บทที่ 29: ระบบระบายน้ำฝรั่งเศส
ท้องฟ้าเหนือป่าต้องห้ามชั้นนอกที่เคยสดใสและเต็มไปด้วยแสงดาวในค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลองบัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆดำทะมึนหนาทึบที่ลอยต่ำลงมาจนแทบจะกลืนกินยอดไม้แม้แต่เรือนยอดของ “ต้นบลิสโอ๊คแห่งความสุข”ทางทิศตะวันตกก็ยังสั่นไหวตามแรงลม ใบสีส้มอมชมพูปลิวว่อนเป็ระยะราวกับธรรมชาติเองกำลังเตือนถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงเสียงฟ้าร้องครืนครั่นดังสะท้อนกึกก้องไปทั่วหุบเขาเป็สัญญาณเตือนว่าฤดูกาลแห่งความชุ่มฉ่ำและเกรี้ยวกราดกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ
ซ่าาาาาา!!!
ห่าฝนขนาดมหึมาเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับฟ้ารั่วหยดน้ำฝนเม็ดโตตกกระทบหลังคาของบ้านหินแกนกลางความร้อนอย่างหนักหน่วงโชคดีที่เวทมนตร์ผสานโครงสร้างของอีไลอัสทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมหลังคาทรงจั่วมีความลาดชันที่พอเหมาะ ทำให้น้ำฝนไหลระบายลงสู่พื้นดินด้านล่างอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการรั่วซึมเข้ามาภายในตัวบ้านเลยแม้แต่หยดเดียว
อีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีนั่งเอนหลังพิงเตาผิงหินที่ยังคงคุกรุ่นไปด้วยความร้อนเขามองลอดหน้าต่างไม้ออกไปดูพายุฝนด้านนอกด้วยความรู้สึกปลอดภัยบาร์นีย์นอนกรนเสียงดังแข่งกับเสียงฟ้าร้องส่วนฟินน์ก็นอนขดตัวซุกอยู่ใต้ผ้าห่มขนสัตว์อย่างมีความสุข
มันควรจะเป็เช้าวันฝนตกที่แสนจะสโลว์ไลฟ์และน่าพักผ่อนที่สุด...หากไม่ใช่เพราะเสียงโวยวายที่ดังแทรกทะลุเสียงฝนขึ้นมา!
“แกรกๆๆ! กี๊!!บอส! เปิดประตูเดี๋ยวนี้เลยนะบอส!”
เสียงทุ้มแหบๆของดัสตี้ ตุ่นอสูรหมวกเซฟตี้ ดังลั่นมาจากหน้าประตูบ้านหินตามมาด้วยเสียงรัวทุบประตูไม้ดังปังๆๆ อย่างเร่งรีบ
อีไลอัสสะดุ้งสุดตัวเขารีบวิ่งไปปลดสลักและดึงประตูเปิดออก ทันทีที่บานประตูแง้มออกร่างอวบอ้วนสีน้ำตาลเข้มของตุ่นอสูรวิศวกรโยธาก็พุ่งพรวดเข้ามาในบ้านสภาพของดัสตี้ในตอนนี้ดูไม่ได้เลย ขนที่เคยเงางามจากการบัฟของหมู่บ้านบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมสีน้ำตาลเหนียวเหนอะหนะั้แ่หัวจรดเท้าแม้แต่หมวกเซฟตี้เกล็ดแข็งบนหัวก็ยังมีคราบโคลนกระเด็นติดอยู่
“โอ๊ย! ให้ตายสิ!นี่มันหายนะทางวิศวกรรมโยธาชัดๆ!” ดัสตี้กระทืบกระทืบเท้าลงบนพื้นบ้านหินอย่างหัวเสียทิ้งรอยโคลนเปื้อนเป็ดวงๆ “บอส!ออกไปดูผลงานการวางผังเมืองของบอสเดี๋ยวนี้เลย!ที่ราบหน้าบ้านหินที่บอสภูมิใจนักภูมิใจหนา ตอนนี้มันกลายเป็ ‘บ่อโคลนน้ำโคลนมรณะ’ ไปแล้ว!”
"ใจเย็นๆดัสตี้ เกิดอะไรขึ้น?" อีไลอัสรีบคว้าเสื้อคลุมหนังสัตว์มาคลุมหัวแล้วก้าวออกไปยืนที่ชานระเบียงหน้าบ้านหิน
และเมื่อสายตาของสถาปนิกปรับโฟกัสฝ่าม่านสายฝนออกไปภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ทำเอาเขาถึงกับต้องเอามือกุมขมับ!
ลานอเนกประสงค์หน้าบ้านหินซึ่งเคยเป็พื้นหินที่อัดแน่นและเดินสบาย บัดนี้ได้แปรสภาพกลายเป็ ‘ทะเลสาบโคลน’ ขนาดย่อมๆ น้ำฝนสีน้ำตาลขุ่นขังเจิ่งนอง สูงระดับตาตุ่มของเด็กชายและที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ กระแสน้ำยังคงไหลบ่าลงมาจากเนินเขาทางทิศเหนือบางส่วนไหลอ้อมผ่านแนวรากของต้นบลิสโอ๊คที่ชอนไชลึกลงไปในผืนดินราวกับรากขนาดมหึมากำลังช่วยชะลอแรงน้ำตามธรรมชาติ… แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะรับมือกับพายุครั้งนี้ กระแสน้ำพัดเอาเศษดินและโคลนไหลทะลักลงมารวมตัวกันที่จุดศูนย์กลางของหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง!
“เห็นไหมล่ะบอส!” ดัสตี้ชี้กรงเล็บไปที่แอ่งน้ำขัง“เมื่อคืนฝนตกหนัก มวลน้ำมหาศาลไหลบ่าลงมาจากที่สูง แล้วมาปะทะเข้ากับแนวกำแพงหินของบ้านบอสทำให้เกิดการสะสมตัวของน้ำ! ดินแถวบ้านที่ถูกบาร์นีย์เดินเหยียบจนแน่นมันระบายน้ำไม่ทัน พออุ้มน้ำจนถึงขีดจำกัด มันก็เกิดสภาวะ ‘ดินเหลว ’! เมื่อกี้ฉันกับลูกน้องกำลังจะเดินไปตรวจแปลงผักขาฉันจมโคลนลงไปครึ่งตัว! นี่มันยอมรับไม่ได้! ไซต์งานที่แฉะและลื่นแบบนี้มันผิดมาตรฐานความปลอดภัยขั้นร้ายแรง!”
ฟินน์ที่เพิ่งตื่นชะโงกหน้าออกมาดู “อี๋...โคลนเละเทะไปหมดเลย! ถ้าขนส้มๆ ของฉันเปื้อนโคลนพวกนั้นฉันต้องคันไปทั้งอาทิตย์แน่ๆ เ้านาย! ฉันไม่ออกไปเดินย่ำน้ำเ่าั้เด็ดขาดนะ!”
อีไลอัสถอนหายใจยาวเขายอมรับผิดแต่โดยดี "ฉันคำนวณพลาดเองดัสตี้ ตอนที่วางผังเมืองฉันคิดแค่เื่ทิศทางลมและแสงแดด แต่ฉันประเมิน 'ปริมาณน้ำฝน ' ของป่าต้องห้ามต่ำเกินไป...เนินเขาด้านหลังบ้านทำหน้าที่เป็เหมือน 'พื้นที่รับน้ำ 'ขนาดั์พอน้ำฝนตกลงมา แรงโน้มถ่วงก็ดึงมันลงมารวมกันที่จุดที่ต่ำที่สุด...ซึ่งก็คือลานหน้าบ้านของเรา"
สถาปนิกน้อยหันกลับเข้ามาในบ้านเดินตรงไปที่โต๊ะทำงานช่างแววตาของเขาเปลี่ยนจากความงัวเงียเป็ความมุ่งมั่นขั้นสุดยอด
"ในเมื่อเรารู้ปัญหา แล้ว เราก็ต้องแก้ด้วยวิศวกรรม! ดัสตี้! เรียกทีมงานของนายมารวมตัวกันบาร์นีย์! ตื่นได้แล้ว!วันนี้เรามีโปรเจกต์ระดับชาติที่จะเปลี่ยนทะเลโคลนให้กลายเป็ลานหินที่แห้งสนิท!"
อีไลอัสหยิบก้อนถ่านไม้มาวาดแปลนลงบนกระดานไม้ดัสตี้ที่แม้จะยังหงุดหงิดเื่เท้าเปื้อนโคลน แต่พอได้ยินคำว่าโปรเจกต์วิศวกรรมหมวกเซฟตี้บนหัวของมันก็สั่นระริกด้วยความกระตือรือร้นรีบวิ่งมาเกาะขอบโต๊ะดูทันที
"การจะแก้ปัญหาน้ำท่วมขังบนผิวดินเรามีสองวิธี" อีไลอัสเริ่มบรรยาย "วิธีแรกคือการขุดคลองระบายน้ำแบบเปิด แต่มันจะทำให้หมู่บ้านของเรามีแต่ร่องน้ำเกะกะเดินสะดุดล้มได้ง่าย และดูไม่สวยงาม... ดังนั้น เราจะใช้วิธีที่สองซึ่งคลาสสิกและทรงประสิทธิภาพที่สุดในวงการภูมิสถาปัตยกรรม "
เขาขีดเส้นคู่ขนานล้อมรอบตัวบ้านหินและบริเวณทางเดินหลัก
"เราจะสร้าง‘ระบบระบายน้ำฝรั่งเศส’ หรือ FrenchDrain!"
“ระบบระบายน้ำฝรั่งเศส?ชื่อแปลกจัง มันกินได้ไหมเ้านาย?” ฟินน์เอียงคอถาม
"กินไม่ได้ว้อย!"อีไลอัสหัวเราะร่วน "French Drain ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเทศฝรั่งเศสด้วยซ้ำมันตั้งชื่อตาม เฮนรี แฟลกก์ เฟรนช์ ผู้คิดค้นมันขึ้นมาในโลกเดิมของฉันหลักการของมันคือการจัดการน้ำแบบ ‘ใต้ผิวดิน ’!"
อีไลอัสวาดภาพหน้าตัดของร่องดินให้ดัสตี้ดู"เราจะขุดร่องน้ำ ล้อมรอบบ้านและตัดผ่านลานกว้างโดยให้พื้นร่องมีความลาดเอียง ประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์มุ่งหน้าลงสู่ทิศใต้เพื่อส่งน้ำไปหล่อเลี้ยงโซนเกษตรกรรม จากนั้นเราจะวางท่อที่มี 'รูพรุน'ไว้ตรงกลางร่อง แล้วถมทับด้วยหินกรวด!"
“อ้อ!ฉันเข้าใจแล้วบอส!” ดัสตี้เบิกตากว้าง กรงเล็บแบนๆ ตบโต๊ะฉาดใหญ่ “น้ำมักจะเดินทางไปในจุดที่มี 'แรงเสียดทานน้อยที่สุด'! แทนที่น้ำฝนจะขังอยู่บนดินเหนียวแน่นๆมันจะซึมผ่านช่องว่างระหว่างก้อนกรวดลงไปอย่างรวดเร็ว ไหลเข้าไปในท่อที่มีรู และถูกลำเลียงทิ้งไปตามความลาดเอียงโดยที่ผิวดิน้ายังคงแห้งสนิทและเดินเหยียบได้! บอสนี่มันอัจฉริยะชัดๆ!”
"ใช่แล้ว!คุยกับนายนี่มันลื่นไหลจริงๆ ดัสตี้!" อีไลอัสแทบจะไฮไฟฟ์กับตุ่นอสูร"แต่เพื่อไม่ให้ดินโคลนไหลลงไปอุดตันช่องว่างของกรวดและรูท่อ เราต้องมีแผ่นกรอง ซึ่งที่นี่เราไม่มีผ้าใยสังเคราะห์ เราเลยจะใช้ ‘มอสส์ป่าที่ถักทอหนาๆ’ แทนผ้ากรอง!"
การแจกจ่ายงานเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางสายฝนที่เริ่มซาลงกลายเป็ฝนปรอยๆ
"ดัสตี้!นายและทีมตุ่น รับหน้าที่ขุดร่อง ! ขุดลึกลงไปประมาณหกสิบเิเและรักษาความลาดเอียงให้แม่นยำระดับมิลลิเมตร มุ่งตรงไปที่ลำธาร!"
“รับทราบ!เื่หาศูนย์หาฉากและรักษาความลาดเอียงคืองานถนัดของพวกเรา!” ดัสตี้ตะเบ๊ะรับคำสั่งก่อนจะนำลูกน้องพุ่งกระโจนลงไปในดินเหนียวแฉะๆกรงเล็บของพวกมันทำงานประสานกันอย่างรวดเร็ว ขุดร่องน้ำที่ตรงแน่วราวกับใช้เลเซอร์วัดระดับ!
"บาร์นีย์!หน้าที่ของแกคือเครื่องบดหิน ! ไปงัดก้อนหินแม่น้ำก้อนใหญ่ๆมา แล้วใช้พละกำลังของแกทุบมันให้แตกเป็ ‘หินกรวด ’ ขนาดประมาณสองถึงสามนิ้ว! เรา้ามันจำนวนมหาศาล!"
หมีั์อสูรคำรามรับคำสั่งมันเดินอาดๆ ไปที่โขดหินริมน้ำตก ยกหินก้อนโตขึ้นมาแล้วทุ่มลงพื้นอย่างแรง เพล้ง! หินก้อนใหญ่แตกกระจายเป็เศษกรวดขนาดย่อมการเป็มอนสเตอร์สายแทงก์ทำให้หน้าที่กรรมกรบดหินกลายเป็เื่ง่ายดายสำหรับมัน
"เดซี่!ฟินน์! พวกแกไปรวมทีมกองทัพกระต่าย เข้าป่าไปลอกเอา ‘แผ่นมอสส์ป่า’ ที่ขึ้นอยู่ตามโคนต้นไม้ใหญ่มาให้เยอะที่สุด!เลือกแผ่นที่หนาและเหนียวๆ นะ!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งวุ่นวายอีไลอัสก็วิ่งไปที่กองท่อนไม้ไผ่ั์ที่เหลือจากการทำระบบประปาเขาเลือกกระบอกไม้ไผ่ที่ตรงและแข็งแรงที่สุดมาหลายท่อน ใช้สกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร]เจาะทะลุข้อปล้องด้านในให้กลวงโบ๋
"ขั้นตอนต่อไปคือการทำ‘ท่อเจาะรู ’"
อีไลอัสใช้สิ่วไม้ที่ทำขึ้นเองค่อยๆ เจาะรูขนาดเล็กเรียงเป็แถวตลอดความยาวของกระบอกไม้ไผ่"หลายคนมักจะเข้าใจผิดว่า ต้องหงายรูขึ้น้าเพื่อรับน้ำ...แต่ในหลักวิศวกรรมที่ถูกต้อง รูพรุนจะต้องอยู่ 'ด้านล่างและด้านข้าง' ของท่อ!เมื่อน้ำซึมลงมาถึงก้นร่อง มันจะเกิดแรงดันอุทกสถิต ดันน้ำให้เอ่อสูงขึ้นและไหลเข้าไปในท่อผ่านรูด้านล่างวิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เศษตะกอนตกลงไปอุดตันรูจาก้า!"
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งวันในที่สุด วัสดุก่อสร้างทั้งหมดก็ถูกนำมากองรวมกันที่ลานหน้าบ้าน
ร่องดินลึกหกสิบเิเทอดยาวเป็ทางตัดผ่านลานกว้างและล้อมรอบแปลงผักยกแคร่มุ่งหน้าลงสู่น้ำตกม่านไพลิน การประกอบระบบระบายน้ำระดับโลกเริ่มต้นขึ้น!
"ขั้นที่หนึ่ง:ปูแผ่นแผ่นแบคทีเรีย!" อีไลอัสสั่งการ เดซี่และกระต่ายป่าช่วยกันนำแผ่นมอสส์หนานุ่มปูรองไปตามก้นร่องและขอบร่องทั้งสองด้านปล่อยชายมอสส์ให้ยาวเหลือเฟือไว้สำหรับพับปิด้า
"ขั้นที่สอง:ลงหินรองพื้น !" บาร์นีย์กอบเอาหินกรวดที่มันทุบจนแตกโรยลงไปบนแผ่นมอสส์ที่ก้นร่อง หนาประมาณสิบเิเ เพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้น้ำไหลผ่าน
"ขั้นที่สาม:วางท่อประธาน!"อีไลอัสนำท่อไม้ไผ่เจาะรูที่เชื่อมต่อกันอย่างแ่าด้วยสกิลสถาปนิกวางทาบลงไปบนชั้นหินกรวดโดยจัดให้รูระบายน้ำคว่ำลงด้านล่างและหันออกด้านข้างตามหลักวิศวกรรม
"ขั้นที่สี่:ถมกรวดให้เต็ม!" บาร์นีย์เทหินกรวดที่เหลือทั้งหมดกลบทับท่อไม้ไผ่จนพูนขึ้นมาเกือบถึงระดับผิวดินปกติหินกรวดเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็ชั้นซึมน้ำ ที่ยอดเยี่ยมที่สุด
"และขั้นสุดท้าย:ห่อแผ่นกรองและปิดผิวดิน!" อีไลอัสจัดการพับชายแผ่นมอสส์ที่เหลืออยู่ลงมาปิดทับชั้นหินกรวด้าสุด การห่อหุ้มแบบ 360 องศา นี้ จะป้องกันไม่ให้เศษดินหรือโคลน้าไหลลงไปอุดตันในชั้นกรวดจากนั้น เขาก็ใช้ก้อนหินแม่น้ำก้อนเล็กๆ และทรายหยาบโรยทับ้าสุดเพื่อความสวยงามและเป็ทางเดินที่มั่นคง
เปรี้ยง!! ซ่าาาาา!!!
ราวกับ์้าทดสอบระบบวิศวกรรมโยธาชิ้นใหม่ทันทีที่อีไลอัสโรยหินก้อนสุดท้ายเสร็จพายุฝนระลอกที่สองก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม!
ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปหลบใต้ชายคาบ้านหินสายตาของสถาปนิก หมีั์ จิ้งจอก กระต่าย และตุ่นอสูร ต่างจดจ่อไปยัง ‘แนวหินกรวด’ ที่ตัดผ่านลานหน้าบ้าน
มวลน้ำสีขุ่นไหลบ่าลงมาจากเนินเขาทิศเหนืออีกครั้งมันพุ่งทะยานเข้าใส่ลานกว้าง ทว่า... ทันทีที่กระแสน้ำไหลมาัักับแนว French Drain สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น!
น้ำฝนไม่ได้ไหลทะลักข้ามไปสร้างทะเลโคลนอีกต่อไปแต่มันกลับ ‘ถูกดูดกลืน’ หายวับลงไปใต้ชั้นก้อนหินแม่น้ำและทรายหยาบอย่างรวดเร็วราวกับมีหลุมดำอยู่ใต้ดิน!แม้แต่บริเวณโคนของต้นบลิสโอ๊คเอง ก็ไม่มีน้ำขังให้เห็นอีกต่อไปพื้นดินรอบรากของมันชื้นพอดีราวกับได้รับการจัดสมดุลอย่างสมบูรณ์แบบมวลน้ำซึมผ่านช่องว่างของหินกรวด ไหลทะลุแผ่นมอสส์กรองและถูกแรงดันดันเข้าไปในท่อไม้ไผ่ก่อนจะถูกส่งตรงดิ่งทิ้งลงสู่โซนเกษตรทางทิศใต้และทอดยาวลงไปเพื่อเป็ระบบชลประทานให้ฟาร์มของเดซี่
ลานกว้างที่เคยกักเก็บน้ำบัดนี้กลายเป็พื้นที่ที่ระบายน้ำได้เร็วที่สุด น้ำที่ขังอยู่ค่อยๆลดระดับลงจนแห้งเหือด เหลือเพียงพื้นดินที่เปียกชื้นแต่ไม่มีน้ำขัง หรือโคลนเหนียวอีกต่อไป!หมู่บ้านกลับมาดูสะอาดตา เป็ระเบียบและปลอดภัยสำหรับการสัญจรแม้ในยามพายุคลุ้มคลั่ง
“โอ้โห!สุดยอดไปเลยบอส!” ดัสตี้ะโลั่นแข่งกับเสียงฝนมันะโออกไปกลางสายฝน ยืนย่ำเท้าลงบนแนวระบายน้ำ French Drain กรงเล็บของมันไม่จมลงไปในโคลนอีกแล้ว “แห้งสนิท!มั่นคง! นี่คือชัยชนะเหนือแรงโน้มถ่วงและการกัดเซาะอย่างแท้จริง!บอสนี่มันบิดาแห่งวิศวกรรมโยธาชัดๆ!”
ฟินน์แลบลิ้นเลียขนตัวเองอย่างโล่งใจ“รอดตายแล้ว!ขนของท่านฟินน์จะไม่ต้องเปื้อนโคลนอีกต่อไป!”
อีไลอัสยืนกอดอกพิงกรอบประตูบ้านรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"การต่อสู้กับธรรมชาตินั้นเปล่าประโยชน์สิ่งที่เราทำได้คือการ 'ทำความเข้าใจ' และ'ชี้แนะ' เส้นทางให้กับมัน...ให้น้ำไปในที่ที่มันควรจะไป และเหลือพื้นที่แห้งๆ ไว้ให้เราได้ใช้ชีวิต"
สายฝนยังคงโปรยปรายแต่ทว่ามันไม่ใช่อุปสรรคหรือความน่ารำคาญอีกต่อไป รัฐอิสระแห่งเฮเซลบรุคในยามนี้ไม่เพียงแต่มีความมั่นคงทางอาหารและที่อยู่อาศัย แต่มันยังมีความ ‘ยืดหยุ่น’ ที่จะรับมือกับความเกรี้ยวกราดของฤดูกาล ได้อย่างสง่างาม
รอยเท้าที่ย่ำลงบนผืนแผ่นดินนี้จะไม่มีวันจมลงสู่โคลนตมอีกต่อไป... เพราะใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาคือรากฐานแห่งอารยธรรมที่ถูกถักทอขึ้นด้วยสติปัญญาและความร่วมมืออย่างแท้จริง!