การสอบเชิงหยวนที่เมืองเฉิงตู รวมเอาผู้เข้าสอบจากมณฑลเสฉวนกับมณฑลกุ้ยโจวเข้าไว้ด้วยกัน มีนักศึกษาทั้งในวัยอ่อนเยาว์อย่างหลัวเซียนกับสหาย และผู้ที่ชราอายุมากพอที่จะเป็บิดาของผู้เข้าสอบหลายคนได้ การสอบเชิงหยวนไม่มีข้อห้ามเื่อายุก็จริงอยู่ หากแต่ผู้ที่อายุเกินสี่สิบปีแล้วยังสอบเชิงหยวนไม่ผ่าน มิได้เป็ชิ่วไฉทั้งที่อายุปานนี้ก็มักจะเลิกสอบไปเอง
ปีนี้เมืองถงซือมีเพียงพวกของหลัวเซียนสามคนที่เข้าสอบ สองปีก่อนหน้าลูกหลานของนายอำเภอกับหมู่บ้านโดยรอบราวสี่ห้าคน มีผู้สอบผ่านเพียงคนเดียว ซึ่งต้องรอสอบเจี้ยหยวนในปีหน้าที่เมืองเฉิงตู หลัวเซียนไม่เคยคิดว่าตนเองจะสอบเชิงหยวนไม่ผ่าน สหายอีกสองคนของตนก็มีความรู้ไม่เลว ไม่แน่ว่าปีนี้เมืองถงซือจะมีชิ่วไฉเพิ่มไปอีกสามคน หากเป็เช่นนั้นจริง นับว่าในรอบหลายร้อยปีเลยทีเดียวที่เมืองถงซือจะมีชิ่วไฉมากมายถึงหกคน
ที่ว่าการเมืองเฉิงตูนั้นใหญ่โตกว้างขวาง แต่ขนาดนั้นยังต้องก่อสร้างศาลาขนาดใหญ่เป็การชั่วคราวที่สวนด้านหน้า และด้านข้าง เพื่อรองรับผู้คนเกือบหมื่นที่มาสอบในครานี้ ที่นั่งของผู้เข้าสอบมีชื่อเขียนเอาไว้ตามด้วยชื่อเมือง หลัวเซียนได้นั่งที่ด้านในของที่ว่าการ กว่าทุกผู้คนจะเข้าที่นั่งจนพร้อมพรักก็ปาเข้าไปเกือบสองชั่วยาม
การสอบทั้งสองวันนี้ หลัวเซียนต้องกินนอนอยู่ในนี้จนกว่าการสอบจะเสร็จสิ้น การเข้าห้องน้ำก่อนการสอบประจำวันเสร็จสิ้นนั้นทำไม่ได้ หากจำเป็จะมีผู้คุมสอบติดตามไปด้วย โดยห้องน้ำชั่วคราวจะถูกสร้างเอาไว้มีเพียงผ้าสีทึบล้อมรอบ ทั้งยังสูงเพียงครึ่งตัวเท่านั้น คนภายนอกสามารถมองเห็นได้ นี่เพื่อป้องกันผู้ที่หาข้ออ้างเข้าห้องน้ำเพื่อทุจริต
หลัวเซียนมีกำลังภายในสามารถบังคับร่างกายได้ ต่อให้ต้องตายหลัวเซียนก็ไม่มีวันที่จะเข้าห้องน้ำต่อหน้าคนอื่นนับพันเช่นนี้ได้ หลัวเซียนย่นจมูกทันทีที่มองเห็นว่าห้องน้ำอยู่ทางใด
เสียงตีระฆังสามครั้งดังกังวาน ผู้ที่เข้าสอบต่างนั่งตัวตรง รอคอยข้อสอบที่กำลังแจกจ่าย ข้อสอบถูกคว่ำหน้าไว้บนโต๊ะเตี้ยด้านหน้าของผู้เข้าสอบ ก่อนที่เสียงระฆังจะดังขึ้นอีกครา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดพลิกดูข้อสอบก่อน การสอบเชิงหยวนนั้นจะเน้นการทดสอบความจำของผู้เข้าสอบ ข้อสอบจากสี่ตำรา ห้าคัมภีร์นั้นจะหยิบยกมาเพียงสี่หัวข้อในแต่ละตำรา โดยข้อสอบทั้งหมดที่มีนั้น จะมีข้อสอบทั้งหมดหกถึงสิบชุดสลับกันไป อยู่ที่ว่าผู้เข้าสอบจะได้ข้อสอบชุดได้ก่อน
ฉะนั้นจึงแทบเป็ไปไม่ได้ที่จะมีการเดาข้อสอบล่วงหน้า การซื้อขายข้อสอบในการสอบนั้นมีโทษสูงถึงขั้นเนรเทศยึดทรัพย์ นักศึกษาที่ทุจริตจะไม่สามารถเข้าสอบได้อีกตลอดชีวิต เสียงตีระฆังสามครั้งดังกังวานอีกครา หลัวเซียนพลิกข้อสอบขึ้นมาอ่านดู พร้อมด้วยรอยยิ้มอย่างมั่นใจ หลัวเซียนค่อย ๆ บรรจงฝนหมึกอย่างช้า ๆ ก่อนที่จะเริ่มเขียนคำตอบลงไปในกระดาษคำตอบ
ณ เมืองหลวงเปี้ยนจิง ที่ทำการผู้ตรวจการเมืองเปี้ยนจิง
ในห้องทำงานส่วนปีกของที่ว่าการ ขุนนางวัยกลางคนสีหน้าเที่ยงธรรม คิ้วหน้าตาโต ผิวขาวออกทองแดง ดูโดยรวมน่าเกรงขามทั้งที่มิได้มีหน้าตาน่ากลัวแต่อย่างใด
เปาเจิ่งในวัยสี่สิบกว่าปี รับตำแหน่งผู้ตรวจการเมืองเปี้ยนจิงมาได้หกปีกว่าแล้ว ที่ผ่านมาทำคดีมาไม่น้อย เมื่อแปดปีก่อนเปาเจิ่งสะสางคดีะเืฟ้าะเืดินคดีหนึ่ง ที่ถึงกับทำให้แผ่นดินซ่งมีไท่เฮาพร้อมกันถึงสองพระองค์ ฮ่องเต้ซ่งเหรินจงได้พบกับพระมารดาที่แท้จริงอีกครั้ง หลี่ไท่เฮาพลัดพรากจากวังหลวงด้วยเลห์กลของขุนนางฉ้อฉล ทรงทุกข์ทนอยู่ภายนอกวังหลายสิบปี ทั้งยังเข้าพระทัยไปว่าพระโอรสนั้นถูกสังหารไปั้แ่แรกคลอด แต่เพราะจดหมายฉบับหนึ่งกับผ้าห่อทารกเก่าคร่ำคราพื้นหนึ่ง ที่ส่งมาถึงอ๋องแปดผู้เป็พระปิตุลาของฮ่องเต้ ทำให้มีการสืบหาจนพบเจอหลี่ไท่เฮาในที่สุด
ฮ่องเต้ซ่งเหรินจงในวัยพระเยาว์นั้นได้รับการดูแลจากพระสนมหลิว มีความผูกพันกับพระนางไม่ต่างจากมารดาที่แท้จริง เมื่อขึ้นครองราชย์จึงตั้งพระสนมหลิวขึ้นเป็หลิวไท่เฮา แม้คดีนี้จะไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงหลิวไท่เฮา แต่การที่พระมารดาที่แท้จริงต้องตกระกำลำบากอยู่ภายนอกวังอยู่หลายสิบปี จากการแยกอำนาจของวังหลัง จะอย่างไรหลิวไท่เฮาคงมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไม่มากก็น้อย นั่นก็ทำให้ในวังหลวงเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจไปจากเดิม
เปาเจิ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงอำนาจ ไม่เข้าข้างผู้ใดไม่ว่าจะเป็หลิวหรือว่าหลี่ แต่ในสองสามปีมานี้ เมืองหลวงเกิดคดีสังหารเชื้อพระวงศ์สกุลจ้าว หรือผู้ที่มีเชื้อสายใกล้ชิดกับฮ่องเต้ไปหลายคน ป่านนี้ยังจับคนร้ายหรือผู้บงการไม่ได้ คดีนี้แต่เดิมอยู่ในการดูแลของศาลต้าหลี่ แต่ว่าตอนนี้เผือกร้อนนี้กลับมาอยู่ในมือของเปาเจิ่งแล้ว
เสียงเปาเจิ่งถอนหายใจเบา ๆ จากนั้นจึงเดินไปที่ประตูห้องทำงานออกมาด้านนอก มองไปที่ท้องฟ้าที่เริ่มจะมืดลง
“ตามองครักษ์จั่นมาให้ข้า”
“ขอรับใต้เท้า”
จากเมืองเปี้ยนจิงมาจนถึงเมืองเฉิงตูนั้น หากเดินทางด้วยเท้ากินเวลายาวนานร่วมเดือน แต่หากวิ่งด้วยม้าเร็ว อย่างน้อยคงต้องใช้เวลาเกือบสิบวัน ม้าเร็วควบขี่ด้วยความเร็วออกจากเมืองเปี้ยนจิงในยามดึก บนหลังม้า ผู้ขับขี่แต่งกายรัดกุม ชุดที่สวมใส่กลืนไปกับความมืด ด้านหลังไม่ไกลกันนัก มีเงาร่างอีกร่างหนึ่งวิ่งติดตามไปอย่างกระชั้นชิด ความเร็วของผู้ที่ติดตามแทบไม่ทิ้งห่างไปจากความเร็วของม้าที่ออกนำหน้าเลยแม้แต่น้อย นับว่ามีวิชาตัวเบาอันน่าตกตะลึงนักสมกับฉายาแมวหลวง
“อาจารย์ ท่านไม่ต้องกังวล ข้ารับรองว่าจะไม่ทำให้สกุลถังยุ่งยากใจแม้แต่น้อย ท่านดู เป็คุณชายถังส่งจดหมายเชื้อเชิญมา หากข้าไม่ไปคงเป็การเสียมารยาทแล้ว” หลัวเซียนยืนก้มหน้ารอคอยหงสือเมิ่งอ่านจดหมายเชิญของถังจื่อฉวน
หงสือเมิ่งอ่านจดหมายอีกครา ก่อนที่จะยินยอมให้หลัวเซียนไปที่ป้อมสกุลถังได้
“หลัวเซียน เ้ากับคุณชายถัง แม้คบหาเป็สหาย แต่อย่างไรเ้าไปเป็แขก ไม่อาจทำตัวเสียมารยาทได้ อีกสามวัน ข้าจะให้หลู่อินไปรับเ้ากลับมา” หงสือเมิ่งกล่าวอนุญาตอย่างเสียมิได้
หลายวันที่ผ่านมาสกุลถังเองยังดูแลพวกตนเป็อย่างดี ก่อนไปสอบมีรถม้ามารอรับ สอบแล้วเสร็จยังมีรถม้ารอรับกลับ วันที่สอบเสร็จ สกุลถังยังตั้งโต๊ะเลี้ยงรับรองที่หอสราญหอม
หงสือเมิ่งอับจนปัญญา ไม่อาจหาเหตุผลไม่ให้หลัวเซียนไปที่สกุลถังตามคำเชิญได้ ในจดหมายก็เพียงกล่าวเชิญหลัวเซียน มิได้กล่าวถึงผู้อื่นแม้แต่น้อย ทำให้หงสือเมิ่งไม่อาจส่งคนติดตามไปด้วยได้ เมืองเฉิงตูเป็ถิ่นของสกุลถัง ัต่างถิ่นไม่อาจต่อกรกับงูเ้าถิ่น แล้วนี่สกุลถังที่ไม่แน่ว่าเป็ยิ่งกว่าัเสียอีก หงสือเมิ่งไหนเลยกล่าวปฏิเสธได้
หลัวเซียนกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ กลั้นใจตีสีหน้าเรียบเฉยราวกับตนเองกำลังเดินทางไปจำศีลที่วัดก็มิปาน
“ขอรับอาจารย์ ข้าจะจดจำไว้” หลัวเซียนก้มคำนับอีกคราก่อนที่จะเดินติดตามคนของสกุลถังไปยังป้อมสกุลถัง
คน “สกุลถัง” ที่นำทางหลัวเซียนออกมา เมื่อเดินห่างออกมาได้ระยะหนึ่งก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ออกเต็มใบหน้า จากนั้นจึงหันมาทางหลัวเซียน กล่าวด้วยเสียงเบา “คุณชาย ข้าทำตามที่ท่านสั่งแล้ว ข้าไม่กล้าปลอมเป็คนสกุลถังต่อไปแล้ว หากถูกคนสกุลถังจับได้ ข้าไม่รอดแน่”
หลัวเซียนทำเสียง จิ๊จ๊ะ ในลำคอ ล้วงเข้าไปในอกเสื้อ โยนเงินก้อนขาววาววับให้กับ ผู้นำทางของ “สกุลถัง”
“เอาละ เ้าไปได้แล้ว เ้าไม่พูด ข้าไม่บอก จะมีผู้ได้ทราบ”
ที่แท้คนผู้นี้เป็หลัวเซียนจ้างมา จดหมายเชิญนั่นก็เป็หลัวเซียนเขียนขึ้นมาเอง ้าลายมือแบบใด หลัวเซียนบรรจงเขียนขึ้นมาได้ทั้งนั้น หากไม่ใช้วิธีนี้หลัวเซียนไม่อาจปลีกตัวไปที่เก็บซ่อนสมุนไพรของพรรคห้าเซียนได้ การสอบเชิงหยวนเพิ่งจะเสร็จสิ้น ทางการยังต้องตรวจตราข้อสอบ สกุลถังไหนเลยมีเวลาว่างมาเชื้อเชิญหลัวเซียนไปพบได้ ต่อให้ถังจื่อฉวน้าเช่นนั้น แต่การอารักขาความปลอดภัยของเมืองเฉิงตูในเวลานี้ ยังเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม การส่งข้อสอบไปตรวจ การนับคะแนน การประกาศรายชื่อผู้ที่สอบผ่าน ต้องใช้คนจำนวนมาก สกุลถังต้องส่งคนไปคอยดูแลความปลอดภัยของขุนนาง กระทั่งเวลาจะนอนถังจื่อฉวนยังไม่มี
หลัวเซียนเดินออกมาด้านนอกกำแพงเมืองเฉิงตู มองซ้ายมองขวา ผู้คนขวักไขว่ การสัญจรวุ่นวาย ไม่มีผู้ใดสนใจผู้ใด หลัวเซียนหาซื้อหมวกสานใบหนึ่งสวมใส่ไว้ จากนั้นเดินทางไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเฉิงตู ไปยังหุบเขาหลงเหมิน (龍門山) หรือหุบเขาประตูั ซึ่งเป็ที่ตั้งหลายร้อยปีของพรรคห้าเซียน
หุบเขาหลงเหมินเป็เขตของพรรคห้าเซียน โดยเฉพาะบริเวณโดยรอบของเขาจุ้ยถิง บุคคลภายนอกมักหลีกเลี่ยงที่เข้าใกล้ แม้แต่สกุลถังยังไม่กล้าล่วงล้ำ หุบเขาหลงเหมินกินเนื้อที่กว้างใหญ่ มียอดเขาสูง ป่ารกทึบ ยอดเขาที่สูงที่สุดเรียกว่ายอดเขาจุ้ยถิง เป็ยอดเขาเรียงรายติดกันเก้ายอด จากต่ำไปสูง พรรคห้าเซียนตั้งอยู่กึ่งกลางในเก้ายอดของเขาจุ้ยถิง ยอดที่สูงที่สุดในเก้ายอดเป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพรรคห้าเซียนสำหรับบูชาเทพแห่งหุบเขา หลัวเซียนตั้งใจจะไปที่ยอดนี้เพื่อค้นหาสมุนไพรเพื่อเพิ่มพูนกำลังภายในให้ตนเอง ซึ่งหลัวเซียนมีเวลาเพียงสามวันเท่านั้น
แม้จะผ่านมาสองร้อยกว่าปีแล้ว แต่ยอดเขาจุ้ยถิงทั้งเก้ายอดยังมองเห็นเด่นชัด หลัวเซียนอาศัยยอดเขานำทาง ะโผ่านจากยอดไม้หนึ่งไปยังยอดไม้หนึ่ง พยายามหลีกเลี่ยงผู้คน โดยเฉพาะคนของพรรคห้าเซียน หากพบเจอขึ้นมา หนึ่งหลัวเซียนไม่ทราบจะอธิบายเช่นไร อีกทั้งหลัวเซียนไม่้าทำร้ายคน คนของพรรคห้าเซียนจะอย่างไรนับเป็ลูกหลาน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งของหลัวเซียนในชาติที่แล้ว แม้ว่าจนตกตายหลัวเซียนจะไม่ได้แต่งภรรยาก็ตาม
ผ่านมาระยะหนึ่ง หลัวเซียนหยุดยืนพักหายใจ เงยหน้ามองไปเบื้องหน้า หลัวเซียนเพิ่งจะมาถึงตีนเขาจุ้ยถิง ยอดเขาสูงลับสายตา ยอดเขายอดที่เก้าสูงที่สูงลิบจนเหยียดฟ้า หลัวเซียนต้องอ้อมผ่านยอดเขาที่เหลือ ทั้งยังต้องระวังคนของพรรคห้าเซียนที่อาจผ่านมาเจอ บริเวณยอดเขาถือเป็เขตแดนชั้นในของพรรคห้าเซียน นับจากยอดเขาที่หกเป็ต้นไป เป็เขตหวงห้ามภายในของพรรค แม้แต่คนในพรรคห้าเซียนเองยังไม่อาจรุกล้ำเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
หลัวเซียนเคยเป็ประมุขพรรคห้าเซียนในอดีต เส้นทางลับอันใดล้วนทราบดี หลัวเซียนกระโจนลัดเลาะไปตามหน้าผา หายวูบเข้าไปที่ถ้ำแห่งหนึ่ง หากไม่ทราบว่ามีปากทางถ้ำอยู่ทางด้านนี้ ไม่ว่าใครก็ไม่คิดที่จะมาทางชะง่อนหินอันโดดเดี่ยวน่าหวาดเสียวเช่นนี้
“เหม็นอับยิ่งนัก” หลัวเซียนโบกแขนเสื้อไปมา ขับไล่ฝุ่นอับที่ปกคลุมทางภายในถ้ำเอาไว้ ถ้านี้เป็ถ้ำที่ขุดด้วยฝีมือคน ทะลุไปยังยอดเขาถัดไป ทางลับนี้ดูท่าทางจะไม่มีคนเข้าออกมาหลายสิบ หลายร้อยปีแล้วกระมั่ง
ทางเดินด้านในมีแสงส่องสว่างจาง ๆ ที่เกิดจากไข่มุกราตรี ไข่มุกนี้ส่องแสงพอให้มองเห็นทาง หลัวเซียนเดินตามทางคับแคบไปราวชั่วอึดใจ จนสุดทางด้านหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เถาวัลย์รกครึ้ม
หลัวเซียนแผ่พุ่งพลังจากฝ่ามือ กระแทกจนเกิดรูใหญ่เท่าฝ่ามือ จนมีแสงจากภายนอกสาดเข้ามา หลัวเซียนขยับไปใกล้ ใช้สายตามองดูด้านนอก ไม่พบเห็นผู้ใดนอกจาก กลุ่มเมฆขาวที่ลอยอยู่ ดูเหมือนด้านนี้ทางออกจะยังคงเป็ หน้าผาของยอดเขาใดยอดเขาหนึ่ง
หลัวเซียนแม้พอจำทางลับได้ แต่ไม่อาจบอกได้ว่าตอนนี้ ที่แท้ตนเองอยู่ที่ยอดเขาได้แล้ว แต่ด้วยความสูงที่มองเห็นเมฆขาวใกล้เพียงนี้ หากมิใช่ยอดที่แปด ก็คงเป็ยอดที่เก้าแล้ว
หลัวเซียนพลันได้ยินเสียงลมที่ทางด้านหลัง เสียงฝีเท้าแ่เบา ใกล้เข้ามา
“คงมีคนลอบเข้ามา คนผู้นี้รู้ทางลับเข้าหุบเขา หากมิใช่ผู้าุโของพรรคห้าเซียน ก็คงเป็ผู้ที่ประสงค์ร้ายกับพรรคเสียเก้าส่วน”
หลัวเซียนลากกิ่งไม้เถาวัลย์ปิดบังรูโหว่เมื่อสักครู่จนด้านในกลับมามืดดังเดิม จากนั้นเกร็งกำลังไว้ที่ฝ่ามือ เฝ้ารอผู้ที่กำลังเดินเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง
เสียงฝีเท้าพลันหายไป หลัวเซียนได้ยินเสียงลมหอบใหญ่พร้อมกับเสียงกระดิ่งเงินแ่เบา ในความมืดสลัวหลัวเซียนกระแทกฝ่ามือไปด้านหน้า เสียงฝ่ามือปะทะกันดัง “ทึบ” หนัก ๆ
ผู้ที่ลงมืออุทานเสียงดัง “เอ๊ะ” จากนั้นรั้งฝ่ามือกลับ
หลัวเซียนรู้สึกหวานวูบในอก กล้ำกลืนเืลงไปในคอ ร่างกายกระเด็นไปด้านหลังอย่างรุนแรงจนทะลุต้นไม้ที่ปิดบังทางเข้าอีกด้านหนึ่งเอาไว้ โชคดีนักที่อีกด้านหนึ่งมิใช่หน้าผาขาด หากแต่เป็ลานหินยื่นออกมามิเช่นนั้นหลัวเซียนคงร่วงหล่นจากหน้าผาไปแล้ว แม้ไม่ใหญ่โตนักแต่ยังพอให้หลัวเซียนหยุดยั้งร่างที่ลอยละลิ่วมา หลัวเซียนให้วิชาถ่วงพันชั่ง ตรึงเท้าไว้ที่พื้น โคจรกำลังภายในที่ปั่นป่วน
เมื่อโคจรกำลังภายในได้สามรอบ หลัวเซียนลืมตาขึ้นมามีสีหน้าประหลาดใจ อุทานออกมาดัง “เอ๊ะ”