เมื่อเดินทางมาถึงแคว้นหยาง
ฮ่องเต้หยางหลงไท่ จัดที่พักเอาไว้ให้ให้หวังลี่เหยาอยู่ภายในราชวังตำหนักรับรอง หากแต่เว่ยหานฟงไม่ยินยอม จะพานางไปพักที่ของเขาที่ตำหนักพยัคฆ์ทมิฬสาขาใหญ่ของพรรคในแคว้นหยางเท่านั้น
หยางหลงไท่พยายามอธิบายเหตุผลต่างๆ ว่า ตอนนี้หวังลี่เหยาเป็นน้องสาวของเขาแล้ว เปิดประชุมพรุ่งนี้เขาจะออกราชโองการแต่งตั้งนางอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นก็จะจัดพิธีปักปิ่นพร้อมประกาศการหมั้นหมายระหว่างนางกับเว่ยหานฟง
“เจ้าว่าอย่างไรลี่เหยาบ้างเจ้าเห็นด้วยกับพี่หรือไม่?”
“ข้าขออยู่ที่พรรคกับพี่หานฟงดีกว่าเจ้าคะ บอกตามตรง คนที่ข้าสนิทและไว้วางใจที่สุดคือพี่หานฟง ตัวข้าไม่ใช่คนแคว้นหยาง แล้วข้าเองก็พึ่งจะรู้จักกับท่านไม่นาน เพียงแค่ท่านให้เกียรติและเอ็นดูข้า ข้าก็ขอบคุณยิ่งนัก อีกอย่างข้าไม่อยากเป็นองค์หญิง ข้าอยากเป็นคนธรรมดาที่ชื่อว่าหวังลี่เหยา หากพี่หลงไท่มีอะไรให้ข้าช่วย หากข้าช่วยได้ข้าพร้อมทำเต็มที่เจ้าคะ”
หวังลี่เหยาเห็นด้วยกับเว่ยหานฟง นางไม่ได้ชอบความวุ่นวายนัก นางคิดเพียงว่าหากหยางหลงไท่เห็นนางเป็นน้อง นางก็จะเคารพเขาเสมือนเขาเป็นพี่ชายนางจริงๆ เป็นน้องสาว แต่ไม่อยากเป็นองค์หญิง นางอยากเป็นหวังลี่เหยาคนธรรมดาไม่อยากอยู่สูงศักดิ์ต้อง ให้คนมากราบกราน พอได้ยินนางเอ่ยบอกเช่นนั้นทั้งหมดที่ได้ยินก็มีสีหน้าหลากหลาย
“เอาอย่างนั้นก็ได้ตามใจเจ้า แต่เรื่องแต่งตั้งเจ้าจะไม่เก็บไปคิดสักหน่อยหรือ?”
ส่วนทางด้านหยางหลงไท่ไม่ยินยอมเพราะว่าอยากตอบแทนนางบ้างในเรื่องต่างๆ ที่นางให้คำแนะนำตลอดการเดินทาง ความรู้ความสามารถที่นางมีตำแหน่งนี้เล็กน้อยไปด้วยซ้ำ แต่ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรนางก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ
หลังจากนั้นวันถัดมาฮ่องเต้หยางหลงไท่ประกาศกลางท้องพระโรง ขณะประชุมกับข้าราชบริพาร เขาบอกออกไปว่าจะรับหวังลี่เหยาเป็นน้องสาวบุญธรรม
ข้าราชบริพารในวันนั้นดีใจกันทุกถ้วนทั่ว จะไม่ดีใจได้อย่างไร แคว้นหยางมีเทพธิดาอย่างหวังลี่เหยา สวรรค์คงเมตตาราษฎรแคว้นหยางแล้ว หลังจากวันนี้ไปชาวแคว้นหยางจะต้องรุ่งเรืองขึ้นเป็นแน่
แต่บางส่วนก็คัดค้านเพราะยังไม่เห็นด้วย บางคนไม่เชื่อว่าข่าวลือที่เกี่ยวกับนางว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ จึงเอ่ยปากให้ฝ่าบาททรงทบทวนอีกครั้งหนึ่ง
ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลมารองรับ หยางหลงไท่ก็เข้าใจ การที่นางยังไม่ได้ทำพิธีใดที่เห็นผลชัดเจน ก็อาจจะให้ประชาชนชาวแคว้นหยางเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวนางได้ ส่วนตัวของพระองค์เอง หลายวันที่ผ่านมาได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้กับนางพระองค์เชื่อว่านางทำได้และสามารถแก้ไขปัญหาที่สะสมของพระองค์ได้จริง
“เอาล่ะ เรารับฟังพวกท่าน จะระงับเรื่องการแต่งตั้งนี้ไปก่อนหลังจากเสร็จพิธีช่วยชาวบ้านแล้วเราค่อยมาพูดคุยเรื่องนี้กันใหม่”
************
วันถัดมาหวังลี่เหยากับเว่ยหานฟง เดินทางออกไปสำรวจแคว้นหยาง ก็พบว่าการที่ชาวบ้านทั้งหลายไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตร เคยทำแบบไหนก็ทำแบบนั้นอยู่ เคยปลูกข้าวก็ปลูกแต่ข้าวอย่างเดียว พอถึงหน้าแล้งก็ลำบาก ชาติก่อนนางเป็นลูกชาวนา คงต้องนำความรู้ที่มีมาปัดฝุ่นซะหน่อยแล้ว
หวังลี่เหยากำลังทำพิธีขอฝนอย่างที่หยางหลงไท่บอกทุกคน หากแต่ที่จริงแล้วนางไม่ต้องทำอะไรมากมายเพียงแค่นึกก็เพียงพอแล้ว คิดแล้วก็ได้แต่ขอบคุณพรวิเศษของนางที่ทำให้นางได้มีโอกาสได้ช่วยเหลือผู้อื่น
นางหลับตากำหนดจิตนั่งสมาธินึกภาพฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง3วัน3คืนนึกไปถึงดินที่เริ่มอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่แห้งเหี่ยวกลับมาเหมือนเดิมราวกับมีชีวิต แม่น้ำคูคลองที่เหือดแห้งน้ำเริ่มผุดขึ้นมาจนกลับมาอยู่สภาพเดิม เมื่อหวังลี่เหยาลืมตาขึ้นมา สายฝนก็เริ่มไหลรินลงมาไม่ขาดสาย นางถอนหายใจอย่างโล่งอกครั้งแรกที่นางทำแบบนี้ผ่านไปได้ด้วยดี ประชาชนโห่ร้องด้วยความยินดี ทุกผู้ทุกคนตอนนี้ส่งเสียงเรียกนางว่าเทพธิดาไม่หยุด กระทั่งเหล่าองครักษ์ชิงจูชิงหลานก็เอากับเขาด้วย เล่นเอานางเขินอายจนแทบไปไม่เป็น หากไม่ได้เว่ยหานฟงช่วยใช้วิชาตัวเบาพานางออกมา นางคงจะทำอะไรไม่ถูก
"เหยาเอ๋อร์เจ้าลืมตาเถิด ถึงแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำที่ดังข้างๆ หูนางทำให้ได้สติรับรู้ว่าตอนนี้นางกำลังอยู่ในสภาพไหน
"พี่หานฟงปล่อยข้าลงก่อนเจ้าคะ แล้วชิงจูกับชิงหลานล่ะเจ้าคะ? "
นางแก้เก้อทำเป็นถามถึงองครักษ์สาวของนางเว่ยหานฟงไม่ยอมปล่อยตัวนาง นางก็ไม่กล้าที่จะปล่อยมือ ที่กำลังโอบรอบลำคอของอีกฝ่าย สถานการณ์เช่นนี้ช่างน่าอึดอัดใจยิ่งนัก หลายวันมานี้นางไม่ค่อยมีเวลาสวีท แค่ก! มีเวลาอยู่ด้วยกันนัก ต้องมีบุคคลที่2 3 4 5 อยู่ด้วยตลอด ตั้งแต่ที่นางยอมรับกับตัวเองว่ามีใจให้กับเว่ยหานฟงแล้ว
นางก็ไม่อาจทำตัวเหมือนเดิม มันขัดเขินจนไม่เป็นตัวเอง แต่ก่อนนางคิดว่าเพียงแค่จะซื้อเวลาให้กับตัวเองเท่านั้น เลยตกลงคบเป็นแฟนกับเขาใครจะคิดว่าชาติก่อนอยู่มาถึง30ปีไม่เคยมีความรัก กลับตกม้าตายหลงรักผู้ชายอายุน้อยกว่าแถมยังเป็นคนโบราณอีก
เวลาที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาไอ้อาการเขินอายแบบนี้ไม่เคยปรากฏ พอมาชาตินี้จะแก่แดดแก่ลมมีความรักรวดเร็วตั้งแต่ยังไม่15 อยากจะร้องเพลงรักไม่ต้องการเวลา จริงๆ
เว่ยหานฟงมองใบหน้าจิ้มลิ้มที่อยู่ในอ้อมแขนก็รู้สึกคันยุบยิบในใจภาพของสาวน้อยงดงามกับใบหน้า ที่ประเดี๋ยวยิ้ม ประเดี๋ยวหุบดึงดูดให้เอ็นดูนัก เขาอยากให้เรื่องที่นี้จบโดยเร็วที่สุด เขาอยากแต่งงานกับนางแล้ว ทุกวันได้แต่อดกลั้นเอาไว้ ไม่อยากทำอะไรให้นางไม่พอใจ พยายามเก็บไม้เก็บมือหักห้ามใจไม่ไปโอบกอดนาง วันนี้เห็นผู้คนมากมายเคารพกราบไหว้บูชานาง เมื่อสีหน้าที่ตกใจของนาง เขาจึงฉวยโอกาสอุ้มนางกลับมาที่พรรคพยัคฆ์ทมิฬ จึงไม่นับว่าเขากำลังเอาเปรียบนางอยู่
"เดี๋ยวสักครู่พวกนางก็ตามมา เจ้าเหนื่อยหรือไม่? พี่จะพาเจ้าไปพักผ่อน"
"ข้าไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ ไม่เหนื่อยเลยสักนิด พี่หานฟงปล่อยข้าลงเถิดเจ้าค่ะ อุ้มข้าแบบนี้จะลำบากแย่"
ช่วงนี้นางกินเยอะด้วยกังวลว่าเขาจะเห็นห่วงยางน้อยๆ ของนางหรือเปล่า ทำอย่างไรได้ที่นี่ของอร่อยมันเยอะจริงๆ
"พี่ไม่ลำบากเลยสักนิด ใจจริงพี่อยากจะอุ้มเจ้าแบบนี้ตลอดไปด้วยซ้ำ"
ชายหนุ่มวางร่างของนางบนเก้าอี้ข้างตัว เพราะไม่อยากเห็นน้องเขินอายไปมากกว่านี้ เดี๋ยวนางจะพาลโกรธและไม่พอใจเขาเอาตอนนี้นางกำลังอารมณ์ดี เขาตามใจนางหน่อยก็แล้วกันแล้วเว่ยหานฟงโบกมือสั่งการให้คนยกของที่เขาเตรียมมาไว้ให้นางหลายวันก่อน องครักษ์กลุ่มนึงที่เดินทางไปหุบเขาพิษได้รับคำสั่งด่วนจากท่านประมุขให้ไปเอาบางอย่างมาให้นางโดยเฉพาะ สิ่งนี้ของนาง ทำให้องครักษ์ของเขามีสีหน้าสงสัยว่าท่านประมุขของเขาทำไมถึงต้องอยากได้สิ่งนี่!
หวังลี่เหยามองไปที่โถเบื้องหน้า ที่ห่อมาอย่างดีอย่างงุนงง สงสัยว่ามันคืออะไร คิ้วเรียวขมวดมุนอย่างสงสัย มือน้อยยื่นมือไปรับของที่เว่ยหานฟงส่งให้ ในขณะที่เขาเอาแต่มองนางยิ้มๆไม่ยอมเฉลยสักทีว่ามันคืออะไร
“นี่คืออะไรเจ้าคะ?”
เว่ยหานฟงมองคนตัวเล็กที่นั่งกระพริบตาปริบ ปริบ มองสิ่งที่อยู่ในมือ คนตัวใหญ่มองคนตัวเล็กด้วยดวงตาประกายพราวระยับ ฉายแววเจ้าเล่ห์ ตรงหน้ามุมปากโค้งสูงขึ้น
“นี่มันปลาร้าของข้านี่เจ้าคะ”
เว่ยหานฟงเห็นใบหน้าสดใส ที่กำลังยิ้มกว้างของนางก็พลันโล่งอกเมื่อหลายวันก่อนนางมีสีหน้าไม่ค่อยจะสู้ดีนัก คงเพราะต้องเดินทางหลายวันได้ยินนางพูดถึงปลาเน่าหรือสิ่งที่นางเรียกว่าปลาร้า จึงให้องครักษ์เอามาให้
“พี่หานฟง น่ารักอ่ะ!”
หวังลี่เหยาดีใจมากกระโดดหอมแก้มเขา พร้อมกับเอ่ยชมแบบที่ปกติคำนี้ไม่ใช่พูดกับบุรุษเช่นเขา ไม่รู้ว่าทำไมพอเห็นนางแสดงท่าทางดีใจเขาก็ยินดีที่จะเป็นคนน่ารักสำหรับนางคนเดียวยังไม่ทันได้พูดอะไรกับนาง เพราะนางพูดเสร็จภาพสุดท้ายที่เว่ยหานฟงเห็นคือ นางกอดโถวิ่งจากไปโดยที่ทิ้งคำว่า ‘น่ารัก’ เอาไว้ปล่อยให้คนน่ารักหน้าแดงก่ำนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม