อย่างไรก็ดีลมหายใจเข้าก็ยังไปหยุดอยู่ที่เดิม
จิวฟงหน้านิ่วคิ้วขมวด เขาระบายลมหายใจออกแรงครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไอปราณจากลมหายใจที่ไหลเข้ามาในร่างกายก็ส่งไปไม่ถึงช่องท้อง เมื่อฝึกดึงลมเข้าอัตโนมัติได้ห้าสิบครั้ง เหงื่อเม็ดเล็กๆก็ผุดขึ้นที่หน้าผาก ผ่านไปอีกสามสิบคู่ลมหายใจ เสื้อผ้าของเขาก็เปียกชุ่มคล้ายกับคนออกกำลังกายมาอย่างหนัก เขาหยุดพักและอ้าปากหอบด้วยความเหนื่อยล้า พักได้ครู่เดียวเขาก็เริ่มผ่อนลมหายใจออกอีกครั้ง
จิวฟงฝึกการเดินลมย้อนกลับอย่างหนักจนรู้สึกว่าจวนเจียนจะเป็ลมอยู่หลายรอบ แต่เขาก็ไม่ได้หยุดพักอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยิ่งมีอุปสรรคมากเท่าไรเขาก็ยิ่งมุมานะมากขึ้นเป็เท่าตัว แววตาของเขามุ่งมั่นเกินเด็กอายุสิบสองปี สมาธิของเขาจมจ่ออยู่แต่กับลมหายใจเข้าออก
พอเด็กชายนั่งนิ่งไม่กระดุกกระดิกได้ราวๆสองชั่วยาม การรับรู้ภายนอกก็ค่อยๆดับลง เสียงลมพัดใบไม้ไหวรอบกายค่อยๆดับไปจากโสตประสาท และแล้วจิวฟงก็ตกอยู่ในสภาวะนิ่งเงียบราวกับเข้าภวังค์ บัดนี้เขาเห็นอวัยวะน้อยใหญ่ภายในร่างกายราวกับมองเห็นด้วยตาเนื้ออีกครั้ง
หัวใจ ปอด กะบังลม กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ลำไส้น้อยและอวัยวะอื่นๆ กำลังเคลื่อนไหวโดยไม่มีใครสั่งการ ทุกอย่างเป็ไปอย่างธรรมชาติ ทุกการเคลื่อนไหวเป็ไปโดยอัตโนมัติ จิวฟงมองดูอวัยวะต่างๆอยู่นาน สุดท้ายจิตของเขาไปก็จับจ้องอยู่ที่กะบังลมน้อยๆซึ่งดันฐานปอดและก่อให้เกิดการหายใจ
ขณะที่กะบังลมหดตัวปอดก็ทำหน้าที่สูบลมเข้า และขณะที่กะบังลมคลายตัวปอดก็ทำหน้าที่ระบายลมหายใจออกมา เมื่อรู้ชัดว่าลมหายใจสัมพันธ์กับอวัยวะทั้งสอง จิวฟงก็ลุกขึ้นขยับร่างกาย พร้อมกับตั้งท่าตั้งทางให้ทั้งปอดและกะบังลมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
“ในวิชาลมปราณย้อนกลับไม่ได้บอกท่าเดินลมปราณไว้ ดังนั้นข้าจะต้องค้นหามันเอง!” จิวฟงขยับตัวอย่างช้าๆแล้วสังเกตอวัยวะภายในไปด้วย เขาลองยืดแขนขา กางมือกางไม้ ทั้งลุกทั้งนั่ง ทั้งบิดตัวไปมา ผ่านไปสองก้านธูปจิวฟงก็พบท่าเดินลมปราณย้อนกลับสำหรับตัวเขา!
เขากางแขนทั้งสองข้างออกแล้วยกขึ้นเล็กน้อย ขาทั้งสองก็ถ่างออกให้กว้างกว่า่ไหล่ นอกจากนี้เขายังแหงนคอจนสุดเพื่อให้ลมหายใจไหลเข้าไปในช่องท้องได้ดีขึ้นอีกด้วย ตอนนี้เขาคล้ายกับคนแบกโลกเอาไว้ ท่าทางของเขาดูประหลาดยังไงพิกล
“ชู่ววววววววว” จิวฟงทำปากจู๋พร้อมส่งเสียงเบาตอนไล่ลมออกจากปอด เขาพบว่าด้วยวิธีนี้จะทำให้สายปราณจากลมหายใจเข้าไหลไปถึง่ท้อง
“ซู้ดดดดดดดดด” เสียงลมหายใจเข้าลอดผ่านปากที่ยังปิดไม่สนิท และทันใดนั้นจิวฟงก็เบิ่งตากว้างพร้อมกับอุทานดัง
“ลมเข้าถึงตันเถียนแล้ว นี่แหละลมหายใจอัตโนมัติ ลมหายใจที่ไม่ต้องปรุงแต่ง!” เขารู้สึกได้ว่าตันเถียนของเขากำลังซึมซับไอปราณ ที่ตันเถียนมีจุดสว่างๆออกมาเท่าปลายเข็ม
จิวฟงประคองสมาธิไว้ เขาค่อยๆเดินออกไปนอกบ้านเพื่อรับเอาไอปราณที่แทรกซึมอยู่ในอากาศอันบริสุทธิ์ของสำนักวายุจำรัส ท่ามกลางแสงจันทร์ที่กระจ่างแจ้ง เด็กชายตัวน้อยกำลังกางแขนขาแล้วส่งเสียงประหลาดๆเป็จังหวะสลับกันไปตลอดทั้งคืน
“ชู่ววววว” “ซู้ดดดดดด”
ต้าไคตื่นนอนตอนสาย พอรับประทานอาหารเช้าแล้ว เ้าอ้วนก็ออกมาเดินเล่นนอกบ้าน ต้าไคเดินย่อยอาหารมาจนถึงชายป่าทางทิศตะวันตกซึ่งเป็ที่ตั้งของบ้านของจิวฟง ขณะนั้นเองต้าไคก็เห็นจิวฟงกำลังยืนทำท่าคล้ายกับรำไทเก๊ก เขาจึงรีบตรงเข้ามาหา
“ทำอะไรน่ะเ้าเปี๊ยก!” ต้าไคมองจิวฟงด้วยสายตาแปลกๆ ตอนนี้จิวฟงยืนนิ่งคล้ายกับไม่มีลมหายใจด้วยเหตุที่เขากำลังสะกดกลั้นลมปราณเอาไว้ ขณะที่ต้าไคกำลังจะเขย่าตัวจิวฟง เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้น
“ชู่วววววววววววววว”
.
.
“ซู้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”
เสียงประหลาดทำให้ต้าไคสะดุ้งโหยง ขณะที่เ้าอ้วนกำลังอยู่ในอาการในั่นเอง เขาก็เห็นว่าร่างกายของจิวฟงกลับมายืนนิ่งไม่กระดุกกระดิกอีกครั้ง
“เ้า...เปี๊ยก เ้าเปี๊ยก เป็อะไรรึเปล่า” ต้าไครู้สึกกลัวไม่น้อย เขามองจิวฟงที่กำลังหลับตาทำท่าแบกโลกด้วยสายตาหวาดกลัวระคนเป็ห่วง
เ้าอ้วนรู้ว่าจิวฟงกำลังฝึกเดินลมปราณ แม้จะยังไม่ได้แตะหนังสือ แต่สามัญสำนึกก็บอกกับเ้าอ้วนว่าท่าเดินลมปราณพิลึกๆของจิวฟงนั้นไม่ถูกต้อง เขากลัวว่าถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป การฝึกตนจะก่อให้เกิดอันตรายกับจิวฟง ต้าไคตัดสินใจแล้วว่าจะขัดขวางการฝึก แม้ว่าจะเป็เื่ที่เสียมารยาทก็ตาม
มือกลมๆของเ้าอ้วนถูกยื่นออกมาด้านหน้าช้าๆอย่างกลัวๆกล้าๆ นิ้วของเ้าอ้วนจ่อเข้าไปที่ไหล่ของจิวฟงตัวน้อย ขณะที่นิ้วชี้ของต้าไคจะสะกิดเรียกจิวฟงนั่นเอง ตาของจิวฟงก็เบิกโพลงเป็ไข่ห่าน จากนั้นเขาก็ะโออกมาอย่างคลุ้มคลั่ง
“สำเร็จแล้ว! ฮ่าๆๆๆๆๆ สำเร็จแล้ว!”
“สำเร็จแล้ว สำเร็จแล้วๆ...” จิวฟงพึมพำไม่หยุด เขาลืมหุบแขนขาที่กางออกจึงพูดออกมาทั้งๆที่ยังแหงนคอและทำท่าแบกโลกอยู่เช่นนั้น
ต้าไคผงะถอยหลังเหยียบกอหญ้ากอเล็กที่ขึ้นอยู่บนพื้นจนเกิดเสียงดังซวบๆ ทำให้จิวฟงที่เพิ่งออกจากสมาธิรู้สึกตัว พอรู้ว่ามีคนอยู่ใกล้ จิวฟงก็รีบวางท่าทางให้เหมือนคนปกติ แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังหยุดยิ้มไม่ได้
“ไง...เ้าอ้วน” จิวฟงพยายามข่มสีหน้าให้เรียบเฉย แต่การที่เขาสร้างฐานปราณย้อนกลับได้ทำให้เขาเก็บความตื่นเต้นไว้เอาไม่อยู่ ครู่เดียวเขาก็ยิ้มออกมาอีก ความลิงโลดในใจยังผลักดันออกมาทางสีหน้า สุดท้ายแล้วจิวฟงก็กลั้นความปรีติยินดีไว้ไม่ได้ เขาหัวเราะดังไม่หยุด เสียงหัวเราะนั้นดังไปจนชูฉงและหลางชี่เชี่ยที่อยู่ไกลออกไปได้ยินแว่ว
ต้าไคได้ยินเสียงหัวเราะนั้นก็รู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง เขาไม่กล้าสบสายตาจิวฟงที่มองมา ร่างเ้าเนื้อของเ้าอ้วนค่อยๆถอยห่างจากจิวฟง ขาอันแข็งแรงของเ้าอ้วนสั่นเทา เ้าอ้วนถอยหลังไปได้สามสี่ก้าวแล้วพลันกลับหลังหันวิ่งไปยังบ้านของตนในทันที
“ลมปราณแตกซ่านแล้ว เ้าเปี๊ยกลมปราณแตกซ่านแล้ว!” เ้าอ้วนวิ่งไปพูดไป เขาปาดเหงื่อที่ซึมออกมาบนใบหน้าอยู่ไม่หยุด
“ไม่น่าเลยเ้าเปี๊ยก...” ต้าไคหันหลังมองจิวฟงที่ยังคงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งแล้วรีบเปิดประตูบ้าน พอเข้าไปด้านในแล้วเ้าอ้วนก็ปิดประตูดังโครม และเขาก็ไม่ออกมานอกบ้านอีกเลยตลอดทั้งวัน
แม้ฐานปราณที่ตันเถียนจะมีขนาดเท่าหัวแม่มือ แต่จิวฟงก็รู้สึกว่าภายในฐานลมปราณย้อนกลับนี้ลึกล้ำสุดคณนาจนไม่อาจหยั่งถึง คัมภีร์ลมปราณปฐมธาตุไม่ได้ระบุขั้นของการฝึกไว้ชัดเจนดังเช่นขั้นลมปราณปกติ จิวฟงจึงไม่สามารถเทียบเคียงได้ว่าปราณของเขาอยู่ขั้นใดกันแน่ สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้มีเพียงแค่การฝึกฝนและรอดูผลลัพธ์สุดท้าย
ทุกวันจิวฟงจะออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อฝึกเดินลมปราณ เขาเข้าไปใกล้กับแนวป่าให้มากที่สุดเพื่อป้องกันการถูกพบเห็นจากเพื่อนๆที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง
นับว่าการตัดสินใจของจิวฟงนั้นถูกต้อง ถ้าใครมาเห็นท่าเดินลมปราณของเขาในตอนนี้จะต้องคิดว่าเขาบ้าไปแล้วอย่างแน่นอน
เมื่อบรรลุถึงขั้นฐานลมปราณย้อนกลับ ดูเหมือนอวัยวะภายในจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย จิวฟงต้องปรับท่าในการเดินลมปราณใหม่ คราวนี้เขาต้องยกขาข้างหนึ่งขึ้นจากพื้นแล้วยื่นไปด้านหน้า แต่สองมือยังคงกางกว้างอยู่เหมือนเดิม เสียงลมหายใจเดิมที่เคยดัง ‘ชู่ว’ และ ‘ซู้ด’ ก็หายไปและแทนที่ด้วยเสียงดัง ‘อูววว์’ และ ‘อาววววว์’
ชูฉง ต้าไคและหลางชี่เชี่ยแอบมองจิวฟงด้วยใบหน้าที่เหยเก พอถึงวันที่ห้าพวกเขาก็ทนไม่ไหว ต้าไครอจังหวะที่จิวฟงออกจากสมาธิแล้วผลักให้ชูฉงเข้าไปหา‘เ้าเปี๊ยก’ผู้เป็ศิษย์น้องของหวังหลี่เม่า ชูฉงออกแรงฝืนพลันหมุนตัวกลับหลังแล้วดันหลางชี่เชี่ยที่ยืนเซ่อออกไปด้านหน้า
เ้าเฉื่อยเดินไปหาจิวฟงด้วยสายตาหวาดผวา เท้าของเขาหนักอึ้งจนแทบจะยกไม่ขึ้น เขาก้าวไปด้านหน้าอย่างช้าๆขณะที่ต้าไคและชูฉงคอยให้กำลังใจอยู่ด้านหลัง หลางชี่เชี่ยหันมองเ้าอ้วนกับเ้าหนอนหนังสืออีกครั้งก็เห็นว่าทั้งสองพยักหน้าอย่างหนักแน่น แต่ดูเหมือนว่าทั้งคู่เตรียมพร้อมที่จะออกวิ่งได้ตลอดเวลา เ้าเฉื่อยรวบรวมกำลังใจแล้วเดินเข้าไปคุยกับจิวฟงที่กำลังบิดตัวไปมาเพื่อคลายจากความล้า
“เ้าเปี๊ยก ข้าว่า...เอ่อ...พวกเราว่าจะชวนเ้าไปเปลี่ยนบรรยากาศ พวกเราไปเดินเล่นที่เขตกลางของสำนักดีไหม" เสียงของเ้าเฉื่อยตะกุกตะกัก เขาเองก็เตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีทันทีถ้าจิวฟงแสดงกิริยาอาการที่ผิดปกติ
สามสหายปรึกษากันว่าไม่ควรให้จิวฟงฝึกเดินลมปราณคนเดียวอีกต่อไป พวกเขาจึงหาอุบายให้จิวฟงออกไปเที่ยวเล่นตามพื้นที่ต่างๆของสำนักวายุจำรัสอันกว้างใหญ่
จิวฟงเหลือบมองต้าไคและชูฉงที่อยู่ห่างออกมาก็เห็นว่าทั้งสองพยักหน้ารัวๆให้เขา จิวฟงตระหนักว่าที่สามสหายชวนเขาออกไปเดินเล่นเป็เพราะทุกคนเป็ห่วงเขานั่นเอง จิวฟงหลับตาลงแล้วคิดถึงการฝึกตนตลอดระยะเวลาห้าวันที่ผ่านมาก็พบว่าไม่ก้าวหน้าไปไหน เขาจึงตัดสินใจว่าจะไปยังเขตกลางของสำนักตามคำเชิญของสหาย
เมื่อลืมตาขึ้นมาจิวฟงก็เห็นว่าหลางชี่เชี่ยกำลังรอฟังคำตอบของเขาอยู่ เขาสังเกตเห็นแววตาที่เป็กังวลบนใบหน้าเ้าเฉื่อย เห็นดังนั้นเขาจึงยิ้มให้หลางชี่เชี่ยจากนั้นก็เอ่ยถามว่า
“เ้าเป็ใครกัน!”
สิ้นเสียงของจิวฟง ชูฉง หลางชี่เชี่ยและต้าไคก็เผ่นกันตับแลบ เ้าอ้วนวิ่งเร็วปานลมพัด เสียงเท้าของเ้าอ้วนเหยียบลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังตึงตัง เ้าเฉื่อยล้มลุกคลุกคลานแล้วตะกายไปข้างหน้า ส่วนเ้าหนอนหนังสือวิ่งนำหน้าไปก่อนใคร จิวฟงหัวเราะจนท้องแข็งอยู่นานก่อนที่จะะโขึ้นว่า
“เ้าหนอน เ้าอ้วน เ้าเฉื่อย ข้าล้อเล่น!” จิวฟงหัวเราะจนกรามค้างในขณะที่ทั้งสามหยุดวิ่งแล้วพากันบ่นอุบ
________________________________________
ไรท์ขอหยุดเสาร์-อาทิตย์นะครับ วันจันทร์ค่อยมาเจอกันใหม่ ^_^