บทที่ 15
ผู้มาเยือน
เสียงกรีดร้องของพวกภูติดังขึ้นเมื่อมีผู้บุกรุก จิ่วเหรินสะดุ้งใรีบลงจากต้นไม้อย่างเร่งรีบ จนเกือบพลาดท่าเสียหลักหน้าคะมำ โชคยังดีที่ซ่งจื้อนั้นรับเอาไว้ได้ทันท่วงที
“ข..ขอบคุณเ้าค่ะศิษย์พี่”
“หลบอยู่หลังข้า มันอันตราย” ซ่งจื้อดันตัวนางให้มาอยู่ด้านหลังของตน แววตาคุกกรุ่นมองไปยังเบื้องหน้าที่ตอนนี้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งจับภูติสองสามตนเอาไว้ ส่วนภูติที่เหลือนั้นก็มานั่งก้มหน้านิ่งตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
“ปล่อยพวกเขาเดี๋ยวนี้!”
“ข้าปล่อยแน่ ขอสนุกสักประเดี๋ยวไม่ได้หรือ? ใจแคบเสียจริง!” ภูติที่อยู่ในมือของพวกเขานั้นยังไม่โตเต็มที่ ไร้กำลังที่จะต่อกร น้ำเสียงที่คุ้นเคยในความมืดนั้นทำจิ่วเหรินใจคอไม่ดี
“พวกท่านเป็ใคร!”
“จิ่วเหริน”
ซ่งจื้อคว้าแขนของอีกฝ่ายไว้ ไม่ยอมให้เดินออกไป ตัวคนพูดนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ มีเพียงเสียงที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง แสดงว่าคนผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
“ฮ่าฮ่าฮ่า”
“...”
“ในที่สุดข้าก็พบหน้าเ้าจนได้ ความวุ่นวายในชีวิตของข้า”
จิ่วเหรินตัวแข็งทื่อกับคำพูดของอีกฝ่าย แต่เพียงปราดเดียวร่างของจิ่วเหรินก็ถูกคนผู้นั้นพาตัวไป ซ่งจื้อกับหวงหลงจะตามไปช่วย แต่ก็ถูกพวกมันขัดขวางด้วยการทรมานพวกภูติ ทำให้ทั้งสองต้องมองหน้ากันก่อนจะตัดสินใจเร่งจัดการพวกคนกลุ่มนี้
ดวงตาของจิ่วเหรินลืมขึ้น เมื่อสองเท้านั้นยืนอยู่บนพื้นหิน ด้านหน้าคือหุบเหวที่มีทิวทัศน์แสนงดงาม หญิงสาวมองซ้ายขวาก็พบแต่ความว่างเปล่า ครั้นนางจะหาวิธีกลับไปก็ถูกวัตถุบางอย่างจ่ออยู่ที่อกข้างซ้ายของนาง พิจารณาแล้วมันก็คือปลายดาบแหลมคม สีเงินเงาวับสะท้อนแสงจันทร์ จิ่วเหรินสะดุ้งใเมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้น
“ซือเหยียน!”
“ข้าเสียเวลาทำลายทุกสิ่งไปตั้งมากมาย เพื่อให้เ้าโผล่หัวมาชดใช้”
ขณะที่เขาเอื้อนเอ่ยคำพูดออกมา นางมองเห็นโลหิตวิหคสีชาดไหลเวียนหล่อเลี้ยงหัวใจเขา
จิ่วเหรินยกยิ้มออกมาอย่างขบขัน ชายผู้นี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจิ่วเหรินมอบลมหายใจให้แก่เขา และที่ซือเหยียนมายืนอยู่ตรงหน้านางในวันนี้ เขาก็ไม่ได้มาเพราะซาบซึ้งในสิ่งที่นางกระทำ
“ข้านั้นต้องชดใช้แน่นอนซือเหยียน ชดใช้ความโง่งมที่ทำลงไป”
“เหตุใดสตรีเช่นเ้าจึงเกะกะสายตานัก!”
“แล้วเหตุใดท่านจึงเป็เช่นนี้ไปได้..” ดวงตากลมโตมีหยาดน้ำเอ่อคลอ ทุกสิ่งมันเหมือนภาพความฝัน จิ่วเหรินที่อยู่ตรงหน้าเขากำลังพูดจาเหมือนกับว่าตัวเขานั้นเคยมีสัมพันธ์กับนาง
“หุบปากของเ้าซะ!”
อาการบีบรัดหัวใจนั้นเริ่มกลับมา ซือเหยียนไม่ลดดาบที่จ่ออกนางลง แม้สองมือนั้นสั่นจากความเ็ปที่แล่นปะทะหัวใจ จิ่วเหรินเห็นโลหิตวิหคสีชาดกำลังพันเกี่ยว ขัดขวางจังหวะการเต้นของหัวใจ นางจึงปรี่มาหาเขาโดยไม่สนว่าปลายดาบจะแทงอกหรือไม่
ซือเหยียนปล่อยดาบในมือลงโดยไม่รู้ตัว จิ่วเหรินประทับฝ่ามือนางลงบนหัวใจของเขา และเพียงชั่วขณะเดียวอาการก็พลันหายไปในทันที
“เ้า!.. เ้าทำได้อย่างไรกัน!”
“เอ่อ..”
ดาบเล่มนั้นถูกนำกลับขึ้นมาจ่อที่อกของจิ่วเหรินดังเดิม ส่วนอีกมือหนึ่งยังคงกุมหัวใจเอาไว้อยู่
เมื่อไร้ซึ่งความทรงจำที่เคยมี ซือเหยียนก็ไม่สนว่าจิ่วเหรินจะรู้สึกเช่นไร ความรู้สึกนั้นเลือนหายไปราวกับว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น คงมีเพียงจิ่วเหรินที่จดจำทุกอย่างได้ชัดเจนเพียงผู้เดียว
“ท่าน้าสิ่งใดจากข้ากันประมุขซือเหยียน”
เขากระตุกยิ้มเมื่อเห็นท่าทีเฉยเมยของนาง ราวกับว่าปลายดาบนี้เป็เพียงของเล่น
“มอบทุกสิ่งที่เ้ามีแก่ข้า ถ้าเ้าไม่อยากเห็นสรรพชีวิตโสโครกโดนข้าทำลาย!”
ไม่มีอีกแล้วซือเหยียนที่เคยสละตนปกป้องสรรพชีวิต มีเพียงซือเหยียนที่คอยทำลายล้าง นางแหงนหน้ามองท้องฟ้าเพื่อไล่หยดน้ำตา จนถึงตอนนี้เขาก็ยังเอาดาบจ่ออกนาง และพร้อมจะเข่นฆ่านางให้ตายหากไม่ฟังคำของเขา
“ท่านจะฆ่าข้าให้ตายไหมซือเหยียน?”
“ทำไม? เ้าไม่อยากรับโอกาสจากข้าอย่างนั้นรึ?” ประมุขเผ่าปีศาจเอ่ยถามสตรีที่อยู่ตรงหน้า
“แบบนั้นข้าจะได้ตายต่อหน้าท่านเอง ให้สมกับที่ท่านเอาดาบจ่ออกข้า จ่ออกคนที่ท่านสาบานว่าจะไม่ยอมให้เป็อันตราย!”
กล่าวจบจิ่วเหรินก็วิ่งไปที่หุบเหวในทันที นางคิดว่าหากสละชีวิตดูก็คงจะไม่เสียหาย เผื่อว่าชะตากรรมมันจะเปลี่ยนไปเมื่อวิหคสีชาดนั้นดับสิ้น ความคิดที่ไร้สติตรึกตรองทำให้นางะโลงไปในทันที ซือเหยียนเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่านางไม่ได้พูดเล่น เขาทิ้งดาบและะโตามจิ่วเหรินลงไป ร่างของทั้งสองลอยละลิ่วตามกันมา ก่อนที่จิ่วเหรินจะหลับตาลงรอความตาย
ทว่ากลับไม่รู้สึกเ็ปเลยสักนิด นางลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองนั้นนอนอยู่บนตัวของซือเหยียน
“หะ! ซือเหยียน! ท่านตื่นขึ้นมานะ!”
ร่างกายของซือเหยียนมีแต่แผลถลอก เขาหมดสติจากการถูกกระแทก เมื่อเอานิ้วไปจ่อจมูกก็พบว่ายังหายใจอยู่ โชคดีที่โลหิตวิหคสีชาดของนางนั้นปกป้องเขาเอาไว้
“ะโตามข้ามาทำไมคนบ้า! ท่านมันบ้า!!!”
จิ่วเหรินทุบลงไปบนอกของอีกฝ่าย ทำให้ซือเหยียนนั้นฟื้นคืนสติกลับมาอีกครั้ง
แค่ก แค่ก!
“ซือเหยียน! คนบ้า ท่านมันบ้าไม่เปลี่ยน ข้าเกลียดท่าน!” พลันจิ่วเหรินก็ร้องไห้ออกมา นางลุกขึ้นยืนและเดินปาดน้ำตาไปจากเขา ทำให้ซือเหยียนต้องพยุงตนเองให้ลุกขึ้น เ็ปอยู่ไม่น้อยแต่ก็ยอมฝืนร่างกายเดินตามนางไป
ไม่รู้เลยว่าเบื้องล่างนี้คือที่ใด สองข้างทางเต็มไปด้วยป่าและความมืด จิ่วเหรินยังปล่อยให้น้ำตาตนเองไหลไม่หยุด นางเกือบสิ้นลมหายใจตามแล้วเมื่อเห็นเขาในสภาพนั้น
“เ้า!”
เห็นว่านางยังคงเดินร้องไห้ไม่ยอมหยุด หนทางด้านหน้าก็มองไม่เห็นว่าเป็ที่ใด ซือเหยียนไม่คุ้นชินกับที่นี่ และแน่ใจด้วยว่าจิ่วเหรินเองก็ไม่คุ้นชินเหมือนกัน
“โอ้ย!”
เมื่อเห็นนางยังไม่หยุดหันกลับมา เขาจึงแสร้งเจ็บหัวใจและทรุดตัวลงกับพื้น จิ่วเหรินเห็นดังนั้นก็วิ่งมาหาเขาด้วยความเป็ห่วง นางมองที่อกก็เห็นว่าโลหิตวิหคสีชาดนั้นไม่ได้พันเกี่ยว
“ท่านหลอกข้า!”
“ไม่.. ข้าเจ็บจริง คงเป็ตอนที่รับตัวเ้าแล้วกระแทกลงมา ตัวหนักชะมัด!” ซือเหยียนลูบอกของตนที่ดูเหมือนว่าจะเจ็บจริงขึ้นมา แต่จิ่วเหรินที่ได้ฟังนั้นโมโหจนควันออกจากหู เขาบอกว่านางตัวหนักทั้งที่นางเป็สตรีร่างเล็กกว่าเขามาก ผิดกับซือเหยียนที่เป็ั์ปักหลั่นกล้ามโต
“ข้าน่ะหรือตัวหนัก! เป็ท่านที่อ่อนแอมากกว่า”
“เ้า!”
“อีกอย่างนะ ข้าไม่ขอให้ท่านมาช่วยสักหน่อย ท่านอยากให้ข้าตายเพื่อชดใช้มิใช่รึ!”
“จิ่วเหริน!”
น้ำเสียงกดต่ำแสดงถึงความไม่พอใจ แม้ซือเหยียนจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรเมื่อได้ฟังแล้ว มันหงุดหงิดขึ้นมาอย่างประหลาด เขาไม่อาจทนเห็นจิ่วเหรินตายได้ สัญชาตญาณทำให้ซือเหยียนที่ใจคออำมหิตะโเหวเพื่อช่วยชีวิตของนาง
แว่วเสียงของสุนัขหอนรับกันเป็ระยะ เห็นแสงไฟจากโคมลอยที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ซือเหยียนรีบคว้าข้อมือของจิ่วเหรินให้หลบไปจากตรงนั้นทันที บนโขดหินใหญ่ที่อยู่ด้านหลังใช้เป็ที่หลบซ่อนสายตา สองร่างเบียดเข้าหากันจนจิ่วเหรินนั่งเกยตัก ส่วนสายตานั้นจ้องไปยังผู้คนที่เดินเข้ามาใกล้
คนทุกคนสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า แต่งชุดราวกับทหาร ที่สำคัญคือพวกเขาถือโคมไฟแทนที่จะถือดาบหรืออาวุธอย่างทหารทั่วไป
“พ..พวกนั้น”
อื้อ!
มือของซือเหยียนปิดปากจิ่วเหรินเอาไว้จนนางเกือบหายใจไม่ออก ทว่าจิ่วเหรินนั้นก็ยังใช้สองตามองกลุ่มคนพวกนั้น จนกระทั่งพวกเขาเดินจากไปจนลับสายตา
นางปัดมือของซือเหยียนออกและมองอย่างไม่พอใจ เมื่อครู่ไม่เรียกว่าปิดปากหรอก เรียกว่าลอบฆ่าก็คงไม่เกินไป ซือเหยียนส่ายหน้าและเริ่มมองหาทางกลับ
“ซือเหยียน ที่นี่ที่ไหน?”
“ข้าจะรู้กับเ้าไหม? ข้าก็ะโลงมาพร้อมเ้าเมื่อครู่” ซือเหยียนตอบกลับทันควัน
“รอรุ่งสางค่อยหาทางกลับดีไหม? ตรงนั้นมีถ้ำอยู่ด้วย เราอาศัยที่นี่สักคืนเถอะ” จิ่วเหรินเหนื่อยล้าเกินกว่าจะหาเื่เถียงกับเขา นางจึงนำทางเดินตรงไปยังถ้ำโดยไม่รอฟังซือเหยียน
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด