ตอนที่ยี่สิบสี่ ลูกน้องที่ทำให้เ้านายเสียคน หวังม่อ
แน่นอนผมไม่ได้สั่งให้พวกลูกน้องทำอะไรโดยไม่คิดแน่ พวกนี้อาจจะเบื่อ ผมเลยต้องว่ากล่าวกันไว้ก่อน
“ต่อไปนี้กิจกรรมต่างๆพวกเ้าอย่าได้มองว่าเป็เื่เล็กน้อย ในา ในชีวิต ในการฝึกวิชา มันมีเพียงแค่ภารกิจไม่เกี่ยวกับว่าเื่เล็กหรือใหญ่ ให้เ้ามองว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็เป้าหมาย และใช้ไหวพริบสติปัญญานำมาซึ่งความสำเร็จ ปฏิบัติภารกิจให้เสร็จสิ้น คือการทดสอบสติปัญญาและ กำลังกาย กำลังกายใจของพวกเราทั้งหลายนั้นเอง ขัดเกลาตนเองจนถึงที่สุด เพื่อให้เป็แบบอย่างของผองชนทั่วไปได้”
ผมพยายามอบรมแบบเดียวกับที่อบรมลูกเสือ
ทหารอเมริกันอย่างนายพลลี มีความลาด สามารถเอาชนะกองทัพที่มีกำลังพลเหนือกว่าได้ โดยการพยายามทำความเข้าใจกับผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้าใจถึงความหมายของภารกิจอย่างเคร่งครัดว่าในกรณีที่ไม่มีคำสั่งชัดเจนจากศูนย์บัญชาการจะทำอย่างไรต่อไป
และแน่นอน นายพลลีที่เก่งกาจก็ยังแพ้เมื่อเจอกับฝ่ายตรงข้ามที่เน้นอุตสาหกรรมการา ใช้ทรัพยากรที่มากกว่าเอาชนะจนนายพลลีขยับตัวไม่ได้
ทำให้ผมคิดว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมการาและกำลังคนั้แ่แรก ก็คือหนทางการเอาชนะาในวิธีหนึ่งเช่นกัน
“ข้า้าเห็นพวกเ้าเหล่าลูกพยัคฆ์นั้นกลายเป็ผู้นำได้ สามารถนำหน่วยของตนเองบัญชาการไปไม่ว่าพวกเ้าจะอยู่ที่ไหนหรือต้องกระทำภารกิจอันใดก็ตาม แม้ว่าพวกเ้าจะไปไหน ไม่ว่าพวกเ้าจะทำอะไร เ้าจะนำคำปฏิญาณของลูกพยัคฆ์ติอดตัวไปด้วยสมอ”
ผมพยายามสื่อแนวความคิดของการบัญชาการแบบอิสระไป แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้ผลกับวัฒนธรรมของโลกนี้หรือเปล่า
สามารถรองรับจึงยิ่งใหญ่ จิตใจไม่เปิดกว้างไหนเลยเป็ปรมาจารย์ได้?
แนวทางของแดนไซฮก ไม่ใช่ว่าเพราะพวกเขาเป็คนดี คนเก่งกว่าชาวแดนจงหยวน แต่เพราะระบบของพวกเขา บีบบังคับให้ทุกคนมีจิตใจแบบปรมาจารย์ที่สามารถเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นทุกแนวได้
ผมสังเกตว่าแนวการบังคับบัญชาของโลกนี้คือจากบนลงล่าง แน่นอน ผู้บังคับบัญชาอาจเก่งเหนือภพจบพสุธาแบบที่โม้ไว้ในเื่
ซึ่งผมไม่ได้เก่งแบบนั้นผมจึงต้องใช้งานคนธรรมดาด้วยระบบนายพลแห่งแดนไซฮก
เราไม่สามารถคาดหวังว่าทุกคนจะทำตามได้แบบที่เราวางแผนไว้ถูกต้องทุกประการ
อย่างที่บอกโชคคือสิ่งสำคัญและสถานการณ์ในสนามรบหรือหน้างานนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
สร้างความยืดหยุ่นและรวดเร็วในการทำงานนั้นเป็อะไรที่สำคัญมาก
“สามารถรองรับจึงยิ่งใหญ่ เ้าอาจจะไม่รู้ ที่ข้ารับพวกเ้ามาทำงานไม่ใช่เพราะพวกเ้าโขกศีรษะขอร้องแต่ข้ามองเห็นความสามารถในตัวพวกเ้าว่าพวกเ้าจะเป็คนที่ยิ่งใหญ่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินได้”
“พวกข้าทราบแล้วนายน้อย”
ผมสังหรณ์ว่าพวกนี้ไม่ได้เข้าใจจริงๆหรอก
แต่อย่างที่จ่ากองร้อยว่า แนวทางการฝึกไม่ได้ทำให้คุณเป้นยอมมนุษย์ แต่ทำให้แม้แต่คนปัญยาทึบก็สามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้โดยความผิดพลาดน้อยที่สุด
โดยการฝึกจะค่อยๆแนะแนวทางที่จะเกิดความผิดพลาดได้ลดนิสัย สร้างวินัยที่ทำให้งานสำเร็จ
ผมต้องพยายามทำให้นายน้อยพวกนี้ทำตนให้เป็ประโยชน์
..ผมมองภาพใบหน้าของพวกนี้ที่ยังมีรอยเืติดเสื้ออยู่ ทำให้ตระหนักได้ถึงความอันตรายของโลกใบนี้อีกครั้ง ว่าแต่ละคนมันบ้าบอแค่ไหน
..ถึงผมจะคิดว่ามันไม่น่าใช่งานง่ายๆก็เถอะแต่ผมคงต้องพยายามให้เต็มที่เท่าที่ทำได้ เพราะชีวิตของผมและพวกเขาอยู่ที่การกระทำของพวกเขาในอนาคตนั่นล่ะ
..
จากนั้นผมก็ให้พวกเขาทำงานง่ายๆ อย่างสัญญาณมือ รหัสสื่อสาร
“ยาวหนึ่งครั้ง เราฟังได้ความว่าหยุด เป่ายาวเป็ชุดเรารุดไปต่อไป
สั้นติดต่อกัน เราพลันเข้าแถวทันใด
สั้นยาวนั้นไซร้ เราต้องรีบไปเพราะเกิดเหตุการณ์---“
ผมร้องเพลงให้เขาช่วยจำเหมือนตอนที่สอนเด็กๆในบางท้องที่ที่ผมเคยไปทำจิตวิทยาชุมชน
สายตาของพวกเขาที่จ้องมองผมตาแป๋วทำเอาผมรู้สึกขนลุกเหมือนกัน
“เอ มีใครสงสัยอะไรไหม?”
ผมถามเพื่อแก้เขิน
“นายน้อยท่านยอดเยี่ยมมาก ถึงพร้อมทั้งศิลปวิทยาการทั้งบุ๋นและบู๊ ดนตรีนั้นเต็มไปด้วยความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ท่านช่างเป็อัจฉริยะจริงๆ”
หวังม่อทำหน้าที่ได้สมกับเป็บ่างช่างยุ ที่ปรึกษาที่คอยชเลียร์เ้านายตามท้องเื่
อ๊ะ ผมนึกออก ดนตรีมันอยู่หลังพิธีกรรมตามแนวทางของขงจื้อนี่?
พวกนี้มองว่าผมเป็สายนักปราชญ์มาตรฐานสินะ?
ผมทำท่าชื่นชมหวังม่อ
อืมก็ไม่เลว เดี๋ยวผมจะค่อยๆสอดแทรกความรู้และแิพื้นฐานของผมผ่านพวก พิธีกรรม ดนตรี ยิงธนู ขีม้า ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ดู
ผมน่าจะทำให้คนที่เฝ้าดูอยู่รอบข้างคิดว่าผมเป็แค่นอนตำราคร่ำครึได้ตามแผนเดิมที่วางไว้
ผมจะค่อยๆสอนพวกนี้ั้แ่พื้นฐานเลย มันไม่มีทางลัดสำหรับลูกกระจ๊อกกี๊กี๊แบบเดียวกับนางเอก
“ถูกต้องแล้ว เราควรจะศึกษาและเพิ่มพูนสติปัญญาของเราเช่นเดียวกับความแข็งแกร่งทางร่างกาย มีพลังแต่ไร้สติปัญยาจะขาดการพิจารณาว่าใช้ออกเมื่อใดหรือใช้เพื่อการใด มีสติปัญยาแต่ขาดกำลังจะไม่สามารถใช้ออกได้เมื่อจำเป็ต้องใช้ คนเราจึงถึงพร้อมด้วยกำลังปละปัญญา..”
ผมพล่ามไปตามแบบที่นักปราชญ์ขงจื๊อชอบพล่ามกัน
เฮ้ย พวกนี้ทำตาแป๋วและฟังอย่างตั้งใจ
แม้จะมีคนที่ทำหน้ามึนงงบ้างอย่างหวังไต้ แต่คนอื่นโดยเฉพาะหวังม่อก็ทำตนเองเป็ลูกคู่
“นายน้อยสั่งสอนถูกต้องแล้ว พวกเราจะนอบน้อมคำสอนของนายน้อยที่เปี่ยมด้วยกำลังและปัญญา”
มิน่าในโลกนี้คนเราเลยบ้าบอได้ขนาดนี้ เพราะมีลูกคู่ที่คอยอวยอยู่เรื่อยอย่างไอ้เ้าหวังม่อตามท้องเื่นี่เอง
แต่หากวิจารณ์ตามจริง หวังม่อก็น่าจะเก่งล่ะนะ คนที่พูดไปเรื่อยได้ว่าเ้านายไม่ว่าจะทำอะไรก็ชมไม่หยุด
พูดหนึ่งชมไปสิบ ก็นับว่าเป็ลูกน้องที่มีทักษะที่สมกับเป็ลุกน้องอยู่
ไม่แปลกที่ในเื่จะได้เป็คนสนิทของพี่ใหญ่และตัวร้ายคนอื่นที่ร่วมมือกัน