บ้านของน็อก
หลังจากน็อกคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็รู้ว่าเขาชื่อโชค มีลูกสาว 1 คน อายุประมาณ ลิลลี่นั่นแหละ พอพูดคุยไปสักพักน็อกก็ขอตัวไปห้องน้ำก่อน เขาคิดจะใช้แต้มเพื่อซื้อโทรศัพท์มาไว้ก่อน เพื่อใช้ติดต่องานทางธุรกิจ แต่พอตรวจเช็คข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็พบว่าค่าสถานะเขาสูงขึ้นมาก และยังมี ค่าลมปราณ 1,000 โผล่ขึ้นมาตอนนี้เขายังไม่สนใจมากนัก ตรวจสอบดูไอเทมในระบบ พบว่า มีแหวนแรงโน้มถ่วง 1 เท่า กับ น้ำยาเสียงสวรรค์ เพิ่มขึ้นมา เลยนึกขึ้นได้ว่าตอนอยู่ที่โรงเรียน เขาได้รับภารกิจรัวๆ ทั้งภารกิจทั่วไป และ ภารกิจพิเศษ จึงกดดูคำอธิบายเสียงสวรรค์ในทันที
น้ำยาเสียงสวรรค์ คุณสมบัติ เพียงหยดเดียว ก็สามารถเปลี่ยนเสียงให้เพราะพริ้งราวกับเทพเซียนมาโปรดได้ เหมาะแก่คนที่ช่างพูด หรือชอบพูดเพ้อเจ้อ เพราะจะทำให้คนที่ฟังไม่รู้สึกเบื่อหน่าย "นี่มันหลอกด่าตรูป่าวว่ะ" น็อกที่อดบ่นไม่ได้ แต่ตอนนี้เป็นช่วงจำเป็นแม้เขาจะมั่นใจในฝีมือการเจรจาต่อรอง แต่ทว่า มันก็สมควรจะมีตัวช่วยบ้างใช่ไหมล่ะ เพื่อเพิ่มโอกาสในความสำเร็จ ว่าแล้ว น็อกก็กระดกน้ำยาลงไปครึ่งขวดทันที แล้วทดลองพูดกับตัวเองดู แต่กลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดใดเลย ก่อนจะเลิกคิด แล้วเช็ค Point และแต้มทันที ปรากฏว่าตอนนี้มี แต้มสีขาว 1,600 แต้ม แต้มสีดำ 8,100 แต้ม และ 2,800 Point ตอนนี้น็อกรู้สึกหน้ามืดทันที แต้มแบบนี้แสดงว่าชีวิตนี้ เขาทำชั่วมากกว่าทำดีหรอเนี่ย ก่อนจะสะบัดไล่ความคิดแล้วรีบซื้อ โทรศัพท์ จากระบบทันที
"พรึ่บ!!"
โทรศัพท์ก็ลอยออกมาปรากฏตรงหน้าน็อกทันที เขาจึงยื่นมือไปคว้าหยิบโทรศัพท์มาพร้อมกับหมายเลข 0XX-XXX-XXXX เมื่อน็อกจดจำหมายเลขและคำอธิบายของโทรศัพท์โดยละเอียดแล้ว ก็ลุกออกจากห้องน้ำทันที
ขณะที่น็อกออกจากห้องน้ำ ที่หน้าบ้านของน็อก ก็มีรถหรูมาจอดอยู่สองคัน ทันทีที่รถหรูทั้งสองดับเครื่อง ปรากฏร่างชายกลางคนในชุดสูทครึ่งท่อน และเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเขาคนนึง ก้าวลงจากรถทั้งสองคัน โดยที่เลขาส่วนตัวที่ลงมาก่อน มือถือเอกสารจำนวนหนึ่ง และโน๊ตบุ๊ค น็อกถึงกับขมวดคิ้วทันที
"พรีม เธอมาทำอะไร" น็อกอดที่จะถามอย่างแปลกใจไม่ได้ โดยมีสายตาพ่อแม่ของน็อก มองตามอย่างแปลกใจ เพราะการที่น็อกมีเพื่อนผู้หญิง มันยากพอๆกับการให้น็อกปีนขึ้นสวรรค์เลย
"มากับพ่อ" พรีมตอบรับสั้นๆ แต่ปรายตามองไปนี่น็อกด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะถูกตัดบททันที"เจ้าหนุ่ม ให้ลุงตอบแทนละกันนะ ยัยพรีมเป็นเด็กพูดไม่ค่อยเก่ง ให้คุยกันไม่รู่จะจบเมื่อไหร่ ลุงชื่อกรนะ เป็นพ่อของพรีม" พ่อของพรีมพูดแบบเป็นกันเองมาก ทำให้พ่อแม่ของน็อกลดความประหม่าลง ก่อนจะเอ่ยต่อ "พอดีลุงได้ยินว่าเรามีความสามารถ ในการพัฒนา APP ตัวใหม่ ให้กับธนาคาร ลุงก็เลยมาด้วย เพราะลุงเองก็เป็น 1 ในผู้ถือหุ้นเหมือนกัน"
"ถ้างั้นก็เชิญท่านทั้งสองเข้าบ้านก่อนดีกว่าครับ ผมจะได้เสนอผลงานและข้อตกลงทีเดียวเลยครับ" เมื่อน็อกเข้าใจแล้วจึงรีบเชื้อเชิญท่านประธานใหญ่ และ ผู้ถือหุ้น เข้าบ้านทันที โดยที่ทั้งสองก็ตามเข้าไปอย่างเรียบง่าย ไม่ได้รังเกียจสถานที่แม้แต่น้อย
เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว น็อกจึงเปิดประเด็น และเริ่มอธิบายถึงประโยชน์ที่มากมายของ APP ที่เขาคิดค้นขึ้น [ขโมยผลงานของคนอื่นในชีวิตที่แล้ว] ท่ามกลางความความตื่นตะลึงของทุกคนแม้แต่ครอบครัวของเขาเอง เมื่อทุกคนเข้าใจในระบบการใช้งานที่สะดวกรวดเร็วนี้แล้ว จึงมาพูดคุยถึงผลประโยชน์ร่วมทันที โดยที่ท่านประธานเองก็รู้สึกว่า ข้อเสนอที่อีกฝ่ายนั้นเสนอมา มีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมากในภายภาคหน้า ก่อนที่ประธานจะคิดคำนวนและเสนอผลประโยชน์ให้ใหม่
"ผลงานของคุณนั้นถือว่าน่าสนใจทีเดียวนะครับ แต่การร้องขอหุ้น 10% นั้นมันมากเกินไป ทางเราสามารถให้ได้เพียง 1% เท่านั้น" ท่านประธาน เอ่ยอย่างจริงจังในทันที
"หรอครับ..." น็อกที่กำลังทำเป็นครุ่นคิด ขณะที่พ่อของเขากำลังจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดด้วยสายตาพิฆาตของภรรยาเขาทันที
"เธอตกลงรับเงื่อนไขนี้ไหม" ท่านประธานกล่าวอย่างต่อเนื่องทันที เพื่อไม่ให้เวลา น็อกในการคิดมากนัก
"อ่อ!! ขอโทษทีครับ พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อย เพราะความเสี่ยงในการเริ่มต้นสินะครับ ที่ทำให้ท่านประธานมองว่า หุ้น 1% น่าจะเพียงพอ บวกกับการที่ทางครอบครัวผมนั้นเป็นหนี้จำนวนหลายล้าน เลยคิดว่าผมไม่มีทางเลือกอื่นสินะครับ"
"ใช่แล้ว"
"แต่ทางผมเองก็อยากให้คุณคิดกลับเหมือนกันว่า ถึงสถานะผมกับครอบครัวจะไร้ชื่อเสียง แต่ไม่ใช่ไม่มีทางเลือก ต่อให้โดนอายัดทรัพย์ สูญเสียบ้าน แต่ด้วยเทคโนโลยีภายในประเทศปัจจุบันนี้นั้นล้าหลังกว่าต่างชาติเป็นอย่างมาก เพียงแค่ผมนำข้อมูลบางส่วนไปลงในเว็บระดมทุน
คุณคิดว่าผลตอบรับที่ออกมาจะเป็นยังไงครับ ที่สำคัญแม้ทางครอบครัวผมจะยังเป็นหนี้อยู่ แต่หากผมร่วมมือกับ อเมริกา เยอรมัน แล้วใช้วิธีการพักบัญชีที่ สวิซ คาดว่าไม่เกิน 6 เดือนผมสามารถล้างหนี้ได้หรือเร็วกว่านั้น และไม่เกิน 1 ปี ผมสามารถตีเข้าตลาดหุ้นภายในประเทศได้แน่นอน
การที่ผมเรียกร้องหุ้น 10% นั้นถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ แต่เพราะผมให้พ่อเป็นผู้ถือหุ้น และไม่อยากให้ท่านเหนื่อยจนเกินไป จะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว จึงเรียกร้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้นน่ะครับ ผมว่าคิดว่าท่านประธานน่าจะตัดสินใจให้ดีก่อนที่ผมจะเรียกร้องมากกว่านี้นะครับท่าน"
น็อกไม่เพียงไม่รับเงื่อนไขนี้ ซ้ำยังขู่กลับไปด้วยซ้ำ เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไง เพราะข้อมูลที่เขาคิด [ขโมยมา] มีมูลค่าสูงแค่ไหน และยังรู้ช่องทางในการติดต่อซื้อขายนอกประเทศด้วยซ้ำ ผิดกับพ่อของน็อก ในตอนแรกที่เขาจะกล่าวเตือนนั้น แค่อยากจะบอกว่าให้เรียกขึ้นเป็น 2% หรือ 3% เท่านั้นแต่ไม่คิดว่าลูกเขากลับเคี่ยวและไม่คิดจะลดเลยด้วยซ้ำ ราวกับวางแผนมานาน
ส่วนท่านประธานกลับมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะมันเป็นจริงทุกอย่างที่เขากล่าวมา แม้การจะยกหุ้น 10% ให้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรมาก แต่เพราะมันมีความเสี่ยงในการลงทุนและ ยังต้องยกหุ้นให้อีกทำให้รู้สึกเหมือนกับเสียเปรียบ แต่ในตอนนี้เขารู้แล้ววที่ว่า เจ้าหน้าที่โชคโทรหาเขาโดยตรง เพราะเขาไม่อาจรับมือเด็กคนนี้ได้ เขาเลยต้องมาจัดการเอง ตอนแรกเขาจะให้เลขาส่วนตัวมาคุยแทนด้วยซ้ำ แต่พอเขารู้ว่าอยู่ไม่ไกลจึงได้เดินทางมาเอง แต่ก็ผิดคาด เพราะตัวเขาเองก็รับมือไม่ไหวเช่นกัน ก่อนจะถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ "ก็ได้ ฉันตกลงกับข้อเสนอของเธอ" โดยที่มี สีหน้าของลุงกรมองด้วยความขบขัน
ก่อนที่ท่านประธานจะสั่งให้เลขาร่างสัญญาทันที น็อกขมวดคิ้วอ่านรายละเอียดตรงหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษทันที ไม่ใช่เขาอ่านไม่ออก แต่เขามั่นใจว่าท่านประธานนั้น ยังไม่เลิกทดสอบเขา ก่อนจะให้เขาไปแก้สัญญาที่เนียนในข้อที่ 7 และ 8 ใหม่ ท่านประธานที่เห็นเช่นนั้นไม่ได้รู้สึกแปลกใจแม้แต่น้อย เพราะเขาเพียงอยากรู้ว่าเด็กหนุ่มทำได้จริงอย่างที่พูดหรือเปล่าเท่านั้น ก่อนจะแก้ไขสัญญาฉบับใหม่ ก่อนจะเซ็นตกลงทันที
เมื่อเสร็จสัญญาเสร็จสิ้น ท่านประธานก็เอ่ยขึ้น "แล้วข้อมูลจะส่งให้ทางเราวันไหน" น็อกได้แต่ขมวดคิ้วมองไปยังเจ้าหน้าที่โชค ก่อนจะพยักหน้าอย่างเข้าใจในทันที "ผมขอใช้โน๊ตบุ๊คส่วนตัวของท่านได้ไหม ไม่เกิน 40 นาทีครับ" ท่านประธานได้แต่ งงๆ ก่อนจะให้เลขาส่งโน๊ตบุ๊คให้เด็กหนุ่ม ส่วนตัวท่านประธาน ลุงกร ต่างเข้ามายืนดูอยู่ด้านหลังที่น็อกกำลังเขียนโปรแกรมแบบสดๆร้อนๆ ถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้างไปเลยทีเดียว
25 นาทีผ่านไป
น็อกที่ตอนนี้เขียน APP เสร็จเรียบร้อย ก็บิดขี้เกียจเล็กน้อย โดยที่ท่านประธาน และ ลุงกร ยืนแข็งค้างอยู่ [ยังไม่หายตะลึง] น็อกจึงต้องกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติของทั้งคู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"ยินดีที่ได้ร่วมงาน กับท่านนะครับ หลังจากนี้หากต้องการพัฒนาระบบด้านไหน สามารถติดต่อผ่านคุณพ่อของผมได้เลยครับ และผมยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยชื่อเสียงต่อสาธารณะชน หวังว่าท่านจะเข้าใจนะครับ"
"ฮ่า ฮ่า เธอนี่ทำให้ฉันทึ่งได้ตลอดเลยสิ" ท่านประธานหัวเราะอย่างพึงพอใจ ก่อนจะยื่นบัญชี และ บัตรเครดิต สีดำ 2 ใบให้กับน็อกอย่างรู้ใจ ก่อนจะกล่าวต่อ "คืนนี้ฉันจะเร่งงานให้เร็วที่สุด ในนี้มีเงินสดบัญชีละ หนึ่งร้อยล้านบาทเป็นเงินประกันให้ก่อน ทางเราจะรีบทำการตลาดทันที และส่วนแบ่งจะถูกโอนใส่ 2 บัญชีนี้อย่างละ 50 : 50 และจากนี้ถ้าไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ให้เรียกฉันว่าลุงจอร์น แล้วกันนะ" ก่อนจะหันไปพูดกับเพื่อนของเขาที่เป็นประธานบริษัทค่ายเพลง JS Music หรือก็คือพ่อของพรีมนั่นเอง "วันนี้แกคงไม่ได้กลับบ้านแล้วล่ะ"
"เออ เออ รู้แล้วน่า" ลุงกรตอบด้วยน้ำเสียงราวกับนี่เป็นเพียงเรื่องปกติ ก่อนจะหันไปพูดกับลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา เดี๋ยวพ่อให้เลขาชิน ไปส่งลูกที่บ้านก่อนแล้วกัน ส่วนพรีมที่ได้ยินแบบนั้นก็ส่ายหน้าทันที ก่อนจะเอ่ยตอบ "ไม่!! จะนอนนี่"
ท่ามกลางความตกตะลึง ของครอบครัวน็อกทั้งหมด และยิ่งถึงกับอ้าปากค้างเมื่อทุกคนหันไปฟังคำตอบ ของพ่อเด็กสาวอีก "อืม ได้สิ!!" ตกลงนี่มันอะไรกัน ปกติคนเป็นพ่อต้องหวงลูกสาวสิ แต่นี่กลับไม่เลย แถมยังไม่คัดค้านอะไรอีกด้วย น็อกที่ตกตะลึงเป็นครั้งแรก ถึงกับร่างไว้วิญญาณทันทีเมื่อเจอประโยคที่ฟังดูกำกวมของลุงกร
"ยังไงนี่ก็ครั้งแรกของลูกสาวลุง ฝากด้วยล่ะกันนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!?"