ฟู่จี๋ิ่มองพี่ชายทั้งสองคนที่ยืนอยู่ในร้านคนหนึ่งร่างสูง แม้ร่างกายมิได้ดูกำยำมากแต่ก็ดูรู้ว่าเป็คนแข็งแรงผิดกับอีกคนหนึ่งที่เตี้ยกว่าเล็กน้อย รูปร่างบอบบางกว่าและดวงตาสีม่วงคู่นั้นที่ขับให้ใบหน้าของเขาดูเด่นยิ่งนัก
ฟู่จี๋ิ่มองเฉินอี้นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยจางฝูลู่กระแอมเบาๆ ขึ้นทีหนึ่งแล้วจึงกล่าว “เ้าคือจี๋ิ่ใช่หรือไม่”
ฟู่จี๋ิ่จึงตื่นจากภวังค์และพยักหน้ารับ“ขอรับ ใช่ขอรับ”
“เ้าควรต้องรีบกลับบ้านเดี๋ยวนี้”เฉินอี้กล่าวกับฟู่จี๋ิ่
ฟู่จี๋ิ่ทำหน้างงจางฝูลู่ก็มองเฉินอี้ด้วยสีหน้าเดียวกัน
“เมื่อกลับไปแล้วให้เ้ารีบพาน้องของเ้าออกจากบ้านมาเสียก่อนแล้วจึงเข้าไปดูในห้องครัว เข้าใจหรือไม่”เฉินอี้กล่าวกับฟู่จี๋ิ่ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ตอนนี้เริ่มมีเหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นตามไรผมและลำคอของเฉินอี้
“เหล่าจางนำเงินมาให้ข้าสักสองตำลึงเงินเถิด” เฉินอี้หันไปบอกจางฝูลู่
จางฝูลู่ยืนมองหน้าเฉินอี้งงๆอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงหันไปหยิบเงินมาให้เฉินอี้เขานำสองตำลึงเงินมอบให้ฟู่จี๋ิ่ คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆต่างมองดูเฉินอี้อย่างงุนงง รวมทั้งจางฝูลู่และฟู่จี๋ิ่ด้วย
“ท่านเ้าของร้านอนุญาตให้จี๋ิ่ลาหยุดงานสักสองวันเถิดนะ ข้าจะจ่ายเงินชดเชยให้ท่านแทนเองจี๋ิ่ เ้ารีบกลับไปจัดการธุระที่บ้านของเ้าเสียเงินนี่ถือว่าเป็น้ำใจจากข้าก็แล้วกัน”
จางฝูลู่มองการกระทำของเฉินอี้แล้วก็งงเป็ไก่ตาแตก เขาไม่เข้าใจว่าเฉินอี้กำลังทำอะไร และทำเช่นนี้ทำไมเหตุใดต้องให้เงินคนแปลกหน้าถึงสองตำลึงเงิน
“เ้าต้องรีบกลับไปตอนนี้จี๋ิ่มิเช่นนั้นจะเกิดอันตรายขึ้นกับน้องของเ้าด้วย” เฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แต่ฟู่จี๋ิ่ก็ยังไม่ขยับตัวสีหน้าบ่งบอกว่ามิเชื่อในสิ่งที่เฉินอี้กล่าวเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังนึกในใจว่า ‘อุตส่าห์มีใบหน้างดงามเช่นนี้มิน่าเป็คนสติไม่ดีเลย น่าเสียดายนัก’
เฉินอี้เริ่มอ่อนแรง เขาใช้ไม้เท้าพยุงตัวไว้จางฝูลู่เห็นเฉินอี้ท่าทางไม่ค่อยดีนักจึงยื่นมือจับเขาด้วยความเป็ห่วงเฉินอี้ถอนใจหนักๆ แล้วจึงกล่าวขึ้น “กลับไปบ้านเ้าเดี๋ยวนี้จี๋ิ่!ไฟกำลังจะไหม้บ้านเ้าแล้ว!”
ได้ยินดังนั้นฟู่จี๋ิ่ก็ทิ้งผ้าเช็ดชามแล้ววิ่งออกไปทันทีเ้าของร้านและจางฝูลู่ต่างยืนนิ่งอึ้งด้วยความใ ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆที่ได้ยินเสียงสนทนาของเฉินอี้กับฟู่จี๋ิ่ก็หยุดดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เฉินอี้หมดเรี่ยวแรงจะยืนจางฝูลู่จึงรีบพาเฉินอี้ไปนั่งที่เก้าอี้ในร้านตอนนี้เหงื่อผุดพราวเต็มใบหน้าและลำคอของเฉินอี้จางฝูลู่ไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ก็ยื่นมือซับเหงื่อให้เขา “อาอี้ เ้าเป็อันใดมากหรือไม่”
“ขอพักสักหน่อย”เฉินอี้กล่าวเสียงเบาและนั่งหลับตา
ิญญาแม่เฒ่าเคลื่อนกายมาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของเฉินอี้นางค้อมกายให้เฉินอี้ด้วยความนอบน้อมและกล่าวขอบคุณเขาด้วยเสียงอันสั่นเครือ
“ขอบคุณคุณชายมากจริงๆ เ้าค่ะข้าตามหลานชายของข้ามาสามวันแล้ว ไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรให้เขารู้ดีว่าข้าตายไปแล้วฮือๆๆๆ” ิญญาแม่เฒ่ากล่าวไปร้องไห้ไป เสียงสะอื้นไห้ของนางเสียดแทงใจเฉินอี้ยิ่งนัก
อาหลิ่งจึงบอกให้ิญญาแม่เฒ่าตามฟู่จี๋ิ่กลับไปที่บ้านโดยมิต้องกังวลอันใดแล้วตอนนี้นางอยากให้เฉินอี้ได้พักผ่อนิญญาแม่เฒ่าจึงน้อมคำนับเฉินอี้อีกครั้งและค่อยๆ เลือนหายไป
อาหลิ่งรู้ดีว่าสาเหตุที่ทำให้เฉินอี้อ่อนแรงอย่างรวดเร็วเช่นนี้นั่นเพราะว่าเฉินอี้มีของลงอาคมมนต์ดำพกติดอยู่กับตัวถึงสองชิ้น
ถึงแม้จะสกัดกั้นอาคมได้บ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมดและเฉินอี้ยังสื่อสารกับิญญาด้วยตนเองอีกด้วยเกราะคุ้มภัยที่อาหลิ่งสร้างจึงอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว
ไม่ว่าิญญาที่ได้รับการช่วยเหลือจะตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่พลังชีวิตของเฉินอี้ก็จะถูกดูดออกไปยังิญญาที่สามารถัักับพลังชีวิตของเขาได้
อาหลิ่งเริ่มสังเกตได้มาระยะหนึ่งแล้วว่าจิตใจของเฉินอี้มีจุดอ่อนต่อดวงิญญาที่พลัดพรากจากกันกับครอบครัวเมื่อเขาได้ยินเสียงร้องขอของิญญาเหล่านี้ เขาจะให้การช่วยเหลือทุกครั้งแม้กระทั่งต้องเสี่ยงชีวิตของตนเองเพื่อช่วยเหลือเขาก็ยอมทำให้
เมื่อิญญาแม่เฒ่าหายไปแล้วอาหลิ่งก็รีบสร้างเกราะคุ้มภัยขึ้นอีกครั้งทันที ตอนนี้ิญญาดวงอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มพากันเข้ามาหาเฉินอี้เพื่อขอให้เขาช่วยเหลือตนเองบ้าง
“อาหลิ่ง” เฉินอี้พูดเบาๆอาหลิ่งมองเฉินอี้และรวบรวมพลังทั้งหมดสร้างเกราะคุ้มกันที่มีพลังแข็งแกร่งมากทำให้ิญญาที่ถลาเข้ามาหาเฉินอี้ถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป
ครืดดดดด! เอี๊ยดดด! เคร้ง!บรรดาโต๊ะเก้าอี้ในร้านต่างพากันเคลื่อนออกไปจากที่เดิมราวกับมีอะไรกระแทกชนคนที่อยู่รอบๆ เฉินอี้ต่างมองรอบตัวด้วยความใ ที่อยู่ๆ ก็เห็นข้าวของรอบตัวขยับเคลื่อนที่ได้เอง จางฝูลู่ที่มิเคยััได้ถึงิญญายังรู้สึกขนลุกซู่ที่คอและแผ่นหลังราวกับมีใครเอาน้ำเย็นมาราดตัว
“เหล่าจาง พาข้ากลับบ้านที”เฉินอี้กล่าวกับจางฝูลู่ เขารีบพยักหน้าตอบว่า “ได้” และพาเฉินอี้ออกไปจากร้านเขาต้องทิ้งความใและความฉงนไว้เื้ัก่อน ถึงบ้านแล้วค่อยว่ากัน
*****
ห่างออกไปไกลหลายลี้ร่างชายผู้หนึ่งนั่งอยู่ในกระท่อม ขณะกำลังพร่ำสวดบางอย่างอยู่นั้นพลันเขาก็รู้สึกถึงพลังของิญญาที่แข็งแกร่งมากจนเขาััได้ชายผู้นั้นลืมตาและกล่าวกับตนเองเบาๆ ด้วยรอยยิ้มที่ดูน่ากลัว
“พลังิญญาแรงกล้าเช่นนี้เพิ่งเคยััได้เป็ครั้งแรกหากได้ิญญาดวงนี้มาไว้ใน ก็คงมิมีสิ่งใดต้านทานได้แน่นอน”
แล้วเขาก็หยิบดินปั้นเป็ก้อนกลมๆสีดำขึ้นมาสองลูกและร่ายคาถาอยู่ครู่หนึ่งเมื่อเขาโยนดินสองลูกนั้นลงไปบนพื้นด้านหน้าของตน ก็ปรากฏเป็สุนัขสีดำสองตัวตาสีแดงฉาน มีไอหมอกสีดำลอยออกมารอบๆ ทั้งสองตัวราวกับปิศาจ เขี้ยวยาวขาวแหลมดูน่ากลัว
“ไปตามหาิญญาดวงนั้นมาให้ข้าไป!” เมื่อเขากล่าวจบ สุนัขปิศาจสองตัวนั้นก็วิ่งออกไปจากกระท่อม
*****
นักพรตรูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอย่างสงบนิ่งอยู่บนก้อนหินริมแม่น้ำคิ้วและเคราของเขาเป็สีขาวแต่ใบหน้ากลับดูอ่อนเยาว์กว่าอายุมากนัก
ฉับพลันท่านนักพรตก็ััได้ถึงพลังิญญาที่แรงกล้าของอาหลิ่งเช่นกันเขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ‘พลังิญญาแข็งแกร่งขนาดนี้มิเคยได้ััมานานแล้ว ทิศทางของพลังมาจากในเมืองซุนฉือที่อยู่ทางทิศตะวันตก’
ท่านนักพรตนั่งอยู่อีกครู่หนึ่งจึงตัดสินใจลุกขึ้นเมื่อลูกศิษย์เห็นอาจารย์ของตนขยับตัวก็รีบเดินเข้าไปหาด้วยความดีใจเพราะเขารู้สึกเบื่อมากแล้ว
ตงฮุ่ยฉืออายุสิบปีแม้จะเป็ลูกศิษย์แต่ก็มิได้มีกิริยาเรียบร้อยอันใดซ้ำออกจะซุกซนไปตามประสาเด็กผู้ชายที่อยากรู้อยากเห็นอยากเที่ยวเล่นไปเรื่อยเปื่อยเหมือนเด็กอื่นทั่วๆ ไป
เขาติดตามอาจารย์ออกจากวัดที่บนเกาะฮั่นจงมาได้สิบวันแล้วตลอดสิบวันอาจารย์ก็เอาแต่นั่งสมาธิ สวดมนต์ตามป่าตามเขาตงฮุ่ยฉือที่ติดตามอาจารย์ลงมาด้วย มีความหวังอยากจะเห็นผู้คนและร้านรวงต่างๆในเมืองบ้าง ตอนนี้เขารู้สึกห่อเหี่ยวเหลือเกินแล้ว
“อาจารย์ ท่านจะไปไหนหรือขอรับ”ตงฮุ่ยฉือเห็นอาจารย์ออกจากสมาธิและลุกขึ้นยืนทั้งยังสะบัดแขนเสื้อและจัดแต่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ก็ถามขึ้นอย่างมีความหวัง
“อาจารย์จะพาเ้าเข้าไปในเมืองเ้าอยากไปหรือไม่”