บนหน้าผาหุบเขาพิษ เกิดภาพของกลุ่มคนมากมายยืนสงบนิ่ง ประหนึ่งว่าไม่มีชีวิต ที่เห็นอยู่เป็นเพียงรูปปั้นจำนวนมาก บรรยากาศรอบตัวส่งรัศมีบางอย่างแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณหุบเขา จากการฝึกฝนเป็นอย่างดี
“ชิงสือ ชิงไห่ พวกเจ้าเอายานี่ไปให้พวกเขาทั้งหมด เม็ดนี้คือยาต้านพิษภายในหุบเขาพิษ อันนี้คือยาสมานพลังปราณหลังจากข้าถ่ายทอดวิชาพยัคฆ์เทียมฟ้า แล้วให้ทุกคนกลืนยาเม็ดนี้ลงไปทันทีเคล็ดวิชานี้พวกเจ้าก็ยังไม่เคยฝึก พวกเจ้าต้องฝึกกับพวกเขาด้วย”
ชิงสือ ชิงไห่มองหน้ากัน สีหน้าแดงก่ำยินดีจนเก็บไว้แทบไม่อยู่
'วิชาพยัคฆ์เทียมฟ้าเป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาประมุขพรรคพยัคฆ์คำราม อวิ๋นหลงอาจารย์รองของท่านประมุข ว่ากันว่าใครที่ฝึกเคล็ดวิชานี้ร่างกายจะแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า พลังที่มีมหาศาล นี่ท่านประมุขจะทำอะไรกันเพียงแค่นี้ก็ไม่มีคนใดในสามแคว้นที่กล้าต่อกรกับจักรพรรค์ปีศาจอย่างท่านประมุขแล้ว ท่านยังจะสร้างกองทัพปีศาจขึ้นมาทำไมอีก!
เว่ยหานฟง กวาดตามองเหล่าองครักษ์ที่คัดฝีมือดีมาหนึ่งหมื่นคนเขาต้องการเตรียมคนไว้ปกป้องหวังลี่เหยา ในระหว่างสามเดือนที่เขาอาจจำศีลเมื่อไหร่ไม่รู้ได้ จึงต้องใช้วิชาเร่งรัดอย่างวิชาพยัคฆ์เทียมฟ้า จำได้ที่เขาฝึกเคล็ดวิชานี้ครั้งแรกกับท่านอาจารย์รอง ร่างกายต้องปรับเปลี่ยนมวลกระดูกเจ็บปวดจนอยากจะตาย
หากไม่ได้ยาสมานพลังปราณของท่านอาจารย์สาม ที่คิดค้นขึ้นมาเขาคงไม่รอดจนฝึกวิชานี้ได้ท่านอาจารย์รองบอกเขาว่าตัวอาจารย์ต้องใช้เวลาร่วมสิบกว่าปีถึงสำเร็จเคล็ดวิชานี้แต่เขาใช้เวลาเพียงแค่สิบสองชั่วยามก็สำเร็จแล้วด้วยความบังเอิญ
เกิดเรื่องขึ้นเขาถึงได้รู้ว่าเมื่อฝึกไปจนร่างกายปรับเปลี่ยนไขกระดูกช่วงที่กำลังเปลี่ยนให้รีบกลืนยาสมานพลังปราณลงไปทันทีหากไม่เกิดเรื่องขึ้นวันนั้นเขาคงไม่รู้ทางลัดอันนี้
“ชิงหลานเจ้าไปเชิญฮูหยินมาที่ลานฝึกนี่”
เขาเรียกหวังลี่เหยามาเผื่อจะให้นางทำพันธะสัญญาขายวิญญานขององครักษ์ทั้งหนึ่งหมื่นคนกับนางเพื่อป้องกันไม่ให้ใครทรยศนาง หากใครที่ฝึกวิชาพยัคฆ์เทียมฟ้าแล้วจะแข็งแกร่งจนยากจะหาคนต่อกร หากมีคนไม่ซื่อสัตย์ก็จะเป็นอันตรายกับนางในภายภาคหน้าได้
หวังลี่เหยามาถึงข้างบนหุบเขาที่ๆ อยู่นางก่อนตกลงไปข้างล่างนั้น นางมองเห็นผู้คนจำนวนมากไม่รู้จำนวนเท่าไหร่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าของเว่ยหานฟงก็ตกใจจนใจเต้นระรัว
‘เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะอยู่ๆ ชิงหลานก็หอบหิ้วข้ามาทิ้งไว้ที่นี่ทำไม คนพวกนี้มาทำไม ดูท่าทางเคารพพี่หานฟงมากคงไม่ได้มาร้ายหรอกมั้ง'
ชิงหลานหลังจากใช้วิชาตัวเบาพาฮูหยินของนางมาส่งให้ท่านประมุขแล้วก็เดินกลับไปยืนข้างๆ ชิงจูรอรับฟังคำสั่งท่านประมุขต่อ
“พี่หานฟงเกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะ? แล้วคนพวกนี้เป็นใคร มาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ? แล้วท่านเรียกข้ามาทำไมเจ้าคะ?”
คำถามมากมายออกมาจากปากเล็กไม่หยุดจนเขาอดอมยิ้มมองนางด้วยความเอ็นดูไม่ได้ สายตาที่มองนางเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงโดยไม่สนใจว่ากำลังมีคนมากมายมองอยู่
“คนพวกนี้คือองครักษ์ของเจ้าทั้งหมด พี่มอบให้เจ้า ตัวเจ้าเองไม่มีพลังยุทธ์เลยมันอันตรายมากเลยรู้หรือไม่ ถ้าหากไม่มีคนปกป้องเจ้าที่แข็งแกร่งพอ พี่ไม่อาจไว้ใจ มาเถอะเดี๋ยวพี่จะตอบคำถามเจ้าทุกเรื่อง หากแต่ตอนนี้เจ้าต้องทำสิ่งนี้ก่อน”
หวังลี่เหยามองหน้าเว่ยหานฟงทำตาปริบปริบด้วยความมึนงงเมื่อเห็นเขาเอามีดเล่มเล็กๆ ยื่นมาให้นาง
'ยื่นมีดมาให้เฉยๆข้าจะรู้ไหมเจ้าคะ ถ้าไม่อธิบายอะไรเลย ข้ามีพลังเวทย์ก็จริงแต่ไม่ใช่วิชาอ่านใจนะเจ้าค่ะ พ่อยอดขมองอิ่มของเจ้'นางคิดได้แต่ในใจเท่านั้น หากแต่คำที่หลุดออกมาคือ
“พี่หานฟงจะให้ข้าทำอะไรเจ้าคะแล้วมีดนี้จะให้ข้าทำอะไรพี่ก็บอกข้ามาเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่ออยู่ๆ เขาก็ได้ค้อนวงใหญ่จากโฉมงามตรงหน้าเขาก็กระตุกยิ้มมุมปากขึ้นมาทันที
“พี่อยากให้เจ้ากรีดเลือด เพื่อทำพันธสัญญากับองครักษ์ทั้งหมดให้จงรักภักดีกับเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่อาจทรยศเจ้าได้หากใครคิดคดทรยศทำร้ายนายในพันธสัญญา เลือดในกายก็จะเป็นพิษ ไม่มีชีวิตรอดตายอย่างอนาจที่สุด”
‘ห่ะ! กรีดเลือด ทำสัญญา คนขนาดมากนี้เลือดข้าจะไม่หมดตัวเรอะ!?’
หวังลี่เหยาหน้าซีดจนไม่มีสีเลือด มองมือหนากำลังกุมมือนางไว้ไม่รู้ว่าเขาจะรู้ไหมว่านางคิดอะไรตอนนี้ หวังลี่เหยามองไปที่มือที่ไม่เปิดโอกาสให้นางหนีไปจากตรงนี้อย่างที่นางคิดอยู่ พาเดินมาหยุดเบื้องหน้าเหล่าองครักษ์ทั้งหนึ่งหมื่นคน่ นางอยากดึงมือออกจากมือใหญ่ก็ไม่กล้าได้แต่ปล่อยให้เขาจับมือนางไว้โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก
เว่ยหานฟงหยิบหยกปราณชีวิตสีดำออกมาวางเอาไว้เบื้องหน้า ดึงมือนางยื่นไปบนหินหยกอันนั้น ส่งสายตามายังนางเหมือนจะปลอบว่าไม่ต้องกลัวแล้วหยิบมีดเล็กๆ ในมือกรีดลงบนนิ้วเล็กของนาง แววตาของเขาวูบไหวแวบนึงเร็วจนแทบจะมองไม่เห็น หยดเลือดหยดลงไปยังหินปราณชีวิตเกิดกลุ่มสีแดงกระจายไปทั่วทั้งตัวหยกราวกับจะสีเลือด
ชิงสือชิงไห่ชิงหลานและชิงจู เดินนำเหล่าองครักษ์มาหยดเลือดที่หินปราณ เพื่อทำพันธสัญญา ก่อนที่เหลือก็ทยอยมาทำจนครบทั้งหมด
'โล่งอกไปที~ ใช้เลือดนิดเดียวเองนี่ ไอ้เราก็นึกว่าจะใช้เยอะตกใจหมด เอ๊ะ! แผลข้าหายไปไหนเมื่อกี้ยังมีอยู่เลยแผลหายได้อย่างไร? หรือว่า! ใช่แล้วคราวก่อน ข้าก็เป็นแผลแต่พอหลังจากหลอมรวมวิญญาณตื่นเช้ามาแผลก็หายไป แสดงว่าร่างกายข้ารักษาตัวเองได้สินะ’
หวังลี่เหยามองนิ้วมือที่เคยมีแผลของตัวเองไปมา แล้วก็เงยหน้าขึ้นกระซิบบอกเว่ยหานฟงว่าแผลที่นิ้วมือนางหายได้เอง ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าผ่อนคลายลง หากร่างกายนางสามารถรักษาตัวเองได้เขาก็สบายใจขึ้น ก่อนหน้านี้เขากังวลว่า หากต้องได้เผชิญหน้ากับใครบางคนที่หวังชิงตัวนาง หากไม่ทันระวังช่วงปะทะกันนางอาจได้รับบาดเจ็บได้ พอเห็นแบบนี้เขาก็รู้สึกว่าหินที่ถ่วงอยู่ในอกค่อยๆ หายไป ความกังวลที่มีเริ่มรู้สึกดีขึ้นมากกว่าเดิม