หลังจากข้าอยู่ในสมาพันธ์ฝึกศาสตร์ มา 5 เดือนแล้ว ข้าจึงขอทางผู้อำนวยการว่าจะไปทำ
สิ่งบางสิ่งซึ่งจะใช้เวลาเป็นสิบปี และอีกไม่กี่วันก็อยากให้ท่านไปเป็นพยานเดียวว่าข้าเป็นศิษของสถาบัน สถานบันท่านจะได้โด่งดังขึ้น หลังจากนั้นพอถึงวันแข่งข้าจึงได้เป็นผู้เยาว์แข็งแกร่งที่สุดของโลกนี้ โดยชนะทุกคนโดยไม่เสียเหงือแม้แต่เม็ดเดียวและโจมตีแค่กระบวนท่าเดียวและยังมีระดับลมปราณอยู่ในชนชั้นลมปราณแห่งดารานภาฟ้าคำราม ขั้นที่ 3 ซึ่งเป็นระดับที่ผู้เยาว์ไม่มีใครเทียบได้แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็แค่อ่อนให้อ่ะนะ หลังจากผ่านวันแข่งจบข้าจึงขอท่านเจ้าเมืองหมอกทมิฬเก็บตัวฝึกสัก หลายๆปี จึงทำให้ท่านเจ้าเมือง หงุดหงิด อยู่บ้างแต่ก็ยอมเพราะคนเรามีสิทธิ์ของตัวเองหลังจากนั้นข้าจึงวาดอักขระสวรรค์ก่อนจะส่งท่านเจ้าเมืองกลับ ส่วนข้านั้นมุ่งเข้าสู่ยอดหอคอยด้วยการฉีกประชากมิติอากาศแถวนั้นปรากฏตัวข้าในหอคอยเช่นเดิม
ข้าจึงเริ่ม ด้วยการนำ โลหิตมารและเทพออกมา ข้าเริ่มด้วยการนำทั้งสองกรอกปากพร้อมกันตูมมมมมมมม !!!! บริเวณรอบกายข้าเกิดระเบิดออกเป็นถี่ๆ เกิดจากพลังที่ออกจากร่ายกายของข้า "อ๊ากกกกกกกก" เสียงร่องโหยหวนของข้ามันปวดร้าวไปทั้งร่างกายเหมือนโดนยิงด้วยกระสุนปืนในโลกมนุษย์ที่ไร้พลังปราณยิงเข้า กว่า แสนล้านนัด มันเจ็บปวดเกินที่จะรับไหว แต่ข้านั้นที่เต็มไปด้วยกำลังใจจึงเริ่มดูดซับลมปราณและ พลังงานปล่อยออกมา
24 ชั่วยาม (48 ชม ) การดูดกลืนเริ่มมาถึงช่วงท้าย
ในตอนนี้ข้านั้นมีเลือดของมนุษย์ มาร สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และเทพอยู่ในกาย หลังจากผ่านไป 2 วันข้านั้นบรรลุเข้าสู่ระดับสวรรค์ ชนชั้น เทพพิทักษ์สวรรค์ และมารพิทักษ์นรก ขั้นที่ 1 เหตุที่ข้ามีสองระดับเนื่องด้วยการดื่มโลหิตทั้งสองไปทำให้ข้ามีจุดตันเถียนเพิ่มมาอีก 2 จากเดิม มี 1ดังนั้นข้าในจอนนี้มีจุดตันเถียน ด้วยกัน 3 ที่ 1.มนุษย์ 2. มาร 3.เทพมนุษย์ นั้นเพื่อเข้าสู้ระดับสวรรค์/นรก แล้วจะสามารถเลือกด้านได้ โดยเมื่อถึงตอนนั้นจะมีแสงสีขาว สีดำ และสีรุ้ง สีขาว=เทพ สีดำ =มาร สีรุ้ง =เซียน เซียนนั้นใช้พลังชนิดเดียวกับพวกเทพ เพียงแต่ เซียนนั้นบ่งบอกถึงการยังคงเป็นมนุษย์ ซึ่งหมายความว่าหากมนุษญ์ที่เลือกเทพหรือมารนั้นเท่ากับว่า เป็นการจุติใหม่นั่นเอง จุติมาเป็นเทพหรือมารหรือยังคงเดิม
ระดับของข้าในจุดตันเถียนแรก(เซียน)คือ หลอมรวมสวรรค์ ขั้นที่ 1 หลังจากที่ข้านั่งสมาธิปรับแต่งลมปราณและลมปราณสวรรค์เสร็จ้วข้าจึงเริ่มการฉีกกระขากมิติอีกครั้ง แต่คราวนี้ต้องใช้พลังไป 2 ใน สิบล้าน ซึ่งมากกว่าเก่าที่ใช้ 1 ใน สิบล้าน แต่ก็หาใช่ปัญหาไม่ เพราะเปิดมิติในครั้งนี้คือการไปยังสวรรค์ถิ่นฐานที่ข้าเคยไปเยือนเมื่อเข้าสู่ห้วงแห่งความคิดนิรันดร์
เมื่อข้ามาถึง ก็เป็นเช่นครั้งเมื่อเข้ายังประตูสวรรค์ครั้ง เพียงแต่แตกต่างจากครั้งเก่าตรงที่เขามองเห็นข้าเป็นเซียนซึ่งก็คือมนุษย์ที่เข้าสู่ขั้นสวรรค์ พวกเขาในคราแรกก็คิดตกใจเล็กน้อยแต่หลังจากนั้นก็ให้ข้าเข้าไปยังโดยข้าเลยเริ่มการค้นหาสิ่งต่างๆ ดูเหมือนว่าความสามารถ คลื่นแสนลี้จะสามารถใช้บนสวรรค์ได้ก็นะ...มันเป็นวิชาอักขระสวรรค์หนิ่
ข้าเริ่มการใช้เนตรแสนลี้ซึ่งข้าบันญัติขึ้นมาใหม่จากการใช้ กว่าภาษานรก รวบรวมจนกลายเป็นบทร่ายเหมือนเวทย์สายมืด และดูเหมือนทั้งสองภาษาจะมีความสามารถทั้ง 5 สัมผัสที่แตกต่างกัน คนล่ะอย่างหรือว่าข้ายังไม่ได้เริ่มบันญัติจึงยังหาความสามารถได้ยังไม่ถี่ถ้วนถ้าข้าเริ่มบันญัติจริงๆล่ะก็คงได้มากกว่าหลายแสนวิชาหล่ะมั้งถึงตอนนี้ข้าคงแก่พอดีฮ่าๆเมื่อข้าใช้เนตรแสนลี้ครานึงข้าจึงเริ่มสาวเท้ามุ่งไปยังเมืองที่ข้าเคยมาเยือนครั้งแรกอีกครา
-------------------------------------------
ณ จักรวาลทาเนีย ที่แสนห่างไกลจากจักรวาลที่ป่ายซืออยู่โลกใบนี้มีความยิ่งใหญ่กว่าโลกที่ป่ายซือคงอยู่ หนึ่งพันเท่า มีการปกครองเป็น 2 ซีกโลกได้แก่ จักรวรรดิเซลเทียอา และ จักรวรรดิลาเนีย ในจักรวรรดิของแต่ละจักรวรรดิคนของจักรวรรดินั้นๆ มีรูปร่างที่แตกต่างกันเป็นอย่างมากไม่ว่าจะภายนอกและความสามารถ
โดยจักรวรรดิเซลเทียอา ผู้ที่เป็นคนของจักรวรรดินี้จะมีูปร่างสูงใหญ่ 3- 4เมตร มีใบหน้าและหน้าตาที่ดูดีสวยสง่า มีใบหูแหลมยาว ผมที่มีสีขาว และสีดำ กันบางผู้บางคนในจักรวรรดินี้มีเทคโนโลยีและความสามารถในกายแตกต่างจากจักรวรรดิลาเนียอย่างสิ้นเชิง โดยความสามารถของทางจักรวรรดิเซลเทียอาจะเป็นด้านกายภาพมีความสามารถเหมือนลมปราณของมนุษย์ในเผ่า อย่าง โลกของป่ายซือ แต่จักรวรรดิแห่งนี้คือผู้สร้างอักขระสวรรค์ จึงเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพิเศษอย่างมากคนที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างผู้นำจักรวรรดิเซลเทียอา" เซล เดโรซ " ผู้ที่จดจำอักขระสวรรค์ได้ ทั้ง 999 ซึ่งเป็นคนเดียวในจักรวาลก็ว่าได้ เพราะอักขระสวรรค์จะถูกถ่ายทอดจากผู้ที่กำลังใกล้จะดับลงสู่กระแสวิญญาณหรือก็คือผู้นำของจักรวรรดิคนนั้นๆ นั่นแหละ ซึ่งภายในเผาผันมีอายุยืนยาวถึง คนละ 1000 พันปี แต่เมื่อไหร่ที่ฝึกฝนตนจนชำนาญจะเริ่มการผลัดเปลี่ยนร่างกายอีกครั้ง จึง จะเพิ่มชีวิต 100 เท่าจึง มีอายุเพิ่มเป็น 100,000ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งผู้ที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็มีอายุอยู่ที่ 200,000 กว่าปีซึ่งแน่นอนว่าเป็น จ้าวจักรวรรดิระดับบรรพกาลที่เป็นยุคแรกเริ่มของจักรวรรดิเซลเทียอา
ส่วนทางจักรวรรดิลาเนีย ผู้คนในจักรวรรดินี้นั้นล้วนแต่มีผมเป็นสีสีฟ้า มีปีกที่อยู่ด้านหลังมีรวดลายสวยงามเหมือนดั่งวิหค มีส่วนสูงราว 2 เมตรกว่าๆ ผู้คนจักรวรรดิลาเนียตั้งอยู่ในถิ่นหิมะตลอดปี จึงทำให้ผู้คนมีความสามารถด้านพลังธาตุ ก็ธาตุน้ำ และธาตุน้ำแข็งผู้คนในจักรวรรดินี้ล้วนแต่ เป็นผู้ประดิษฐ์อักขระภูติซึ่งมี 999 ภาษาเช่นกัน อักขระภูตินั้นแตกต่างจากอักขระสวรรค์และนรกอย่างสิ้นเชิงเนื่องจาก อักขระภูติในใช้สำหรับการพันธสัญญาสัตว์ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่น่าหวาดกลัว ต่อให้มันจะน่ากลัวแค่นั้นก็ล้วนจะจบเป็นทาสรับใช้ให้แก่จักรวรรดินี้ทั้งนั้น ผู้ที่ทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรหรือสัตว์ต่างๆ จะสามารถใช้มวลพลังของสัตว์ชนิดนั้นได้อย่างชำนาญและเต็มร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างผู้นำจักรวรรดิลาเนีย"ลาเนีย เนเมซิส!" ผู้ที่ใช้สัตว์พันธสัญญาพร้อมกันได้มากที่สุดในจักรวาลนี้ซึ่งสูงสุดคือ 100 ตัว และสัตว์พันธสัญญาของลาเนียเนเมซิส นั้นส่วนมากแล้วเป็นสัตว์ชั้นสูงหายากเป็นที่สุดจึงได้มาเป็นผู้ปกครองจักรวรรดิแห่งนี้โดยมิมีใครขัดค้านแต่อย่างไร ในขณะเดียวกันจักรวรรดิลาเนีย ผู้คนในจักรวรรดิ ต่าง มีอายุร่วมนานเป็น ล้านปี บางคนก็อมตะเลยก็ว่าได้ซึ่งผู้เป็นอมตะส่วนมากจะเป็นผู้คนจากยุคบรรพกาลเช่นกัน แต่ความอมตะนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อไม่ถูกฆ่าก็เท่านั้น พูดได้ว่าเป็นความอมตะที่ไม่สมบูรณ์ เพราะหาก โดนสังหารก็เท่ากับตายอย่างแน่นอน หากแต่อยู่อย่างปกติเรื่อยเปื่อย ต่อให้ ผ่านมา 100 ล้านปีความหนุ่มสาว ก็ยังคงอยู่ความตายมิอาจถามหาได้แม้นแต่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้นผู้นำทั้งสองจักรวาลก็ต่างเกลียดชังซึ่งกันและกันมิอาจรู้ได้ว่าเพราะเหตุใด แต่คงไม่พ้นคำว่าตัณหา อย่างแน่นอนอาจจะเป็นฝ่ายจักรวรรดิเซลเทียอาที่ต้องการวิจัยการมีอายุยืนนานของฝ่ายจักรวรรดิลาเนีย แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองจักรวรรดิก็มิเคยทำสงครามกันหรือแม้แต่จะไม่ช่วยเหลือ บางคราทั้งสองจักรวรรดิที่เกลียดกันก็ช่วยเหลือซึ่งกันและกันหลายๆการทดลองทั้งสองจักรวรรดิก็ช่วยกันสร้างสิ่งต่างๆร่วมกันมาถึงแม้จะเกลียดขี้หน้ากันบ้างแต่เมื่ออยู่ต่อหน้างานการทดลองต่างๆทั้งสองไม่ต่างจากคู่ซี้ดูโอ้สำหรับการทดลองต่างๆเลยก็ว่าได้ และในตอนนี้สิ่งที่พวกเขาทดลองร่วมกันและเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมาย เรียกว่ามหาศาลนั่นก็คือ อัญมณี ผลาญจักรวาล มีความสามารถในการทำลายล้างสูงมากและสิ่งนี้กลับเหมือนกึ่งอาวุธกึ่งสิ่งมีชีวิต เพราะมันจะเลือกนายของตัวเอง ซึ่งแม้ทั้งสองจะร่วมสร้างแต่ทว่า... สิ่งที่พวกมันสร้างกลับมิได้เลือกพวกมัน สิ่งนั้นล่องลอยหายวับไปด้วยการเดินทางเหนือแสงของมัน สิ่งนี้จะเดินทางไปไม่รู้จบ เพื่อตามหานายของมัน ผู้ที่จะเหมาะสำหรับมัน
ณ ห้องทดลองในพระราชวังของจักรวรรดิเซลเทียอา
"อ๊ากกกกก มันหนีไปแล้ว !!!!???"" เสียงของเนเมซิสร้องหวยหวนอย่างปวดร้าวว"อั๊กก เจ้าปล่อยให้มันหนีไปได้เยี่ยงไร " "เหมือนกับข้าจะไม่ถามแบบเดียวกับเจ้าหล่ะน๊ะ ฮึ!!""เฮ้อ...ของแบบนี้หากไปอยู่กับคนชั่วช้า จักรวาลต่างๆที่อยู่ใกล้ๆคงไม่ถูกทำลายหรอกรึหรือแม้แต่ดาวของพวกเรา ..." เนเมซิสกล่าวพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืด
"ก็นะ... ขอแค่ภาวนาหล่ะนะ สิ่งนั้นทำมาจากการนำวัสดุหายากจากดาวต่างๆมา เป็นล้านๆดวงดาวไม่ว่าจะต่างจักรวาลข้าก็อุตส่าไปหามาแต่เยี่ยงไรเหตุใด มันมิรับข้าเป็นนาย~"ท่านเซลเดโรซ กล่าวพลันก้มหน้าก่อนจะหันไปมองที่ เนเมซิส
ในความสามารถของทั้งคู่นั้นเรียกได้ว่ามีระดับเท่ากับระดับทวยเทพ เลยก็ว่าได้ ทั้งร่างกายที่แข็งแรงร่างมนุษย์ที่วิวัฒนาการฒ์มากมายแล้ว ล้วนแต่มีทั่วทุกจักรวาล
----------------------------------------------
จักรวาล นั้นมี ด้วยการมากมายจนบรรยายหรือเปรียบเทียบกับอะไรมิได้ ในจักรวาลหนึ่งจักรวาลก็ล้วนมีกาแลคซี่ อีกนับล้านๆกาแลคซี่ ในกาแลคซี ก็ล้วนมีระบบสริยะล้านๆระบบ จะบอกว่าจักรวาลีภพจะมีสักกี่ที่กันก็ไม่มีใครรู้ได้แม้แต่พระเจ้าในระดับทวยเทพหรือแม้แต่พระเจ้าในระดับพระเจ้าจักรวาล ก็มิอาจรู้ได้ "จักรวาลีภพ" นั้นคือถิ่นที่อยู่ของ จักรวาล และจักรวาลคือถิ่นที่อยู่ของกาแลคซี่ ส่วนกาแลคซี่ก็คือถิ่นที่อยู่ของระบบสุริยะมากมาย ในขณะเดียวกันระบบสริยะก็คือถิ่นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต
นับไม่ถ้วน... อาจจะมีทั้งเป็นภัยและปลอดภัยซึ่งสิ่งนี้อาจหารู้ได้ไม่ ในขณะเดียวกันทุกๆโลกที่มีสิ่งมีชีวิต โลกใบนั้นๆจะมีสวรรค์และนรก ปรากฏขึ้นมาเองโดยไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ใดเป็นคนสร้าง อาจจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีของแกนโลกที่ต้องการหรืออาจจะเป็นการดูแลของ พระเจ้าวลีภพอีกทีก็เป็นได้ "พระเจ้าวาลีภพ" นั่นก็คือพระเจ้า ที่ปกครองพระเจ้าในจักรวาลพระเจ้าวาลีภพ นั้นก็คือพระเจ้าที่ปกครอง จักรวาลีภพ แม้จะมีจักรวาลีภพอยู่แต่เราก็ไม่อาจรู้ได้ว่าภพใดอีกที่จะใหญ่กว่าจักรวาลีภพ และชื่อของมันจะชื่อเยี่ยงไรอีก
ในขณะที่ทุกทุกภพเคลื่อนไหวไปตามกาลเวลา ที่เป็นตัวบ่งบอกชัดต่อการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตแต่ในขณะเดียวกัน มวล ก็เป็นตัวแปรของเวลาหากไม่มีมวล เวลาคงไม่มีหากเวลาไม่มี สิ่งก็ไม่มีเช่นกัน
-------------------------------
ณ ตำหนัก สวรรค์
"ดูเหมือนว่า จะมีมนุษย์ ขึ้นมาเป็นเซียนได้ .. ข้าว่า ข้าควรจะแจ้งสาร เชิญมายังงานเลี้ยงเซียน เทพ สักหน่อยดีรึไม่?? " เสียงอันทรงอำนาจ และมีเมตตาของ พระยูไลที่กล่าวกับเหล่าสาวกและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
"ทูญ พระพุทธองค์ ข้าผู้เป็นผู้ควบคุมชะตาชีวิตมนุษย์ เขียนชะตาชีวิตให้กับมนุษย์มากมายแต่ข้าจำได้อย่างแม่นยำเลยตลอดทั้ง 1 ล้าน ปีที่มนุษย์เกิดมา ข้าผู้เป็น ผู้เขียนชะตากรรมมิเคยเขียนให้ผู้ใด สามารถขึ้นมาเป็นเซียนได้ เลยแม้นแต่คนเดียว เพราะมันอาจจะนำมาสู่ความวุ่นวายของเหล่าเทพและมาร แต่แล้วเหตุใดจึงมีมนุษย์กำเนิดเป็นเซียนได้ข้าก็มิอาจรู้ได้ แม้ข้าจะมองหาผู้นั้นก็มิอาจมองหาเขาได้ พระพุทธองค์ท่านมีความเห็นใดกับเหตุการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้หรือไม่ขอรับ??"
"อื้ม... ข้าผู้นี้ก็มิอาจดูหรือตามเสาะหาผู้นั้นได้ ดูเหมือนว่าผู้นั้นจะเป็นผู้อยู่เหนือชะตาชีวิตจะเป็นเช่นไรก็ให้เป็นไปตามกรรมและเวรของสรวงสวรรค์หล่ะนะ ขอเพียงอย่างเดียวขอให้ผู้นั้นมิใช่ผู้ที่ มีความคิดชั่วช้าก็พอ แม้นข้าจะจัดการเขาได้แต่หารู้ไม่ว่าเขาหลบซ่อนอยู่แห่งใด คงมีวิธีเดียวคือการจักงานเลี้ยงสวรรค์ขึ้น ณ ตำหนักสวรรค์ส่วนล่างของสวรรค์ ของชั้น1"พระยูไลกล่าวจบจึงเริ่มการบำเพ็ญเพียรต่อผู้คนทั้งหลายก็เริ่มทำตามเช่นกันกลีบใบบัวมากมายทอแสงสีชมอ่อนและสีเขียวอ่อนสวยงามตาบนยังตำหนักสวรรค์ ชั้น 6ที่พระโพธิสัตว์และสาวกต่างๆรวมถึงพระยูไลพำนักอยู่
สวรรค์ นั้น มี ด้วยกัน 7 ชั้น ชั้นปฐพีสวรรค์ (ชั้น1) ชั้นวารีพิษร(ชั้น2)ชั้นพฤกษาดาราพรรณ(ชั้น3) ชั้นละอองสวรรค์(ชั้น4) ชั้นสรวงนภาวิหค(ชั้น5)ชั้นทุ่งสรวงเบ็ญจสวรรค์ (ชั้น6) ชั้นพระผู้สร้าง (ชั้น7)
นรก นั้นมี 7 ชั้นเช่น ชั้นโลกันต์ผลาญวิญญาณ(ชั้น1) ชั้นสบั๊นผลาญเพลิง(ชั้น2)ชั้นหมื่นเข็มพันปี(ชั้น3) ชั้นทำลายล้าง(ชั้น4) ชั้นอเวจีจองจำ(ชั้น5)ชั้นมัจจุราชหมื่นแสนรุ้งศิวา(ชั้น6) ชั้นพระผู้สร้าง(ชั้น7)
แม้นสวรรค์นรกทุกแห่งหนของโลกทุกใบจะไม่เหมือนกันแต่อย่างไรแต่ทว่า ชื่อภพภูมิของชั้นต่างๆของทั้งสวรรค์และนรกของทุกโลกที่มีสิ่งมีชีวิตกลับเหมือนกันหมดสิ้น เนื่องจากจะมีอักขระสวรรค์และนรกบอกถึงชื่อชั้นต่างๆไว้ ซึ่งอาจจะเป็นพระเจ้าวาลีภพ ผู้ที่ให้กำเนิดสวรรค์นรกและผู้เป็นพระเจ้าของจักรวาลีภพเป็นผู้สร้างอักขระต่างๆไว้บนทางเข้าสวรรค์นรกต่างๆไว้เป็นแน่
แต่ถึงกระนั้น ก็เป็นสิ่งที่สงสัยกันเป็นทุกผู้ทุกคนทุกเทพทุกมารว่า ชั้นผู้สร้างนั้นเทพระดับใดกันที่อาศัยอยู่ เพราะผู้ที่จะขึ้นไปชั้นต่างๆได้ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาติจากสวรรค์ฟรือนรกเสียก่อนเหมือนสวรรค์และนรกของทุกๆโลกที่มีสิ่งมีชีวิตนั้น.. มีชีวิตเช่นกัน!!!!
----------------------------------- ณ พื้นที่สวรรค์บุกเบิก
ที่แห่งนี้คือที่ๆ ข้าเคยมาเมื่อคราก่อน นั่นก็คือพื้นที่สวรรค์บุกเบิก ในสวรรค์แห่งนี้นั้นมี พื้นที่ที่แตกต่างกันมีถึง 4 ขั้วอำนาจ ข้ำอำนาจแรกที่ข้าอยู่ก็คือสวรรค์บุกเบิก ถัดจากนนี้ ก็สวรรค์แห่งสรวงดารา ถัดนั้นต่อไปก็ สวรรค์ประกายศักดิ์สิทธิ์ และสุดท้ายก็คือสวรรค์แห่งทวยเทพ ซึ่งจากสถานที่นี้ดูเป็นสถานที่ล้ำค่าแห่งหนึ่งมีพืชพรรณมากมายที่ข้ามิอาจรู้จักหากไม่อ่านในตำราหมื่นวิถีหล่ะนะ.. ข้าใช้คลื่นแสนลี้ในการหาความรู้เกี่ยวกับสี่ขั้วอำนาจและพื้นที่ พื้นที่ ทั้ง 4 ชั้วอำนาจนั้นเรียกได้ว่า เหมือน 4 ทวีป ในโลกมนุษย์เลยก็ว่าได้เพียงแต่แค่เรียกให้แตกต่างกัน ให้มันดูยิ่งใหญ่กว่าทวีปอ่ะนะ
ณ สวรร์ค์แห่งทวยเทพนั้นจะมีทางขึ้นไปยังสู่สวรรค์ ชั้น2 หรือก็คือชั้นวารีพิษร ซึ่งชั้น2 นั้นเป็นสถานที่ ที่มีเทพมหาสมุทรมากมายล้วนอยู่กันแม้นแต่สัตว์เวทย์บนผืนท้องทะเลแต่การที่ข้าจะขึ้นไปได้ข้านั้นจำเป็นต้องได้รับการยืนยันจากสวรรค์เสียก่อนเพราะหากสวรรค์มิอาจอนุญาติ ต่อให้ก้าวเข้าประตูไปก็จะถูกเด้งกลับมาสิ่งนี้คือสิ่งที่ผู้คนมากมายรู้และเล่ากันมาเป็นสิบๆล้านคน
เอาหล่ะข้านั้นจะบุกไปเป็นศิษของสำนักสวรรค์บุกเบิกเสียจะได้ข้ามไปยังขั้วอำนาจต่อไปได้ด้วยการเลื่อนระดับสวรรค์
ข้าเริ่มสาวเท้าทะยานตัวด้วยพลังสวรรค์ที่เอ่อล้นออกมา จนมาถึงตำหนักแห่งหนึ่งดูมีรวดลายที่สวยงามมีแสลสีทองสีเงิน ระยิบระยับ รอบกายมีไอเซียนปะปนมากมาย ต้นไม้หากยากที่ไม่เคยเห็นก็ล้วนตั้งตกแต่งอยู่หน้าเรือน ข้าเริ่มสาวเท้าอีกครั้งเพื่อมุ่งไปยังสำนักแห่งนี้
"หยุดก่อน !!! เจ้ามนุษย์ เจ้ามีเหตุอันใดกันจึงเข้ามายังที่นี่!!!!" เสียงของศิษภายในผู้หนึ่งที่เดินมาเห็นข้า
"คารวะศิษพี่ ข้านั้นมีนามว่าป่ายซือ ข้าอยากจะมีเข้ารับทดสอบเพื่อเป็นศิษสายนอกของสำนักขอรับไม่ทราบว่าศิษพี่จะพาไปพบผู้ ให้การทดสอบได้หรือไม่ขอรับ ?"
"เหอะ !!!มนุษย์เช่นเจา มันต่ำต้อย พลังก็ต่ำต้อย จะเข้าเป็นศิษของที่นี่นั้น จักต้อง เป็นระดับชั้นพิชิตสวรรค์เสียก่อน อย่างเจ้ามันเพียงแค่เศษสวะ ไปให้พ้น!!!"
"ศิษพี่ขอรับ ให้ข้าเข้าไปรับทดสอบเถอะขอรับ หากไม่ผ่านก็แล้วกันไป ใยศิษพี่ถึงไม่มีความยุติธรรมหล่ะขอรับ????""เจ้า !!!!"ข้าโค้งคำนับครานึงด้วยใบหน้าที่แสยะยิ้มเล็กกะว่าจะจัดการผู้ที่ระดับสูงกว่าตัวเองให้สิ้นไปเลยแต่ในใจข้าก็กังวลกังขาอยู่เหมือนกัน เพราะข้าจำต้องใช้ตันเถียนมนุษย์ของข้าทีมีระดับแค่หลอมรวมขั้นที่ 1 แต่ถึงแม้อย่างนั้น ก็มีความสามารถของท่านเสวียนเฮ่ยหลานอยู่จึงมีโอกาศ ห้าสิบๆในการรอดหรือผ่าน
"หึ !!! เจ้าตามข้ามา ข้าจะนำไปยังลานประลอง เหอะ!!!"ข้าเริ่มเบยหน้าขึ้นไปอีกครั้งก่อนที่จะเดินตามไปอย่างแช่มช้าดูมีเสน่ราศีเปล่งประกายเรืองรองอยู่ตลอดเวลา
ไรท์:ปูเนื้อเรื่องต่อ ฮ่าๆบริจาค ได้ที่ True wallet : 0645303024เริ่มต้นที่ 1B ช่วยๆเป็นค่าเน็ตให้หน่อยเนอะ ฮ่าๆสำหรับช่วงนี้จะเริ่มปูไปเรื่อย ๆนะคับ ปล.อัพก่อนเวลาฮิๆ
เราเห็นช่องอื่นก็ทำแนวแบบนี้เหตุใด ไฉนไม่ถูกแบนแบบข้าน่ะ TT