บทที่ 14
โรมิวรัสขมวดคิ้วแน่น เขากำลังวิเคราะห์สถานการณ์ และสังเกตเห็นว่าพวกงูมีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรายงานจากเพลเยอร์ด้านหน้า“คุณโรมครับ ด้านหน้ามี Black Cobra เลเวล 35 โผล่มาหลายตัวเลยครับทำไงดี” เมื่อมอนสเตอร์เลเวลสูงกว่าปรากฏขึ้นหลายตัวเหนือความคาดหมาย ก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องสู้ต่อแล้ว“ไม่ไหวแน่ เราถอยทัพเถอะครับคุณแม็...” โรมิวรัสยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงแจ้งของระบบก็ดังขึ้น ‘Dark Serpent King มอนสเตอร์แรงค์ King เลเวล 65 ปรากฏตัว เข้าจู่โจม’ เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นในหัวของเพลเยอร์กิลด์โคลอสซัสทุกคนในกองทัพนี้ ยังไม่ทันจะเข้าใจด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกบอลสีเขียวอมม่วงก็พุ่งเข้ามาปะทะกับร่างแม่ทัพกิลด์ของพวกเขาจนร่วงตกหลังมาไปแล้ว“ตุบ!” มีเพียงเสียงร่างของโรมิวลัสตกกระทบพื้นเสียงดังเพียงเท่านั้น“โรม เป็นยังไงบ้...” แม็กซิมัสรีบหันหน้าไปดูทันที แต่ภาพที่เห็นทำให้เขาถึงกับปากอ้าตาค้าง ร่างของโรมิวลัสเหลือเพียงครึ่งท่อนล่างเท่านั้น พร้อมกับไอพิษสีเขียวอมม่วงฟุ้งอยู่ เพียงการโจมตีเดียว ร่างส่วนบนถึงกับแหลกสลายทันที“ว๊าย! น่ากลัวจัง” ฟีนิกซ์ร้องตกใจกับภาพที่เห็น แล้วเธอก็รีบปิดตาเบือนหน้าหนี เสียงกรีดร้องของหญิงสาวข้างกายดังขึ้น เตือนให้สติของแม็กซิมัสกลับมาอย่างรวดเร็ว เขาจึงสั่งการในฐานะหัวหน้าสูงสุดของกิลด์โคลอสซัสในทันที“ถอยทัพ พวกเราถอยเร็วเข้า” แม็กซิมัสสั่งถอยทัพทันที เขารีบควบม้านำหน้าลูกกิลด์ไปโดยไม่รอช้า “ฟุ่ม!...ตุบ!” เสียงพลังบางอย่างปะทะกับร่างกายอย่างรุนแรง แล้วร่างนั้นก็ร่วงตกจากหลังม้ากระทบพื้นเสียงดัง“กรี๊ดดดดด! ไม่นะ แม็กซ์ แล้วเราจะท...” ฟีนิกซ์กรีดร้องเสียงดังลั่น เมื่อเห็นร่างขาดครึ่งของแม็กซิมัสร่วงลงกระแทกพื้น แต่ไม่ทันไรเสียงของเธอก็เงียบไปอย่างกะทันหัน ด้วยสาเหตุเดียวกันกองทัพกิลด์โคลอสซัสระส่ำระสายอย่างหนักเมื่อผู้นำทัพล้วนตกตายก่อนใคร ที่สำคัญคือการปรากฏตัวของมอนสเตอร์ระดับบอสที่พากองทัพมอนสเตอร์มาบดขยี้เหล่าผู้บุกรุกอย่างไม่เป็นท่า ในที่สุดกองทัพ 300 กว่าคนของกิลด์โคลอสซัสก็ไม่อาจรอดชีวิตออกไปจากป่าดำมรณะได้แม้แต่คนเดียว จากเหตุการณ์นี้ทำให้ชื่อเสียงอันเลวร้ายของป่าดำมรณะเลวร้ายขึ้นยิ่งกว่าเดิม จนถูกกล่าวขานว่า ไม่เคยมีเพลเยอร์คนไหนรอดชีวิตจากป่าดำมรณะหากเข้าไปเกินระยะ 3 กิโลเมตรเลยสักคน(เหรอ?) ไปอีกนาน “ฮัดชิ้ว! โอยๆ นี่ฉันหายจากพิษหัวเราะ แล้วมาเป็นหวัดต่อเหรอเนี่ย ในเมืองนี่หมอกจะลงจัดไปไหน” เคออสบ่นกับตัวเองขณะเดินดูของอยู่ในเมือง ตอนนี้เขาไม่มีเงินสักบาท กระเป๋าสานที่เขาทำเองขณะเดินทางออกจากป่าดำนั้นก็ขาดระหว่างวิ่งหนีมอนสเตอร์ไปแล้ว วัตถุดิบที่อุตส่าห์เก็บรวบรวมไว้ขายก็ตกหายไปหมดสิ้น รวมทั้งหอกหินที่แสนภาคภูมิใจก็พังไปจากความบอบบางของมัน ‘เจ้ามนุษย์เจ้าจะเดินดูของอีกนานไหม เงินก็ไม่มี ซื้อของก็ไม่ได้ รีบๆไปจัดการมอนสเตอร์เก็บเลเวลดีกว่า’ ราเวน่าที่เกาะอยู่บนป้ายร้านค้าใกล้ๆส่งกระแสจิตมาคุยกับชายหนุ่ม‘เธอนี่ไม่รู้อะไร สิ่งที่ฉันทำอยู่เรียกว่าการสำรวจตลาด การออกล่ามอนสเตอร์รอบหนึ่ง ไปแล้วต้องคุ้มค่า นอกจากจะรับเควสของระบบไปตีมอนฯได้ของเควสกลับมาแล้ว เราควรเก็บไอเทมอย่างอื่นกลับมาด้วย และฉันกำลังดูว่าไอเทมไหนที่คนกำลังต้องการ จะได้ไปรวบรวมมาทีเดียวไม่เสียเวลา’ เคออสใช้กระแสจิตตอบกลับไปเช่นกัน ระหว่างเดินดูของ การที่เคออสกับราเวน่าสื่อสารกันทางจิตนั้นมีข้อดีคือเป็นการพัฒนาการใช้จิตของชายหนุ่ม เพื่อช่วยในการต่อสู้ และเป็นการเพิ่มค่าความสัมพันธ์กับคู่พันธสัญญาอย่างราเวน่าด้วย ซึ่งเขาสังเกตว่าราเวน่ามีความลับมากมายที่เขายังไม่รู้ซ่อนอยู่ การเพิ่มความสัมพันธ์เพื่อเปิดความลับเหล่านั้น จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างหนึ่งนั้นเอง แต่ที่สำคัญที่สุดการอยู่ห่างกันแล้วสื่อสารทางจิตแทน มันไม่เป็นจุดเด่น เหมือนการให้อีกาจอมหยิ่งมาเกาะอยู่บนหัวหรอก เพราะนางอีกาไม่ยอมมาเกาะไหล่ของเขาเท่ๆเหมือนพระเอกในหนังสักที ‘เอาล่ะมาถึงแล้วที่รับเควสของเรา’ เคออสส่งกระแสจิตไปบอกราเวน่าที่เกาะอยู่บนต้นไม้ด้านหลัง‘เจ้าแน่ใจนะว่ามาถูกที่ เดินเข้ามาในซอยซับซ้อนอย่างกับเขาวงกต แถมบรรยากาศไม่น่าไว้ใจ’ ราเวน่าตอบกลับอย่างระแวง ด้วยสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ประหลาด พร้อมกับมองไปรอบๆ‘เอาเหอะน่า รับเควสที่นี่ดีกว่าไปต่อคิวยาวที่อาคารเริ่มต้นนะ ครูฝึกดาบที่ลานฝึกเขาแนะนำที่นี่มา แปลว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่พิเศษ สัญชาตญาณอันเฉียบคมของฉันสัมผัสได้ อิๆๆๆ ถ้าเธอไม่อยากเข้าไปก็รออยู่ข้างนอกก็ได้ เดี๋ยวมา” แล้วเคออสก็เปิดประตูเดินเข้าร้านไป โดยไม่รอคำตอบ ร้านค้าแห่งนี้มีชื่อว่า แวนช็อป (Van Shop) เป็นตึกแถว1ห้องมี3ชั้น ตั้งอยู่ในตรอกที่ลึกลับซับซ้อนของหมู่ตึกอาคารพานิชย์ที่สร้างด้วยอิฐสีน้ำตาล ประตูไม้ ด้านหน้านอกจากป้ายเล็กๆเหนือประตูแล้ว ก็มีประตูไม้บานเดียวเก่าๆที่มีกระดิ่งแปลกๆติดอยู่ กับหน้าต่างช่องเล็กที่ต้องเปิดบานขึ้นด้านบนแล้วเอาไม้ค้ำไว้ “กะล๊อง ก๊องแก๊ง” ชายหนุ่มเปิดเปิดประตูร้านค้าเข้าไป เสียงกระดิ่งที่เหมือนเสียงกะลังมังสังกะสีตกพื้นดังขึ้น“เฮ้ยๆๆ จะตกลงมาใส่หัวตูรึป่าวฟะ” เคออสตกใจเล็กน้อยกับเสียงแปลกๆ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เขาหันมองสำรวจเพื่อหาเจ้าของร้าน แต่เขาเห็นเพียงร้านที่ไร้ผู้คน เห็นเพียงแสงตะเกียงอ่อนๆที่ส่องให้เห็นสินค้าบางส่วนเท่านั้น จากชายหนุ่มจึงถือวิสาสะเดินดูของในร้านเพื่อรอเวลา ชายหนุ่มเดินสำรวจไปตามชั้นวางของซึ่งค่อนข้างว่าง สินค้าส่วนใหญ่จะวางอยู่ใกล้ๆตะเกียงแสงอ่อนๆนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นพวกขนม ลูกอม ก้อนหิน และเครื่องเทศ ส่วนบนชั้นวางเขาเห็นเพียงหนังสือไม่กี่เล่ม เขาจึงลองหยิบเล่มที่มีป้าย ‘หนังสือขายดี’ มาอ่านดู “อื้อหือ! ฝุ่นเกาะหนาเชียว ดูซิว่าหนังสืออะไร เทคนิคขายของที่ต่างโลก” เคออสอ่านชื่อหนังสือก็รู้สึกว่า ชื่ออย่างกับนิยายรายตอนที่เปิดให้อ่านในอินเทอร์เน็ตอย่างไงอย่างนั้น ‘เหอะ! ของซื้อของขายมาหยิบอ่านฟรีๆได้ยังไง!’ เสียงชายชราดังขึ้นมาในหัวของชายหนุ่ม เคออสตกใจจึงรีบหันหน้ากลับหลังหันทันที “อะแฮ่มๆ สวัสดีครับคุณลูกค้า” ชายชรายิ้ม และกล่าวทักทายชายหนุ่ม ที่กำลังทำหน้าตะลึงอย่างกับเห็นผี“ค...คือผมแค่หยิบมาดูหน้าปกฉ...เฉยๆครับ ย...ยังไม่ได้อ่านข้างในครับ” เคออสรีบอธิบายทันที“อ๋อ ไม่เป็นไรครับ ไม่ทราบว่าลูกค้าต้องการซื้อสินค้าแบบไหนเหรอครับ” เจ้าของร้านยิ้มแย้ม เริ่มเปิดการขายในทันที“ผ...ผมไม่ได้มาซื้อของครับ ผมมารับเควสจากคุณลุง” เคออสรีบบอกจุดประสงค์ออกไปทันที เพราะจู่ๆเขาก็เริ่มไม่ชอบบรรยากาศของร้านขึ้นมาซะงั้น แล้วบรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไปตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม เมื่อลุงเจ้าของร้านหรี่ตามองจ้องเข้าไปดวงตาของชายหนุ่มดุจจะค้นหาบางสิ่ง“เอ่อ คือ ถ้าม..ไม่สะดวก ผ..ผ..ผมไปก่อนก็ได้ครับ วันหลังค่อยมาใหม่” ชายหนุ่มรีบวางหนังสือลงแล้วหันหลังเดินไปที่ประตูทันที“เดี๋ยว! ช้าก่อน! ตามข้ามา” ชายชราคว้าคอเสื้อชายหนุ่ม แล้วลากไปหลังร้านทันที“ไม่ น้า!!!............” แล้วเสียงร้องโหยหวนของชายหนุ่มก็ค่อยๆจางหายไป