บทที่ 15 ตำแหน่งครูที่ว่างอยู่
ลู่เสี่ยวเยว่โมโหมาก “นังอ้วนอย่างแกคิดจะเอาเปรียบฉันหรือ?”
เจียงหนานตอบกลับอย่างมีน้ำโห “เธอเป็คนเริ่มเรียกก่อนเอง”
“แกมันน่าไม่อาย!” ลู่เสี่ยวเยว่แยกเขี้ยวยิงฟัน ก่นด่าเจียงหนาน น้ำลายพลันสาดกระเซ็น
“พอได้แล้ว!” ลู่ฮ่าวมองไปทางลู่เสี่ยวเยว่ด้วยกิริยาเยือกเย็น “ยังไม่ถึงตาเธอที่จะสั่งสอนหล่อน”
พอลู่ฮ่าวะเิโทสะ ลู่เสี่ยวเยว่ก็แค่นเสียงร้องเฮอะ ทำได้เพียงปิดปากเงียบแล้วใช้สายตาต่อสู้ฟาดฟันแทน
สวีเฉี่ยวเจินคาดไม่ถึงว่าจะเห็นลู่ฮ่าวปกป้องหญิงอ้วนคนนี้ เธอเลยรู้สึกขัดเคือง หน้าพลันบูดบึ้ง นับว่าทรมานใจยิ่ง
เจียงหนานเลือกที่จะเมินเฉยต่อคนป่วยประสาทเหล่านี้ แต่การที่ลู่ฮ่าวออกตัวปกป้องเธอ ทำเอาเธอประหลาดใจทีเดียว
ทุกคนกลับมาก้มหน้าก้มตากินอาหาร บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเลยตกอยู่ในความอึดอัดอีกครั้ง
ท้ายที่สุด ลู่เซิ่งหมินก็ทำลายความเงียบ “หนานหน่าน ฉันได้ยินมาว่าเธอเคยเรียนหนังสือใช่ไหม?”
เจียงหนานเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยท่าทางไม่ถ่อมตัวไม่แข็งกร้าวจนเกินควร “ใช่ค่ะ”
“อยู่ระดับชั้นไหนหรือ?” ลู่เซิ่งหมินถามอีกครั้ง
เจียงหนานตอบ “หยุดเรียนไปตอนมัธยมปลายค่ะ"
เธอเรียนเก่งมาั้แ่เด็ก ชื่นชอบการอ่านหนังสือ เพราะพันธะสัญญาที่ให้กับเด็กหนุ่มผู้ช่วยชีวิตเธอไว้เมื่อสิบปีก่อน เธอจึงยิ่งตั้งใจเรียนให้หนักเพราะอยากจะกลายเป็คนที่ยอดเยี่ยม
ในปีที่สองของมัธยมตอนต้น เจียงต้าิบอกให้เธอลาออกจากโรงเรียน เนื่องจากไม่มีประโยชน์ที่จะเรียนต่อ
ขณะนั้น กระทรวงศึกษาธิการได้เผยแพร่การศึกษาภาคบังคับเก้าปีในพื้นที่ชนบท
ถ้าเรียนแย่ก็จะยอมออกให้อยู่หรอก
แต่เธอผลการเรียนดี สัมพันธ์กับอัตราการเข้าเรียนต่อของโรงเรียน
ในเวลานั้น คุณครูและเ้าหน้าที่ในหมู่บ้านรวมตัวกันเพื่อทำหน้าที่คิดตัดสินใจแทนเจียงต้าิ
มองจากมุมคนข้างนอก เจียงต้าิเป็พ่อที่เมตตานัก
ภายใต้แรงกดดันทั้งสองด้านของโรงเรียนและเ้าหน้าที่ในหมู่บ้าน เขาเลยได้แต่ฝืนใจให้เธอเรียนต่อ
ต่อมาร่างกายเธอเปลี่ยนเป็อ้วนท้วนและอ่อนแอ สุขภาพไม่อำนวย ผลการเรียนตกต่ำลงจนต้องลาออกจากโรงเรียนในที่สุด
ครั้นได้ยินว่าระดับการศึกษาของเจียงหนานคือมัธยมตอนปลาย ลู่เซิ่งหมินก็คิดตรึกตรองบางอย่างในใจ
เขามองไปยังผู้เฒ่าลู่กับลู่ฮ่าว เอ่ยขึ้นว่า “โรงเรียนประถมในหมู่บ้านมีตำแหน่งครูว่างอยู่พอดี ฉันจะคุยครูใหญ่ให้หนานหน่านไปสอนเทอมหน้าแล้วกัน ในเมื่อเคยเรียนถึงมัธยมปลาย สอนชั้นประถมหนึ่งหรือสองก็พอ”
ทันทีที่ลู่เซิ่งหมินเปล่งวาจา ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างเผยสีหน้าอย่างหลากหลาย
ผู้เฒ่าลู่พึงพอใจกับเื่นี้มาก
ครูนับว่าเป็อาชีพที่มั่นคงเลยทีเดียว
หากหลานสะใภ้มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี เช่นนั้นระยะห่างระหว่างหล่อนกับลู่ฮ่าว ก็จะยิ่งขยับใกล้ขึ้นอีกก้าว
ทว่าสวี่อวี้ฉินกลับทำหน้าปั้นปึ่ง “เหล่าลู่ ปีก่อนฉันขอให้คุณหางานในโรงเรียนให้สวี่เจิง คุณบอกว่าไม่มีตำแหน่งว่าง ทำไมตอนนี้ถึงบอกว่าขาดครูอีกล่ะ?”
ลู่เซิ่งหมินสีหน้าราบเรียบ “อืม ตอนนี้มีตำแหน่งมันว่างพอดีน่ะสิ”
สวี่อวี้ฉินเผยสีหน้าไม่น่าดูชม เธอวางตะเกียบลงบนโต๊ะ หมดซึ่งความอยากอาหารไปโดยปริยาย
ไม่เพียงแต่ชายชราเท่านั้นที่ใจเอนเอียง แต่ลู่เซิ่งหมินก็เช่นกัน
ลูกสองคนของเธอ รวมถึงหลานชายหลานสาวฝั่งบ้านเดิมต่างเคยเรียนหนังสือทั้งนั้น ลู่เซิ่งหมินไม่เห็นเคยพูดถึงตำแหน่งครูในโรงเรียนเลย
แต่ทันทีที่ลูกสะใภ้คนนี้แต่งเข้ามา เขาก็จัดวางชามข้าวให้ถึงที่
สวี่เจิงยังคงพูดจาสุมไฟ “พอกับลูกสะใภ้นี่สองมาตรฐานจริง ๆ นะครับ”
“แม่ เห็นแล้วหรือยังครับ?”
ถ้อยคำแฝงความนัยของสวี่เจิงทำเอาสวี่อวี้ฉินทวีความไม่พอใจออกมา
บิดาบังเกิดเกล้าของสวี่เจิงถึงกับละทิ้งชีวิตเพื่อช่วยลู่เซิ่งหมิน
เขาจะปฏิบัติต่อลูกชายของผู้มีบุญคุณช่วยให้รอดชีวิตเช่นนี้ได้อย่างไร?
ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อก่อนลู่เซิ่งหมินเองก็ไม่ค่อยพูดอะไรกับเกี่ยวกับเธอและลูก
แต่พอต้องเผชิญกับความถูกผิด กลับลำเอียงเข้าข้างลูกชายแท้ ๆ มากกว่า
เมื่อบรรยากาศเริ่มไม่ค่อยดี เจียงหนานก็กล่าวว่า “ขอบคุณที่อุตส่าห์คิดเพื่อหนูนะคะ แต่…” เธอยิ้มแย้ม ปฏิเสธความเจตนาดีของลู่เซิ่งหมิน “ความสามารถของหนูมีจำกัด เกรงว่าจะสอนได้ไม่ดีพอน่ะค่ะ”
“อาการาเ็ของลู่ฮ่าวยังไม่หายดี หนูต้องดูแลเขา งานของโรงเรียนประถมในหมู่บ้านเก็บไว้ให้คนที่มีการศึกษาดีกว่านี้เถอะค่ะ พวกเราที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็ชาวบ้าน ไม่ได้มีความสามารถขนาดนั้น”
เจียงหนาเอ่ยไปเหลือบสวี่เจิงไปอย่างไม่ใคร่ใส่ใจ
ไม่ต้องพูดก็เป็อันเข้าใจ
สวี่เจิงั์ตามืดครึ้ม ไม่พูดอะไรอีก เขาเปลี่ยนไปก้มหน้าทานอาหารต่อ
“ลู่ฮ่าว คุณมีเื่อะไรจะบอกทุกคนไหม?” เจียงหนานเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันเก็บของทุกอย่างเรียบร้อยแล้วค่ะ”
แม่เลี้ยงกับน้องชายต่างพ่อต่างแม่ กอปรกับน้องสาวป่วยประสาท เข้ากันได้ยากจริง ๆ
เก็บของงั้นหรือ?
ลู่เซิ่งหมินถาม “เก็บของอะไรกัน?”
“พ่อครับ เราตั้งใจจะย้ายไปอยู่บ้านเก่ากับคุณปู่”
สิ้นเสียงนั้น สีหน้าที่เดิมทีไม่น่าดูชมของสวี่อวี้ฉินพลันโล่งโปร่งขึ้นหลายส่วน
วันนี้เธอกำลังหาวิธีให้พวกเขาย้ายออกอยู่ทีเชียว
คิดไม่ถึงว่าลู่ฮ่าวจะเอ่ยปากเอง
ย้ายออกไปก็ดี
เธอจะได้ทำงานน้อยลง
ลู่เซิ่งหมินขมวดคิ้ว “อยู่ที่นี่ก็ดีแล้ว ทำไมถึงอยากย้ายไปอยู่บ้านเก่าล่ะ?”
สวีเฉี่ยวเจินก็ประหลาดใจเช่นกัน
นังหมูอ้วนคนนี้ เพิ่งแต่งเข้ามาก็ยุยงให้ลู่ฮ่าวย้ายไปอยู่บ้านเก่าเสียแล้ว
คงกลัวความสัมพันธ์ของลู่ฮ่าวกับเธอน่ะสิ
มิน่าเล่าถึงคิดเตรียมแผนการแบบนี้
ลู่เซิ่งหมินยืนกรานว่า “พวกเธอสองคนอาศัยอยู่ที่นี่ดีแล้ว ถึงเวลาอาหารก็เรียกคุณปู่มากินข้าว ตอนกลางคืนไปนอนบ้านหลังเก่า เราเป็ครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น ไม่จำเป็ต้องแบ่งเป็สองบ้านหรอก”
ผู้เฒ่าลู่รีบกล่าวต่อ “ฉันทำอาหารเองได้”
แต่ลู่ฮ่าวกลับพูดว่า “เราจะไปอยู่บ้านหลังเก่าครับ ที่นั่นกว้างขวางดี”
ลู่ฮ่าวยังคงยืนยัน ไม่มีใครรั้งตัวพวกเขาอีกยกเว้นลู่เซิ่งหมิน แต่ถึงกระนั้น เื่การย้ายบ้าน ลู่ฮ่าวได้ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว
...
ชายชราขอทำกำแพงดินใหม่ ใช้ดินโคลนฉาบอุดรูหนูอะไรให้เรียบร้อย แล้วค่อยย้ายเข้ามาหลังจากนั้น
คืนนี้ ลู่ฮ่าวกับเจียงหนานเลยยังต้องอยู่ห้องหอบ้านเดิม
เนื่องจากเหตุการณ์ถอดเปลี่ยนกางเกงในตอนบ่าย ทั้งสองจึงต่างคนต่างอยู่ เจียงหนานยังคงอับอายกับฉากไม่คาดฝันมาก
ดีที่ลู่ฮ่าวมีผ้าก๊อซพันหน้าไว้ เลยเห็นสีหน้าเขาไม่ชัด
เธอถามหยั่งเชิงว่า “แผลบนหน้าคุณ หมอว่าอย่างไรบ้าง? มียาอะไรไหม?”
ลู่ฮ่าวตอบ “เปลี่ยนยาทุกสามวัน และก็กินยาแก้อักเสบป้องกันการติดเชื้อ”
คงต้องรอแผลตกสะเก็ดแล้วค่อยทาครีมลบรอยแผลเป็
“อ้อ ถ้าอย่างนั้น…” เจียงหนานอยากจะคุยกับเขาเื่ยาจีนต่อ
ทว่าลู่ฮ่าวกลับไม่ให้โอกาสเธอเลย เขาสวมเสื้อคลุม ตั้งใจจะออกไปข้างนอก “เธอพักผ่อนเถอะ คืนนี้ฉันจะไปนอนกับเพื่อน”
“ไม่นอนบนโซฟาหรือ?” เจียงหนานโพล่งออกมา
“ฉันมีธุระ”
ก่อนจากไป เขาปรายตามองเธอแวบหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงความนัย “อย่าลืมล็อกประตูด้วย”
เจียงหนานหน้าพลันแดงเถือก
พอลู่ฮ่าวจากไป เจียงหนานก็ไม่มีอะไรทำ ตอนนี้เพิ่งสองทุ่ม นับว่ายังเร็วไปที่จะนอน
เธอครุ่นคิดเื่ราวร้อยแปดพันเก้า แต่อย่างไรก็ยังนอนไม่หลับ
ตอนนี้เธอเริ่มทำการลดน้ำหนักแล้ว
ก่อนหน้านี้เจียงหนานกินยาปรับฮอร์โมนจนอ้วน หากหยุดกินยา บวกกับออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำหนักก็คงจะลดในไม่ช้า
ถ้าจำเป็ต้องกินเพราะอาการป่วย เธอคงหยุดไม่ได้ง่าย ๆ เธอยังจำต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และค่อย ๆ ลดยาตามสภาพอาการ
แต่เดิมทีเธอไม่ได้ป่วย แค่ต้องหยุดกินก็เท่านั้น
ให้ยาเธอทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ป่วย เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงหนานก็รู้สึกคับแค้นจนต้องขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ชาติก่อน ครอบครัวของเจียงต้าิไม่ได้ปล่อยเธอไปง่าย ๆ ขนาดนั้น
ไม่ว่าเธอจะแต่งงานกับใคร ก็ยังคงเพียรหาเหตุผลต่าง ๆ นานาส่งยาให้เธอ
พรุ่งนี้เป็วันที่เธอจะกลับบ้าน
เจียงหนานแววตาเย็นเยียบ เธอต้องกลับไป ไปพบพวกคนต่ำช้าเ่าั้
เจียงหนานเปิดไฟ ล็อกประตูแล้วออกกำลังกายในห้อง ตามด้วยซิทอัพหลายสิบครั้ง สุดท้ายก็เหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัว
ร่างกายของเธออ่อนแอลงมาก ทั้งนี้เพราะใช้ยาปรับฮอร์โมนเป็เวลานาน
นอกจากการออกกำลังกายแล้ว เธอยังต้องใช้ยาแผนจีนร่วมด้วย
...
วันรุ่งขึ้นเป็วันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนลู่ฮ่าวกลับมา เขาก็เห็นว่าประตูห้องของเจียงหนานยังคงปิดอยู่ เขาจึงไม่ได้เข้าไป
“ถ้าแกจะทากำแพงก็เรียกให้สวี่เจิงไปช่วยได้” วันนี้ลู่เซิ่งหมินไม่ได้ไปโรงเรียน ครั้นเห็นลู่ฮ่าวเลยอยากใช้โอกาสนี้เพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับลูกเลี้ยง
ลู่ฮ่าวส่ายหัว “ไม่ต้องหรอกครับ เดี๋ยวผมเรียกฉินเฟิงมาช่วย”
ลู่เสี่ยวเยว่ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงเพิ่งออกมาจากห้องสุขา พอได้ยินชื่อฉินเฟิง หน้าก็เป็ประกายสดใส เธอรีบบึ่งตรงเข้าไปลานบ้านทันที