เช้าวันถัดมา เสี่ยวเป่าไม่ได้เดินเข็นรถไปทั่วถนนอีกต่อไป ด้วยแต้มระบบที่สะสมมา เขาเลือกทำเลว่างข้างๆ โรงเตี๊ยมร้างแห่งหนึ่งในเมือง และจัดตั้งร้านน้ำแข็งไสถังแรกอย่างเป็ทางการ
พื้นที่ร้านถูกกางกั้นด้วยเต็นท์ผ้าใบสีฟ้าสดใส (ที่ดูโมเดิร์นตัดกับความโบราณรอบข้างอย่างสิ้นเชิง) พร้อมกับมีโต๊ะและเก้าอี้ที่ทำจาก "ไม้ไผ่เย็น" สามชุดตั้งเรียงราย ไม้ไผ่เหล่านี้นอกจากจะนั่งสบายแล้ว ยังแผ่ไอเย็นจางๆ ออกมาคอยไล่ยุงและแมลงวัน รวมถึงช่วยลดอุณหภูมิรอบๆ ร้านให้ต่ำกว่าภายนอกถึงสิบองศา จนกลายเป็โอเอซิสขนาดเล็กร่ามกลางเมืองที่ร้อนระอุ
"เข้ามาเลยครับเข้ามาเลย! ร้านน้ำแข็งไสเป่าเป่า เปิดให้บริการแล้ววันนี้! ดับร้อน ดับพิษไข้ ดับอาการธาตุไฟแทรกซึม! วันนี้พบกับเมนูใหม่ล่าสุด ‘น้ำแข็งไสส้มสายน้ำผึ้งดับจิติญญาป่วน’ รสชาติเปรี้ยวหวานสะใจจอร์จมากครับ!"
เสี่ยวเป่าะโเรียกลูกค้าด้วยลีลาพ่อค้าตลาดนัดยุคปัจจุบัน เสียงของเขาดึงดูดความสนใจของผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างมาก โดยเฉพาะชาวบ้านที่เมื่อวานเห็นคุณชายมู่หรงและจอมมารเยี่ยอู๋ฉิงมาอุดหนุน ข่าวลือเื่ "พ่อค้าวิเศษผู้มีสมบัติเยือกแข็งดับพิษ" ได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง
ไม่นานนัก โต๊ะไม้ไผ่เย็นทั้งสามชุดก็เต็มแน่นไปด้วยลูกค้า และมีคนยืนต่อคิวกันยาวเหยียดจนล้นออกไปนอกถนน
"เถ้าแก่! ข้าขอรสส้มที่เ้าว่านั่นหน่อย!" ลูกค้าคนหนึ่งที่เป็จอมยุทธ์หญิงจากสำนักในท้องถิ่นเอ่ยขึ้น นางกำลังหงุดหงิดจากอากาศที่ร้อนจนเหงื่อไคลไหลย้อยทำลายเครื่องสำอางบนใบหน้า
"จัดไปครับแม่นางคนสวย!" เสี่ยวเป่าตอบรับอย่างกระฉับกระเฉง
เขาเริ่มกระบวนการทันที น้ำแข็งก้อนใสถูกไสออกมาเป็ปุยหิมะเนียนละเอียด คราวนี้เสี่ยวเป่าราดด้วยน้ำเชื่อมส้มสายน้ำผึ้งสีส้มทองสดใส กลิ่นหอมสดชื่นของเปลือกส้มและน้ำส้มคั้นสดโชยเตะจมูกทันที ้าท็อปปิ้งด้วย "เนื้อส้มเชื่อม" ชิ้นโตๆ ที่ดูฉ่ำน้ำ และที่ขาดไม่ได้คือการเหยาะเกลือทะเลวิเศษลงไปนิดหน่อยเพื่อชูรสชาติ
"น้ำแข็งไสส้มสายน้ำผึ้ง... เชิญทานให้อร่อยครับ!"
แม่นางคนนั้นใช้ช้อนตักเข้าปาก ทันทีที่ความเปรี้ยวอมหวานพุ่งเข้าชนตุ่มรับรส ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแผ่ซ่านไปทั่วร่างทันที ดวงตาของนางเปล่งประกายสดใส ความเหนื่อยล้าและอารมณ์บูดบึ้งจากความร้อนหายเป็ปลิดทิ้ง
"กรี๊ด! มันสดชื่นมาก! ความเปรี้ยวนี้ทำให้ข้า รู้สึกเหมือนได้ไปวิ่งเล่นท่ามกลางสวนส้มบนยอดเขาสูงที่มีลมหนาวพัดผ่านเลย เถ้าแก่! นี่มันยอดเยี่ยมที่สุด ผิวพรรณของข้าดูเหมือนจะเต่งตึงขึ้นด้วย!" นางอุทานอย่างมีความสุข
ขณะที่ทุกคนกำลังกินกันอย่างเอร็ดอร่อยและเสียงหัวเราะครื้นเครงดังไปทั่วร้าน จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนมากก็ดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายร่างั์ผู้หนึ่งที่สวมชุดเกราะเหล็กหนาเตอะ (ซึ่งดูแล้วน่าจะร้อนจนตับแตก) เดินนำลูกน้องหน้าตาถมึงทึงเข้ามาขวางหน้าร้าน
ชายร่างั์ผู้นี้คือ หัวหน้าแก๊งเสือทมิฬ เ้าถิ่นที่คอยเก็บค่าคุ้มครองร้านค้าในแถบนี้ ชื่อของเขาคือ ถังป้า เขาได้ยินข่าวว่ามีร้านค้าเปิดใหม่ที่ทำเงินได้ดี แถมไม่ยอมไปรายงานตัวเพื่อจ่าย "ภาษีความปลอดภัย" ให้กับเขา
"เฮ้ย! ใครคือเ้าของร้านนี้วะ!" ถังป้าะโลั่น ทุบกระบองเหล็กหนาลงบนพื้นดินจนเกิดรอยร้าว "เปิดร้านในถิ่นของข้า ไม่ยอมจ่ายเงินค่าคุ้มครองสามสิบตำลึงเงิน อยากร้านพังหรือไง!"
บรรดาลูกค้าในร้านพากันหน้าเสีย บางคนเตรียมจะลุกหนีเพราะรู้ดีว่าแก๊งเสือทมิฬนี้มีผู้หนุนหลังเป็ถึงขุนนางท้องถิ่น และตัวถังป้าเองก็มีพลังปราณระดับก่อเกิดขั้นสูง แรงบีบคั้นจากร่างกายของเขาทำให้บรรยากาศรอบร้านที่เคยเย็นสบายเริ่มกลับมาร้อนอ้าวอีกครั้ง
ทว่า เสี่ยวเป่ากลับไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเช็ดทำความสะอาดเครื่องไสัหยกอย่างใจเย็น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ถังป้า
"อ๋อ... พี่ชายร่างั์นี่เอง อยากได้ค่าคุ้มครองเหรอครับ? แต่ข้าว่า ตอนนี้พี่ชายควรจะห่วงตัวเองก่อนดีกว่านะ ดูท่าทางพี่ใส่เกราะเหล็กหนาขนาดนี้ท่ามกลางแดดเปรี้ยงๆ ... เหงื่อไหลจนกางเกงในเปียกหมดแล้วมั้งครับน่ะ?" เสี่ยวเป่าแซวหน้าตาย
"เ้าว่าอะไรนะ! อยากตายใช่ไหม!" ถังป้าโกรธจนหน้าเขียว เงื้อกระบองเหล็กเตรียมจะฟาดลงบนรถเข็นหยก