หนังสือเปลี่ยนชะตา

    บทที่ 26

    “อะแฮ่มๆ... ฉานจาไปเปนพ่อของเธอด้ายยังไง.. ฉานเปนฝรั่งพูดไทยได้นิดหน่อยย” พ่อเอ่ยออกมาด้วยสำเนียงที่ดูติดตลก ซึ่งประโยคนี้มันทำให้หลายๆคนทำหน้าแบบเอิ่มออกมาในทันที“คุณคะ พอได้แล้ว.. มุกนี้เขาเลิกเล่นกันไปตั้งนานแล้ว... เห้อ.. เอาล่ะ ลูกทรัพย์คงยังสงสัยอยู่ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เดี๋ยวแม่จะเล่าให้ฟังทีหลัง เอาไว้แม่กับพ่อจะไปหาลูกเองเมื่อพร้อม.. แต่ตอนนี้ลูกต้องออกไปจากที่นี่ก่อน.. พวกเราคือ คิมเมสัน!!” ผู้เป็นแม่เอ่ยกล่าวออกมา“ก็ได้ครับ... ถ้าอธิบายไม่ได้เรื่อง รับรองเลยว่าจะเอาไม้กางเขนนี่ยัดปากทั้งพ่อทั้งแม่เลยครับ สาบาน” ทรัพย์กล่าวออกมา“ทำไมถึงได้โหดร้ายกับคนแก่อย่างนี้ล่ะเนอะแม่เนอะ” พ่อกล่าวออกมา“เหอะ.. ก็เราผิดจริงๆนั้นแหละ ไป...ไปทำงานได้แล้ว” แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป มันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สองวันต่อมา พ่อกับแม่ติดต่อทรัพย์เข้ามาให้ไปพูดคุยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเมืองเชียงใหม่“เอาล่ะ รีบๆอธิบายมาได้แล้วครับทั้งพ่อ และก็แม่ด้วย” ทรัพย์เอ่ยออกมา เขานั่งกอดอกอยู่อย่างไม่สบอารมณ์ มันเป็นเรื่องหลายๆอย่างที่ตัวเขาเองไม่เข้าใจ ทั้งๆที่เขาพยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับการตายของทั้งสองอย่างเอาเป็นเอาตาย จนต้องมาเป็นนักล่าปีศาจของวาติกัน“จะรีบไปทำไหมเล่าเจ้าลูกชาย กินข้าวก่อนซิ... ” ‘ไพบูรณ์ สุดสาคร’ หรือ ‘อาร์’ ผู้เป็นพ่อกล่าวออกมาอย่างสบายอารมณ์พร้อมกับคีบเป็ดย่างไปหนึ่งชิ้นใหญ่“นั้นซิลูก... นานๆทีพวกเราจะมีโอกาสได้กินข้าวด้วยกัน” ‘กาญรดา สุดสาคร’ หรือ ‘เอส’ ผู้เป็นแม่กล่าวเสริมก่อนจะคีบหมูกรอบเข้าปากทานอย่างใจเย็น“รีบๆ เข้าเรื่องเถอะครับ” ทรัพย์ที่ยังไม่ทันได้แม้จับตะเกียบเลยสักนิด เขารู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมาก และเขาไม่ได้มีอารมณ์ที่อยากกินเลยแม้แต่น้อย“ก็ได้ๆ มันจะเริ่มยังไงดีล่ะ... ก็อย่างที่ลูกรู้คือองค์กรคิมเมสันของพวกเรา เป็นองค์กรลับระดับโลก จริงๆพวกเรารู้มาตั้งนานแล้วว่าลูกตามหาความจริงเรื่องของพวกเรา แต่ไม่คิดเลยว่าจะจริงจังขนาดนั้น แม่เลยไม่ได้จัดการอะไร... แม่ไม่น่าปล่อยผ่านไปเลยจริงๆ เพียงแค่แป้ปเดียวลูกก็ตามมาไกลจนรู้เรื่องขององค์กรต่างๆแล้วแบบนี้…” ผู้เป็นแม่เอ่ยกล่าวออกมา           “เข้าเรื่องได้แล้วครับ ไม่ต้องพูดถึงความหลังให้มันมาก หรืออ้อมโลกซะขนาดนั้น” ทรัพย์เอ่ยออกมา พ่อที่ได้ยินอย่างนั้นจึงวางตะเกียบลงในทันทีก่อนจะทำหน้าจริงจัง“พวกเราอยู่กับคิมเมสันมาตั้งแต่เรายังเป็นเพียงแค่เด็กกำพร้า... ในตอนนั้นเราทั้งสองต่างก็ถูกฝึกให้เป็นคิมเมสันรุ่นใหม่... หน้าที่ของพวกเรานั้นก็อย่างที่ลูกรู้คือคอยเก็บความลับของเรื่องลี้ลับให้ห่างจากสายตาของประชาชน รวมถึงการมีอยู่ขององค์กรต่างๆเองก็ด้วย...” พ่อแวะจิบชาเล็กน้อย บรรยากาศภายในห้องต่างก็เงียบไปหมด“ต่อมาพวกเราทั้งสองเป็นไม่กี่คนที่สามารถเบิกเนตรคิมเมสัน ที่สามารถมองเห็นอนาคตล่วงหน้าได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่ในเวลาช่วงสั้นๆเท่านั้น และพวกเรายังสามารถมองเห็นออร่าต่างๆของโลกนี้อีกด้วย คิมเมสันคือผู้ที่รู้แต่ไม่พูด เราคือตัวแทนของความสมดุล... และเราก็มีหน้าที่ของเรา แต่ว่าพ่อกับแม่ต่างก็ตกหลุมรักซึ่งกัน และกัน จึงหนีจากองค์กรมา จนสร้างครอบครัวแล้วก็มีพวกลูกสองคนขึ้นมา แต่แล้วเมื่อ...”“ทรัพย์แกโตขึ้นมา แกกลับมีพลังของพวกเราเหล่าคิมเมสัน โดยที่ไม่ต้องทำสัญญาใดๆหรือพิธีกรรมต่างๆกับองค์กรเลยสักอย่าง และเมื่อแกโตขึ้นมา... แกก็ไม่สามารถควบคุมเรื่องของการปล่อยออร่าออกมาได้ จนพวกคิมเมสันสาขาหลักสามารถหาพวกเราจนเจอได้ และเรียกเรากลับไปทำงาน ถ้าไม่อย่างนั้นพวกเขาจะต้องหาวิธีจัดการอะไรกับพวกลูกทั้งสองอย่างแน่นอน…” ทรัพย์นั่งฟังอย่างใจเย็น เขาเข้าใจดีกว่าองค์กรลับก็คือมันลับ และพวกเขาที่อยู่ในองค์กรจะทราบดี และไม่สามารถปล่อยให้ความลับหลุดออกไปได้ แต่มันก็ยังมีอีกหลายๆอย่างที่เขายังไม่เข้าใจในเรื่องที่พ่อกำลังอธิบาย“ผมมีคำถาม แล้วน้องมีพลังแบบผมหรือเปล่า... แล้วพ่อกับแม่จะกลับบ้านมาหาพวกเราไหมครับ... ถ้าสินรู้เรื่องนี้สินจะต้องดีใจมากอย่างแน่นอน” ทรัพย์กล่าวออกไป พ่อกับแม่หันมามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของคนทั้งหมดเปลี่ยนไป และนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นไปได้“พ่อกับแม่ขอเตือนแกไว้อย่างก็แล้วกัน... แม้ว่าเราจะมีพลังวิเศษต่างๆ แต่คนรอบข้างของเราไม่ได้มีพลังแบบแก... ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งที่ศัตรูจับน้องชายแกเป็นเครื่องต่อรองขึ้นมาแกอาจจะลำบาก นั้นแหละคือสิ่งที่พ่อ และแม่ตัดสินใจออกมาจากชีวิตของพวกลูก“เพราะอยากไม่อยากให้ลูกๆมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้... ส่วนแกเอง ถ้ารักน้องแกมากจริงๆก็ควรอยู่ให้ห่างๆจากเจ้าสินมันซะเถอะ ปล่อยน้องได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเป็น” ทรัพย์ที่นั่งนึกถึงอดีตอยู่ที่โซฟาตัวเก่าๆ ในปัจจุบันเขาเองก็มาไกลเกินจะกลับไปใช้ชีวิตธรรมดาทั่วไปแล้ว“แกควรมีชีวิตของแก เจ้าสิน... และตอนนี้มันก็เป็นทางที่แกได้เลือกมันไว้แล้ว ฉันภูมิใจในตัวแกมากเจ้าน้องรัก” ทรัพย์พูดออกมาพร้อมกับปิดโทรทัศน์แล้วออกไปทำงานของเขาเช่นเคยในคืนนี้ เช้าวันใหม่ของวันที่มีความหมายของใครหลายๆคน หนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นสินด้วยเช่นกัน เขาตื่นแต่เช้าเพื่อที่จะได้เดินไปยัง The Grand Kitchen Hall เพื่อรายงานตัวสำหรับการแข่งขันในรอบถัดๆไป เมื่อเขามาถึงก็พบกับผู้คนจำนวนมากยืนอยู่ แล้วก็มีกล้องมากมายถ่ายพวกเขาอีกด้วย สักพักก็มีพิธีกรรายการเดินออกมาเปิดรายการเลยแบบงงๆ และเธอก็พูดขึ้นมาว่า“ยินดีต้อนรับการกลับมาของผู้เหลือรอดทั้ง 250 คนค่ะ... แต่อย่าลืมไปว่าถึงตอนนี้พวกคุณจะเหลือเยอะกันมากขนาดไหน... แต่..ผู้ชนะมีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น” มันเป็นบทบาทที่เธอต้องคอยพูดกดดันอยู่เสมอ มันเป็นเพียงแค่หน้าที่เท่านั้นเอง จริงๆเธออาจจะเป็นผู้หญิงที่ใจดีมากก็ได้“ก่อนอื่นเลยต้องขอแสดงความดีใจกับทุกคนที่ก้าวเข้ามาถึงจุดนี้ได้...พวกคุณเก่งมากจริงๆ” เธอตบมือแล้วก็ยิ้มออกมา ทำให้บรรยากาศเริ่มกลับมาดีอีกครั้ง แต่มันก็ดีได้ไม่นานนัก“แต่...” พิธีกรเว้นช่วงในการพูดนานมาก มันทำให้หลายๆคนใจไม่ดี และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ“แต่ในวันนี้พวกคุณจำนวน 200 คน จะต้องกลับบ้านไปค่ะ... ถ้าพร้อมแล้วเชิญตามมาทางนี้เลยค่ะ”