“ลูกพลับรู้ไหมครับว่าอันที่จริงแล้วพวกผีจริงๆ น่ะ ไม่ได้น่ากลัวสักเท่าไหร่หรอกนะ”
ภานุวัฒน์เริ่มเื่ชวนลูกชายคุย
ในฐานะของคนเป็พ่อ เขาเห็นสมควรว่าจะต้องปรับทัศนคติของลูกพลับที่มีต่อผีสักหน่อยแล้วจะปล่อยให้ลูกชายเติบโตขึ้นมาเป็คนกลัวผีไม่ได้เพราะถ้าจะต้องมองเห็นผีทุก่นาทีของชีวิตขนาดนี้แล้วถ้าดันกลัวผีก็คงจะต้องกลัวจนเหนื่อยตายไม่ทันจะได้โตแน่ ๆ
นอกจากนี้เขาก็ควรจะต้องสอนให้ลูกพลับรู้จักกับวิธีรับมือพวกภูตผี ให้มากกว่านี้ โตขึ้นไปในอนาคตภายภาคหน้าจะได้ไม่ต้องถูกจิตมารสิงร่างเอาได้
“แต่พวกนั้นหน้าตาน่ากลัวนะครับ มีควันดำ ๆลอยอยู่รอบตัว แล้วก็ชอบจ้องลูกพลับเขม็งเลย” เด็กชายเถียง
‘โหยยยย ถึงขนาดเห็นควันสีดำ[1]ด้วย นี่มันโคตรสายตาดีเห็นชัดสุด ๆ ไปเลยนี่น่า’
“ตอนป๊ะป๋าเด็ก ๆ เคยเจอที่น่ากลัวกว่าพวกนั้นอีกแหวกไส้โชว์ แล้วก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่ป๊ะป๋าด้วย”
ไตเติ้ลเล่าถึงประสบการณ์พบเจอผีครั้งหนึ่งของตนเองที่เขายังตราตรึงไม่เคยลืมเลือนแม้ว่ากว่าจะมารู้เดียงสาว่าตนเองเจอผีหลอกจะเป็ตอนอีกหลายปีให้หลังก็ตาม
“ป๊ะป๋าไม่กลัวเหรอครับ?” ลูกพลับถาม
“ไม่เลย ป๊ะป๋าชอบมาก ตบมือให้ผีด้วยนะ” ทิดวัฒน์เล่าพลางหัวเราะ
“ห๊ะ?” เด็กชายขมวดคิ้ว
“จริง ๆ ตอนนั้นป๊ะป๋าเด็กกว่าลูกพลับตอนนี้อีกครับประมาณสี่ห้าขวบได้ คุณปู่ของป๊ะป๋าตอนนั้นบวชพระเป็เ้าอาวาสแล้วพอดีมีคนในชุมชนเสียชีวิต คุณปู่ก็ต้องไปสวดศพส่วนพ่อแม่ของป๊ะป๋าก็ต้องไปช่วยงานศพ ก็เลยไม่มีใครอยู่กับป๊ะป๋าเลยตอนนั้นป๊ะป๋านอนหลับอยู่ในกุฏิเ้าอาวาส ทุกคนก็ไปงานศพกันหมดพอตื่นมาก็นั่งเอ๋ออยู่คนเดียวรู้ว่าหลวงปู่ไปสวดศพก็เลยนั่งเฝ้ากุฏิให้หลวงปู่ไปทั้งอย่างนั้น”
“แล้วผีก็โผล่ออกมา?” ลูกพลับซัก
ตอนนี้เด็กน้อยไม่รู้สึกถึงความน่ากลัวอะไรเลยเพราะว่าป๊ะป๋าเล่นะโเล่าเื่ผีแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ของรถมอเตอร์ไซต์เสียงดังลั่นแถมเล่าไปยิ้มไป มันไม่ได้มีบรรยากาศที่จะทำให้รู้สึกหวาดกลัวได้เลยสักนิด
ลูกพลับรู้สึกสนุกและชอบมากกว่าที่ได้ยินเื่ของปู่ทวดคุณปู่ คุณย่า เื่ของญาติ ๆ ที่ป๊ะป๋าไม่เคยเล่าให้ลูกพลับฟังมาก่อนเลย
“มันมีคนขึ้นกุฏิมาครับ เป็ลุงข้างบ้านป๊ะป๋าเองชื่อว่าลุงน้อย ลุงแกมาถามหาเ้าอาวาส ป๊ะป๋าก็บอกว่าไม่อยู่ แกเลยถามต่อว่าป๊ะป๋าอยู่คนเดียวเหรอพอป๊ะป๋าบอกว่าใช่ลุงก็ถามว่า ‘จะเล่นกลให้ดูแก้เหงาเอาไหม’ป๊ะป๋าก็บอกว่า ‘เอาเลย ๆ อยากดู’ แล้วลุงคนนั้นก็เลยเริ่มเล่นกล”
“กลแบบมายากลใช่ไหมครับ ลูกพลับเคยดูตอนที่พ่อเมาหลับมีคนมาเล่นให้เด็ก ๆ ดูที่ตลาด” เด็กชายทำหน้าตื่นเต้น
แหม… ไอ้พ่องขี้เมาเดชานี่!ทำไมถึงได้มีวีรกรรมเมา ๆ โผล่มาในทุกฉากซีนของลูกพลับได้ตลอดเลยฟะ!ปกติฉากแบบนี้มันต้องเป็พ่อพาลูกไปดูมายากลไหมวะ ไม่ใช่พ่องเมาหลับแล้วลูกต้องแอบไปดูเองแบบนี้
“กลของลุงน้อยเจ๋งกว่าที่ลูกพลับเคยเห็นแน่ ๆป๊ะป๋ารับประกัน”
ไตเติ้ลเก็บความขุ่นเคืองไอ้พ่องเอาไว้ในใจแล้วเล่าถึงฉากต่อไป
“จริงเหรอครับ ลุงแสดงอะไรบ้างครับ ลูกพลับอยากดูบ้าง”
“ก็พอป๊ะป๋าบอกว่าอยากดู ลุงแกก็บอกว่าได้!จากนั้นแกก็อ้าปาก แล้วก็ค่อย ๆ แลบลิ้นออกมาช้า ๆ ลิ้นก็ยาวออก ๆ ๆ ๆ มาเรื่อย ๆจนถึงสะดือเลย”
“โหยยยย แกทำได้ยังไงครับ” ลูกพลับซัก
ตอนที่เด็กชายเห็นคนมาโชว์มายากลคนที่โชว์บอกว่ามันอยู่ที่ทริกของการใช้มือและอุปกรณ์ของเล่นมายากลต่าง ๆแต่การแลบลิ้นไม่ได้ใช้มือ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะมีอุปกรณ์ซ่อนอยู่สินะ
“ป๊ะป๋าก็ไม่รู้ครับ รู้แต่ว่าแกเก่งมากก็เลยตบมือให้แล้วก็รีเควสบอกว่าเอาอีก ๆ ลุงเก่งสุด ๆ แล้วลูกพลับรู้ไหมแกแสดงอะไรให้ป๊ะป๋าดูต่อ?”
“อะไรครับ?” เด็กน้อยถามกลับ
“แกเอามือควักเข้าไปในเบ้าตาแล้วดึงเอาลูกตาสองข้างออกมาให้ป๊ะป๋าดู”
“มะ… ไม่น่ากลัวเหรอครับ?”
ลูกพลับลองจินตนาการภาพดูแล้วก็ให้รู้สึกว่ามันน่าจะสยองขวัญอยู่
“ลูกตาคนออกมาอยู่นอกเบ้ามันก็คงน่ากลัวอยู่มั้งแต่คนที่อยู่ ๆ ก็ดึงเอาลูกตาตัวเองออกมาได้หน้าตาเฉยน่ะ มันเท่สุด ๆไปเลยไม่ใช่เหรอ?” ภานุวัฒน์ซักกลับลูกชาย
“อืม…”
ลูกพลับนิ่งคิด คนที่ทำอะไรเจ๋ง ๆในแบบที่คนอื่นทำไม่ได้ มันก็น่าจะเท่อยู่ล่ะมั้งแต่ถ้าทำให้ลูกพลับดูเด็กชายก็คิดว่ายังไง ๆ มันก็น่าจะดูน่ากลัวอยู่ดี
“ป๊ะป๋าชอบมากเลย ก็เลยตบมือให้แล้วก็บอกว่าเอาอีก ๆลุงเจ๋งมากเลย แสดงอีก”
“แล้วลุงแสดงต่อไหมครับ?”
“ต่อสิคราวนี้ลุงก็เอามือสองข้างจิกเข้าไปที่พุงของตัวเอง แล้วก็ค่อย ๆ แหวกออกเห็นตับไตไส้พุงข้างในหมดเลย ป๊ะป๋าจำได้ว่าเห็นหัวใจลุงแกขยับเหมือนกำลังเต้นตุบๆ ด้วยนะ”
“มะ…ไม่น่ากลัวเหรอครับ?” ลูกพลับเริ่มเสียงสั่น
ทำไมลุงคนนั้นถึงโชว์แต่อะไรหลอน ๆ นะควักลูกตาเงี้ย แหวะพุงเงี้ย ถึงลุงแกจะเก่งก็เถอะ แต่ถ้าให้ลูกพลับดูโชว์แบบนี้ลูกพลับว่า... พลับลาก่อยยยดีกว่า
“ถ้าเห็นเืมันก็คงจะน่ากลัวมั้งแต่ป๊ะป๋าจำได้ว่าที่ลุงแกโชว์ ๆ มานั่นน่ะ ไม่มีเืออกมาเลยสักหยด”
‘อืม…ถ้าแบบนั้นแปลว่าลุงแกใช้อุปกรณ์ช่วยในการแสดงกลสินะ’ ลูกพลับคิดในใจ
“ป๊ะป๋าจำได้ว่าลุงแกเจ๋งมาก เลยตบมือชื่นชมให้อีกแล้วแกเลยได้ใจ แสดงต่อให้ป๊ะป๋าดูอีกยาวเลยทั้งเดินบนกำแพงขึ้นไปบนเพดานแล้วห้อยหัวลงมา ทั้งถอดหัวออกมาจากตัวเงี้ย เก่งสุดๆ”
“ถอดหัวออกมาด้วย”
ลูกพลับเบิกตากว้างลุงเขาใช้เทคนิคอะไรกันแน่นะนั่น
“ถูกครับ ถอดหัวออกมาได้ด้วย เก่งสุด ๆป๊ะป๋าก็ปรบมือให้ไปหลายดอกเลย แล้วอยู่ ๆ … ป๊ะป๋ายังไม่ทันหมดสนุกเลย อยู่ดี ๆลุงแกก็เดินลงมาจากเพดานแล้วก็พูดว่า ‘ไอ้หนู ลุงเหนื่อยแล้วไปก่อนนะ’ แล้วลุงก็เดินลงกุฏิหายไปเลย”
“แล้วผีออกมาตอนไหนเหรอครับ?” เด็กชายซักต่อ
ฟังมาตั้งยาว ทีแรกลูกพลับคิดว่าผีน่าจะโผล่มาแข่งแสดงกลพร้อมกับลุงน้อยแต่ลุงน้อยก็กลับไปแล้ว สรุปคือผีออกมาตอนไหนกันล่ะ
“ผีออกมาั้แ่ต้นที่ป๊ะป๋าเล่าเลยล่ะ” ไตเติ้ลหัวเราะ
นี่แหละ! เขาถึงได้ว่ากันว่าอย่าดูถูกจิตใจอันแสนบริสุทธิ์ของเด็กๆ ขนาดผียังทำอะไรไม่ได้เลยจริง ๆ
“ตอนไหนครับ?” ลูกพลับพยายามนึก
“ตอนที่หลังจากนั้นสามสี่ปีป๊ะป๋าถึงเพิ่งจะมารู้ว่างานศพในคืนนั้นที่หลวงปู่ท่านไปสวดศพนั่นนะเป็งานศพของลุงน้อย แล้วลุงน้อยที่มาแสดงกลให้ป๊ะป๋าดูนั่นน่ะ เป็ตอนหลังจากที่แกตายไปแล้วสามวัน”ป๊ะป๋าอธิบาย
หือ…? งั้นก็หมายถึงว่าลุงน้อยคนนั้นเป็ผีแล้วป๊ะป๋าก็โดนผีหลอก? อย่างนั้นเหรอ?
“ตอนนั้นคิดว่าลุงน้อยแกคงเห็นป๊ะป๋าอยู่คนเดียวเลยมาอยู่เป็เพื่อนให้ซึ่งพอลุงน้อยลงจากกุฏิไปแป๊บเดียวหลวงปู่กับคุณพ่อคุณแม่ก็เดินขึ้นมาป๊ะป๋าก็เลยไม่ต้องอยู่คนเดียวเลย”
“งั้นก็แปลว่าลุงน้อยไม่ได้มีอันตรายไม่ได้ตั้งใจหลอกป๊ะป๋าใช่ไหมครับ” ลูกพลับซักตาแป๋ว
หึ! ตั้งใจสิ เต็ม ๆ เลยด้วย แค่ความไร้เดียงสาของเขาในวัยนั้นมันเป็เกราะป้องกันได้เป็อย่างดีพอเขาไม่กลัวพวกผีนิสัยไม่ดีก็เลยทำอะไรไม่ได้ต่างหาก
ไตเติ้ลคิดในใจ แต่ไม่เล่าออกไปให้ลูกชายได้ยินเขาแค่อยากให้เ้าตัวเล็กได้รู้ว่าถึงแม้ผีจะมาแบบน่ากลัวแต่ถ้าเราไม่กลัวมันเสียอย่างเ้าพวกนั้นก็หาทางทำร้ายเราได้ยากขึ้นเท่านั้น
[1]สีของจิตอ้างอิงจากประสบการณ์จริงของนักเขียนในเื่ของควันนิดหนึ่งนะคะคือในเื่เราเขียนว่าควันก็เพราะว่า้าบรรยากาศเหมือนที่เราดูหนังพอเป็ผีโผล่ก็มาก็จะมีควันบุหรี่ลอยขึ้นมาจากตัวผีแค่นั้นเลยล่ะค่ะแต่อันที่จริงแล้วพวกนี้จะไม่ค่อยมีควันลอยออกมาหรอกนะคะแต่เราจะแยกออกได้ว่าไหนผี ไหนคน ไหนเทวดา(อันนี้บางทีก็มีตอนที่แยกไม่ออกเหมือนกัน) ก็เพราะพวกนี้เขาจะมีออร่ามีสีของจิตที่เรามองเห็นอยู่ค่ะ ถ้าเป็พวกสีสัมภเวสีพวกนี้จะเป็เหมือนกับเงาดำ ๆตัวมืด ถ้าเป็ิญญาทั่วไปบางทีก็ดูไม่ออก เหมือนคนเลย แต่ถ้าเป็อย่างเ้าที่หรือพวกรุกเทวดานางไม้พวกนี้สีของจิตจะนวล ๆ ผ่อง ๆ ออกมา ทำให้ดูออกได้ง่ายอยู่ค่ะ