เหวินซานไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ เขาตัดสินใจลงมือทันที เด็กหนุ่มทำทีเป็พลิกอ่านตำราเล่มหนา รวบรวมสมาธิแล้วส่งกระแสจิตวูบเดียว จิตของเขาเข้าไปในมิติส่วนตัวพร้อมกับตำราเล่มนั้น
ภายในพื้นที่กว้างขวางของมิติ เหวินซานรีบวางตำราลงบนพื้น เขานำพู่กันและสมุดบันทึกที่ซื้อมาจากตลาดออกมา จากนั้นก็เริ่มคัดลอกเนื้อหาด้วยความเร็วที่เหนืุ์ มือของเขาขยับพลิ้วไหวราวกับภาพติดตา ตัวอักษรสีดำถูกถ่ายทอดลงบนกระดาษอย่างแม่นยำ
ระหว่างคัดลอก เขากวาดตามองพื้นที่โล่งกว้างภายในมิติ 'ครั้งหน้าคงต้องหาโต๊ะหนังสือ ตู้เก็บตำรา และชั้นวางของเข้ามาเพิ่มเสียแล้ว'
เมื่อคัดลอกเสร็จ เด็กหนุ่มวางสมุดบันทึกใว้บนพื้นก่อนนำตำราเล่มเดิมกลับออกมาคืน ทันทีที่จิตของเขากลับเข้าร่างในหอตำรา เสียงลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ หัวใจที่เต้นรัวเริ่มสงบลงเมื่อเห็นว่าไม่มีสัญญาณเตือนภัยใด ๆ ดังขึ้น
เด็กหนุ่มแสร้งทำเป็อ่านตำราเล่มนั้นต่อไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ผู้าุโเฝ้าหอที่เหลือบมองมาเห็นเขานั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจก็เพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ เหวินซานรู้สึกได้ถึงความสำเร็จที่เอ่อล้นอยู่ในอก
นับจากวันนั้น เหวินซานแทบไม่ได้ทำสิ่งใดนอกจากอ่านตำรา เขาหยิบตำราขึ้นมาทีละเล่ม กวาดสายตาอ่านเพียงครู่เดียวก่อนเก็บคืน ทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเพียงเปิดดูผ่าน ๆ
ส่วนต้วน ๆ ก็นอนขดตัวอยู่บนไหล่ของเขาเป็ส่วนใหญ่ บางครั้งก็ไต่ลงมาคลานเล่นบนชั้นหนังสือ ก่อนรีบมุดกลับเข้าชายเสื้อเมื่อชายชราผู้เฝ้าหอเหลือบตามองมา
ชายชราผู้เฝ้าหอตำราเหลือบมองอยู่หลายครั้ง จากความสงสัยค่อย ๆ กลายเป็ความงุนงง
"เด็กคนนี้... กำลังทำอะไรกันแน่" ตลอดชีวิตที่เฝ้าหอตำรามาหลายสิบปี เขาเคยเห็นศิษย์มากมาย บางคนเลือกอ่านตำราเพียงเล่มเดียวติดต่อกันหลายวัน บางคนใช้เวลาครึ่งวันกับตำราไม่กี่หน้า แต่ไม่เคยเห็นผู้ใด หยิบตำราทีละเล่ม อ่านไม่กี่อึดใจ แล้วรีบเก็บ ราวกับกำลังเดินชมชั้นหนังสือเสียมากกว่า
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ "อ่านเช่นนี้ สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรกลับไป" เขาไม่ได้เข้าไปห้าม เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ละเมิดกฎ เพียงแต่รู้สึกเสียดายโอกาสแทนเด็กหนุ่มผู้นั้น
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มแทบไม่ได้นอน เมื่อร่างกายอ่อนล้า เขาก็เพียงกลืนโอสถฟื้นฟูิญญาเม็ดหนึ่ง ก่อนเดินไปหยิบตำราเล่มถัดไป
"เด็กคนนี้... เสียโอกาสโดยแท้" เขาเชื่อว่าการอ่านตำราผ่าน ๆ เช่นนี้ ต่อให้ครบสามวัน ก็คงจำอะไรไม่ได้แม้แต่น้อยเหวินซานยืนนิ่งอยู่หน้าชั้นหนังสือ ลมหายใจของเขาแ่เบาจนแทบไม่รู้สึก
ภายในมิติิญญาเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เหวินซานยังคงนั่งคัดลอกตำราเล่มแล้วเล่มเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เมื่อคัดลอกเสร็จ เขาจะอ่านซ้ำอีกรอบ จากนั้นปิดสมุด นำเล่มใหม่เข้ามาคัดลอก ทำเช่นนี้เดือนแล้วเดือนเล่าเวลาภายในมิติค่อย ๆ ไหลผ่าน กระทั่งเวลาภายในมิติผ่านไปครบสามปี
ในที่สุด ตำราทุกเล่มที่เขาหยิบมาจากหอตำรา ก็ถูกคัดลอกลงในสมุดของเขาจนครบถ้วน
ชายชราผู้เฝ้าหอมองแผ่นหลังของเหวินซานที่กำลังจะก้าวออกจากหอตำราอยู่เนิ่นนาน สุดท้ายก็อดทอดถอนใจไม่ได้ "เฮ้อ..."
เหวินซานชะงักฝีเท้า ก่อนหันกลับมาประสานมือคารวะ "ผู้าุโ มีสิ่งใดหรือขอรับ"
ชายชราหรี่ตามองเขา ก่อนเอ่ยอย่างเรียบเฉย "เ้ารู้หรือไม่ สิทธิ์เข้าหอตำราชั้นที่สี่ มีศิษย์มากมายใฝ่ฝันทั้งชีวิตก็ยังไม่มีวันได้รับ"
"แล้วเ้ากลับใช้เวลาสามวัน" ชายชราชี้ไปยังชั้นหนังสือ "หยิบตำราขึ้นมา อ่านเพียงครู่เดียว แล้วก็วางคืน เ้าทำเช่นนี้เพื่ออะไรกัน"
เหวินซานยิ้มแห้ง ๆ "ศิษย์อ่านช้า... จึงคิดว่าจะเปิดดูให้มากที่สุดก่อน"
ชายชราหัวเราะในลำคอเบา ๆ "อ่านช้าหรือ?"
"ข้าเฝ้าหอตำรามาหลายสิบปี ยังไม่เคยเห็นผู้ใดอ่านช้าด้วยการเปิดตำราเพียงไม่กี่อึดใจแล้ววางเช่นเ้า" ชายชราหันมองชั้นหนังสือที่เรียงราย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เด็กน้อย... การศึกษาตำรามิใช่เพียงกวาดสายตาผ่านตัวอักษร แต่ต้องครุ่นคิด ทำความเข้าใจ"
เขาหยิบตำราเก่าเล่มหนึ่งขึ้นมา พลิกเปิดอย่างแ่เบา "บางครั้ง ตำราเพียงหน้าเดียว ก็อาจต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะเข้าใจอย่างแท้จริง"
ชายชราปิดตำราลง ก่อนทอดสายตามองเหวินซาน
"แต่เ้ากลับใช้เวลาสามวัน เปิดตำราไปกว่าห้าร้อยเล่ม" เขาถอนหายใจเบา ๆ "สุดท้าย... เกรงว่าสิ่งที่เ้าจำได้ คงมีเพียงหน้าปกของตำราเท่านั้น"
"โอกาสเช่นนี้... มีคนมากมายใฝ่ฝันทั้งชีวิตก็ยังไม่มีวันได้รับ แต่เ้ากลับปล่อยให้มันผ่านไปอย่างน่าเสียดาย"
เหวินซานก้มศีรษะน้อย ๆ "ผู้าุโสั่งสอนได้ถูกต้อง ศิษย์จะนำไปไตร่ตรอง"
ชายชราพยักหน้า คิดว่าเด็กหนุ่มคงเริ่มเข้าใจแล้ว จึงโบกมือไล่"ไปเถิด หวังว่าครั้งหน้าหากเ้ามีโอกาสเข้ามาอีก จะรู้จักใช้เวลาให้คุ้มค่ากว่านี้"
เหวินซานเดินออกจากหอตำราอย่างเงียบ ๆ เขาประสานมือคารวะชายชราผู้เฝ้าหอเป็ครั้งสุดท้าย "ขอบพระคุณผู้าุโที่ดูแลตลอดสามวันขอรับ" ชายชราเพียงโบกมือ "ไปเถิด" เหวินซานพยักหน้า ก่อนหันหลังเดินลงบันไดหินช้า ๆ
ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านล่าง "หือ?"
เหวินซานพบกลุ่มศิษย์สายในประมาณห้าหกคนกำลังเดินขึ้นมา คนที่เดินนำหน้าเป็ชายหนุ่มร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมคาย เดิมทีศิษย์สายในผู้นั้นกำลังพูดคุยหัวเราะร่ากับสหายอย่างอารมณ์ดี แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นร่างของเหวินซานยืนอยู่ตรงนั้น ฝีเท้าของเขาก็ชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างทันที
ศิษย์สายในคนดังกล่าวเบิกตากว้างอย่างงุนงง ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนผ่านตัวเหวินซานไปหยุดอยู่ที่ป้ายหินซึ่งสลักอักษรไว้ชัดเจนแจ่มแจ้ง หอตำราชั้นที่สี่ บรรยากาศพลันเงียบสงบลงในทันที ศิษย์สายในคนอื่น ๆ ที่เดินตามมาต่างมองเหวินซานสลับกับป้ายหินบนนั้น สีหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความไม่อยากเชื่อสายตา
หนึ่งในศิษย์สายในที่ยืนอยู่ด้านข้างถึงกับหลุดปากออกมาด้วยความใ "เป็ไปไม่ได้... ศิษย์สายนอกผู้หนึ่ง... เหตุใดจึงเดินออกมาจากหอตำราชั้นที่สี่ได้?"
ศิษย์สายในคนนำหน้าขมวดคิ้วมุ่นก้าวขึ้นมาสองก้าว สีหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความแคลงใจ เขาจ้องมองเหวินซานั้แ่หัวจรดเท้าก่อนจะถามเสียงแข็ง "เ้าขึ้นไปข้างบนนั้นได้อย่างไร ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่ศิษย์สายนอกจะเข้าไปได้!"
เหวินซานปรายตามองอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่ง ไม่ได้คิดจะต่อความยาวสาวความยืด จึงตอบกลับไปสั้น ๆ "ผู้าุโอนุญาตให้ข้าขึ้นไป"
ศิษย์สายในผู้นั้นแค่นเสียงหัวเราะเ็าออกมาทันที "เหลวไหล! ต่อให้เป็ศิษย์สายในระดับสูงหลายคนยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้ แล้วเ้าที่เป็แค่ศิษย์สายนอกจะมีสิทธิ์ได้อย่างไร อย่าได้กล่าววาจาเหลวไหล!"
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมรามือและเริ่มส่งเสียงเอะอะ เหวินซานจึงี้เีจะต่อปากต่อคำด้วย เขาเพียงแค่หยิบป้ายหยกสีเขียวอ่อนที่รองเ้าสำนักมอบให้ขึ้นมาถือไว้ในมือ ชูให้เห็นตราประทับชัดเจน "นี่คือป้ายอนุญาตของรองเ้าสำนัก"
ทันทีที่เห็นลวดลายและตราประทับอันเป็เอกลักษณ์ของรองเ้าสำนักบนป้ายหยก เสียงรอบด้านก็เงียบสนิทลงทันตก ศิษย์สายในหลายคนถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความตกตะลึง ป้ายหยกเช่นนี้ไม่มีทางที่จะปลอมแปลงขึ้นมาได้ นั่นหมายความว่า... เหวินซานได้รับสิทธิ์อันชอบธรรมจริง ๆ
ศิษย์สายในผู้นั้นกำหมัดแน่นจนเส้นเืปูดขึ้นที่หลังมือ ใบหน้าฉายแววริษยาและไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง
เหวินซานเก็บป้ายหยกกลับเข้าชายเสื้ออย่างไม่รีบร้อน แล้วจึงเดินผ่านกลุ่มศิษย์สายในพวกนั้นไปอย่างราบเรียบ ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองซ้ำสอง
ท่าทีไม่แยแสเช่นนั้น ยิ่งทำให้ศิษย์สายในผู้นั้นรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างแรงท่ามกลางสายตาของสหาย เขาหันกลับไปมองแผ่นหลังของเหวินซานที่กำลังเดินห่างออกไป ดวงตาทอประกายความอาฆาตมาดร้ายขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
รุ่งเช้าวันถัดมา เด็กหนุ่มใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายดังเดิม ยามว่าง เขาจะเข้าสู่มิติิญญา รดน้ำสมุนไพรที่ปลูกไว้ ตรวจดูการเจริญเติบโตของแต่ละต้น ก่อนใช้เวลาที่เหลือจมอยู่กับตำราที่คัดลอกมา
ครั้งนี้เขาเลือกเปิดตำราพิษเป็เล่มแรก เหตุผลนั้นเรียบง่าย หากวันหนึ่งต้องเผชิญหน้าศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตน พิษย่อมเป็อาวุธที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้
เหวินซานค่อย ๆ อ่านทีละหน้าอย่างตั้งใจ จดจำคุณสมบัติของสมุนไพรพิษ การผสมพิษ และหลักการถอนพิษไปพร้อมกัน
ยิ่งอ่านเขาก็ยิ่งตระหนักว่า ศาสตร์แห่งพิษ มิใช่เพียงการฆ่าคน แต่เป็ศาสตร์ที่อาศัยความละเอียดอ่อนไม่ต่างจากการปรุงโอสถเลยแม้แต่น้อย
หลายวันแรก เหวินซานเริ่มจากการกลั่น พิษกัดกระดูก แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด บางครั้งสมุนไพรสองชนิดต้านฤทธิ์กันเองจนของเหลวภายในหม้อหลอมเปลี่ยนเป็สีดำและหมดสภาพ บางครั้งพิษที่เพิ่งกลั่นเสร็จกลับเสื่อมสลายลงภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ แม้แต่ขวดหยกที่ใช้บรรจุก็ยังแตกร้าวเพราะไม่อาจทนฤทธิ์กัดกร่อนของพิษได้
เหวินซานไม่ได้รู้สึกท้อ เขาเพียงจดบันทึกข้อผิดพลาดทุกครั้งอย่างละเอียด ก่อนปรับเปลี่ยนสัดส่วนของสมุนไพรและเริ่มต้นทดลองใหม่
หลายวันต่อมาในถ้ำของเด็กหนุ่ม เหวินซานวางขวดหยกใบเล็กลงบนโต๊ะหิน ของเหลวภายในมีสีเขียวอ่อน แทบไม่มีกลิ่น นี่คือพิษชนิดแรกที่เขาปรุง ผสมกับความรู้ด้านสมุนไพรที่ศึกษามาหลายวัน "สำเร็จหรือไม่" เขาพึมพำเบา ๆ
เหวินซานตัดสินใจเข้าไปยังป่าอสูรของสำนักในวันรุ่งขึ้น บริเวณนั้นมีสัตว์อสูรขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยบ ต้วน ๆ เกาะอยู่บนไหล่ของเขา ดวงตากลมเล็กสอดส่ายมองไปรอบ ๆ
เด็กหนุ่มหยิบเข็มเงินขึ้นมา แตะพิษในขวดที่เตรียมมาเพียงเล็กน้อย ก่อนสะบัดออกไป
ฉึก!
เข็มเงินปักเข้าที่ต้นขาของกระต่ายิญญาตัวหนึ่ง สัตว์อสูรสะดุ้งใ ก่อนกระโจนหนีไปได้เพียงไม่กี่สิบก้าว
ผ่านไปราว สิบลมหายใจ มันเริ่มเดินโซเซ ร่างกายสั่นไหวราวกับสูญเสียการทรงตัว เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ ครึ่งก้านธูป ในที่สุดร่างของกระต่ายิญญาก็ทรุดลงกับพื้นและแน่นิ่งไป
ต้วน ๆ เอียงศีรษะมองกระต่ายิญญาที่นอนนิ่ง ก่อนค่อย ๆ ยื่นหัวออกจากไหล่ของเหวินซาน ส่งเสียง "อึ๊บ?" เบา ๆ คล้ายกำลังสงสัยว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงหยุดขยับ
เหวินซานเดินเข้าไปตรวจดูอย่างละเอียด เขาจดบันทึกทุกอย่างลงในสมุด "ออกฤทธิ์ช้า พิษแทรกซึมตามกระแสเื ไม่สามารถสังหารศัตรูได้ทันที หากเจอผู้ฝึกตน พลังิญญาอาจขับพิษออกได้" เหวินซานขมวดคิ้ว "ยังช้าเกินไป" หากนำไปใช้ต่อสู้จริง ศัตรูคงฆ่าเขาก่อนที่พิษจะออกฤทธิ์
เด็กหนุ่มเก็บขวดพิษเข้ามิติ ก่อนเดินกลับถ้ำ ตลอดหลายวันถัดมา เขาปรับสัดส่วนสมุนไพร เพิ่มสมุนไพรพิษ ลดสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ช้า ทดลองซ้ำไม่รู้กี่สิบครั้ง ไม่นานนัก พิษที่หลอมขึ้นเป็ครั้งที่สองก็อยู่ในขวดหยกสีดำตรงหน้า "ครั้งนี้ น่าจะดีขึ้น"
เช้าวันถัดมา เหวินซานเก็บขวดพิษไว้ในชายเสื้ออย่างเรียบร้อย ก่อนจะก้าวเดินเข้าสู่ป่าหลังสำนักด้วยความตั้งใจที่จะออกไปทดลองประสิทธิภาพของโอสถกับอสูริญญาระดับต่ำ
ยังไม่ทันที่เขาจะเดินลึกเข้าไปในผืนป่ามากนัก เหวินซานก็ััได้ถึงกลิ่นอายพลังิญญาสายหนึ่งที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ทันใดนั้น ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากแนวไม้เบื้องหน้า
เหวินซานชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย เมื่อเห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแนวไม้เบื้องหน้า
เซียวอวิ๋น
ทั้งสองเคยพบหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้งในสำนัก แต่ไม่เคยเอ่ยคุยกันแม้แต่ประโยคเดียว
เซียวอวิ๋นพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงทักทาย ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ได้ยินว่า เ้าก้าวสู่จุดประกายิญญาขั้นสามแล้ว"
"ข่าวในสำนักแพร่เร็วไม่น้อย"
เซียวอวิ๋นไม่ได้ตอบ เพียงยกกระบี่ขึ้นอย่างไม่เร่งรีบ "ข้าได้ยินชื่อเ้ามาั้แ่การสอบเข้าสำนัก"
"วันนี้บังเอิญพบกันพอดี หากไม่รังเกียจ ลองประลองกันสักกระบวนท่าเป็อย่างไร"
เหวินซานมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชักกระบี่ออกจากฝัก "ย่อมได้"
คมกระบี่ของทั้งสองแลกเปลี่ยนกันต่อเนื่องกว่าสามสิบกระบวนท่าโดยไม่มีผู้ใดเพลี่ยงพล้ำหรือเสียเปรียบกันเลยแม้แต่น้อย เซียวอวิ๋นมองคู่ต่อสู้ด้วยแววตาที่เป็ประกายขึ้น "สมแล้วที่เป็อันดับสามของการสอบเข้าสำนัก"
เหวินซานหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ "ส่วนเ้า... ก็สมกับที่เป็อันดับหนึ่งเช่นกัน" ทั้งสองฝ่ายต่างะโถอยหลังแยกตัวออกจากกันเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งเข้าประทะห้ำหั่นกันอีกระลอกคราวนี้ เซียวอวิ๋นเร่งโคจรพลังิญญาภายในร่างขึ้นอีกหนึ่งระดับ กระแสพลังอันรุนแรงแผ่กระจายออกรอบตัวอย่างรวดเร็ว
ในจังหวะสำคัญนั้นเอง...วูม!
เซียวอวิ๋นเร่งโคจรพลังิญญา พลังอันหนักแน่นแผ่กระจายออกจากร่าง ขณะเดียวกัน เหวินซานพลันััได้ถึงกลิ่นอายเย็นเยียบสายหนึ่งที่แทรกปะปนอยู่ในกระแสพลังนั้น
ที่แขนขวาของเซียวอวิ๋น คล้ายมีหมอกสีดำปนแดงลอยวูบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเป็เพียงภาพลวงตา
แววตาของเซียวอวิ๋นไหววูบเพียงชั่วขณะ แต่ก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่งอย่างรวดเร็ว เขาโคจรพลังต่อราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
รูม่านตาของเหวินซานหดเล็กลงโดยไม่รู้ตัว หัวใจกระตุกวูบ ความทรงจำในเหมืองใต้ดินเมื่อครั้งเผชิญหน้ากับผู้ฝึกตนนอกรีตพลันผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน ภายในอกของเหวินซาน หัวใจกลับเต้นรัวแรงขึ้นมาทันที
กลิ่นอายเมื่อครู่นี้… แม้จะปรากฏให้เห็นและััได้เพียงชั่วพริบตาเดียว แต่เหวินซานกลับจำมันได้อย่างแม่นยำไม่มีวันลืม มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับกลิ่นอายของผู้ฝึกตนนอกรีตที่เขาเคยพบในเหมืองของลัทธิประตู์แทบทุกประการ
ในสายตาและความรับรู้ของเซียวอวิ๋น เหวินซานเป็เพียงศิษย์สายนอกที่เพิ่งก้าวเข้าสู่สำนัก จึงไม่มีทางที่จะรู้จักหรือคุ้นเคยกับกลิ่นอายของวิชานอกรีตเช่นนี้อย่างแน่นอน
เซียวอวิ๋นเก็บกระบี่ของตนเข้าฝัก พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามปกติ "ดูเหมือนวันนี้คงพอแค่นี้เถอะ"
เหวินซานพยักหน้ารับช้า ๆ สีหน้ายังคงราบเรียบไม่เผยพิรุธหรือความผิดปกติใด ๆ ออกมาแม้แต่น้อย "อืม ไว้มีโอกาสค่อยมาประลองกันใหม่"
เซียวอวิ๋นส่งยิ้มบาง ๆ ให้ ก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปตามทาง เมื่อร่างของอีกฝ่ายลับสายตาหายไปจากแนวไม้ เหวินซานจึงค่อย ๆ ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างช้า ๆ
"กลิ่นอายเมื่อครู่ ไม่มีทางผิดเพี้ยนไปได้แน่" เหวินซานเงยหน้ามองยอดเขาที่ตั้งตระหง่านของสำนักโอสถจันทรา
ทันใดนั้น คำพูดของอู๋กุ่ยก่อนสิ้นใจก็ดังก้องขึ้นในห้วงความคิด "จำเอาไว้... หนอนบ่อนไส้ของนายท่าน... อยู่ในทุกสำนัก"
ตอนนั้นเหวินซานคิดว่าอีกฝ่ายเพียงกล่าววาจาเพ้อเจ้อก่อนตาย แต่บัดนี้ เมื่อได้เห็นกลิ่นอายประหลาดที่หลุดออกมาจากร่างของเซียวอวิ๋น ความคิดนั้นกลับเริ่มสั่นคลอน
'หรือคำพูดของอู๋กุ่ยจะเป็ความจริง หากเป็เช่นนั้น ศัตรูของสำนักโอสถจันทรา อาจไม่เคยอยู่ภายนอกเลยแม้แต่น้อย แต่มันกำลังแฝงตัวอยู่ท่ามกลางผู้คนในสำนักแห่งนี้มาตลอด...'