มรรคาพลิกฟ้า

    บทที่ 155 กลับตระกูล

            เนื่องด้วยระดับพลังปราณอันยิ่งใหญ่ที่ต่างสัมผัสได้นี้หากแม้นเป็นสัตว์อสูรหรือบุคคลใดที่มิมีเจตนาดี ต่อให้ทั้งสามที่มีนงคราญสุรางค์สวรรค์เหมี่ยวเซี๊ยะซึ่งมีพลังที่ปราณราชันย์ระดับเจ็ดขั้นสุด หยางเสี่ยวเอ๋อร์มีพลังปราณราชันย์ระดับหกขั้นสุด และเยี่ยนฟางที่มีปราณราชันย์ระดับสองขั้นสุด


            แม้จะร่วมมือกันก็มิอาจมีพลังเทียบเท่าหนึ่งในสิบของระดับพลังปราณอันยิ่งใหญ่ที่ต่างสัมผัสได้ขณะนี้ หลังจากทั้งสามเข้าหลบซ่อนตัวภายในถ้ำ ก็เก็บซ่อนพลังปราณทั้งหมดจนมิอาจสัมผัสได้ต่างสงบนิ่งแอบมองไปยังเส้นทางยังปากถ้ำ

     

            บัดนี้ระดับพลังปราณอันยิ่งใหญ่ที่ต่างสัมผัสได้นั้นกำลังมุ่งตรงเข้ามาหาอย่างรวดเร็วและหยุดลงใกล้ปากถ้ำ เหมือนสิ่งนั้นกำลังสำรวจตรวจสอบอะไรบางอย่าง สตรีทั้งสามต่างเก็บซ่อนพลังจนมิมีกระทั่งเสียงลมหายใจ เหงื่อกาฬของทั้งสามไหลเปียกชุ่มไปทั้งตัวด้วยความหวาดหวั่น พลังอันกล้าแกร่งหาที่ใดเปรียบได้เคลื่อนเข้ามาใกล้ปากถ้ำเรื่อย ๆ จนมาถึงปากถ้ำ ปรากฎร่าง ๆ หนึ่งขึ้น เสียงอุทานและเสียงเรียกอย่างตื่นเต้นได้ดังขึ้นพร้อมกัน

     

            "อา..!!"

     

            "พี่กังหลง..!!"

     

            "คุณชายกังหลง..!!"

     

            เมื่อเห็นร่างที่ปรากฎยังปากถ้ำกลับเป็นบุคคลที่ทั้งสามกำลังเป็นห่วงและกำลังออกตามหา ทั้งสามหลังจากส่งเสียงก็พุ่งกายออกจากที่ซ่อนไปยังกังหลงในทันที กังหลงเมื่อเห็นสารรูปของทั้งสามสาวที่เหงื่อกาฬเปียกชุ่มมีสีหน้าตื่นตระหนกและยินดีผสมกัน ดูท่าทางน่าเวทนายิ่ง คิดว่าคงเป็นเพราะทั้งสามห่วงใยตนและออกตามหาตนจนมีสภาพเช่นที่เห็นจึงกล่าวด้วยเสียงและสีหน้าที่ละอาย 

     

            "ข้าต้องขอโทษพวกเจ้าด้วยที่ทำให้เป็นห่วงและต้องลำบากออกค้นหาข้าจนทำให้เหน็ดเหนื่อยเปียกปอนเช่นนี้ บังเอิญข้าออกไปสำรวจพื้นที่และหาสมุนไพรที่จำเป็นเพื่อจะปรุงยกระดับพลังฝีมือให้พวกเจ้า แต่พวกเจ้าเล่นอะไรกันถึงกับซ่อนพลังปราณจนแทบจะสัมผัสมิได้หรือคิดจะเล่นแอบซ่อนให้ข้าเป็นกังวลหากข้ากลับมาที่ถ้ำแล้วมิสามารถตรวจพบเจอพวกเจ้าได้   ฮ่า  ฮ่า  ฮ่า"

     

            กังหลงหัวเราะอย่างชอบใจที่เข้าใจว่าสามสาวนั้นตั้งใจจะเก็บซ่อนพลังเพื่อมิต้องการให้ตนสัมผัสพลังได้ยามที่ตนกลับมาที่ถ้ำ จะได้เกิดความกังวลและเป็นห่วง สาวสาวเมื่อได้ยินเช่นนั้นถึงกับหน้าเบ้ ตรงเข้าทุบตีกังหลงเป็นการใหญ๋

     

            "ตุ๊บ..ตุ๊บ..ตุ๊บ..!!"

     

            "นี่แน่ะ..นี่แน่ะ..เล่นซ่อนหารึ ?"

     

            "ตุ๊บ..ตุ๊บ..!!"

     

            "โอัย..!!"

     

            "นี่พวกเจ้าโกรธเคืองที่ข้าหาพวกท่านพบรึ...ฮ่า ฮ่า  ฮ่า"

     

           "ตุ๊บ..ตุ๊บ..!!"

     

            "นี่แน่ะ..เป็นท่านนั่นแหละที่ทำให้พวกเราตกใจ.!!"

     

            "พอ..พอ..หยุดก่อนนี่มันเรื่องอะไรกัน..?"

     

            "พลังฝีมือของท่าน..!!"

     

            "อ๋อ..ข้าเพิ่งบังเอิญโชคดีได้ยกระดับปราณขึ้น.."

     

            กังหลงห้ามปรามและสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้ทราบว่าแท้จริงเป็นทั้งสามตกใจต่อระดับพลังของตนที่แผ่ซ่านออกมาเพราะขณะกลับมาด้วยความรีบเร่งกังหลงลืมใส่สร้อยปิดชีพจรซ่อนลมปราณ จึงหัวเราะชอบใจและได้บอกเล่าถึงการที่พลังฝีมือได้ยกระดับขึ้นจนถึงปราณครึ่งก้าวสู่จักรพรรดิ์สงครามขั้นหนึ่งช่วงชั้นสูง สร้างความประหลาดใจและยินดีให้แก่สตรีทั้งสามเป็นอย่างยิ่ง

     

            เนื่องจากตอนออกจากหุบเหวมาด้วยความเป็นห่วงสตรีทั้งสามกังยเทียนก็รีบมุ่งตรงกลับมายังถ้ำที่พักทันทีโดยมิทันได้เก็บซ่อนพลังปราณไว้ เมื่อเห็นสารรูปของทั้งสามที่เปียกปอนไปด้วยเหงื่อจนเสื้อผ้ารัดรูปเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนยิ่งช่างงดงามเย้ายวนดุจเทพธิดานางสวรรค์มิปาน ก็หน้าแดงเล็กน้อยแสร้งเบือนหน้าไปทางอื่น สามสาวเมื่อเห็นชายหนุ่มมองมายังตนทั้งสามแล้วมีสีหน้าแดงหลบตาหันไปทางอื่น จึงต่างก้มสำรวจตัวเองเมื่อเห็นสภาพอันเย้ายวนของตัวเองต่างอับอายใบหน้าแดงฉานไปจรดหูกันทุกคนเช่นกันต่างรีบขอตัวถลันกายเข้าห้องหับของตัวเองในทันที

     

            "ง๊ะ..สายตาช่างเลวยิ่ง..!!"

     

            ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากังหลงก็ใช้เวลาส่วนหนึ่งเรียนรู้และปรุงโอสถส่งเสริมสตรีทั้งสามให้มีความกล้าแกร่งพลังฝีมือยกระดับขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนตัวเองก็ฝึกฝนการใช้พลังควบคุมดาบอัคคีโลกันต์อเวจีจนช่ำชองสามารถเรียกเก็บผนึกเข้าสู่กายได้โดยผนึกเป็นรูปกำไลหลากสีระยิบระยับพันรอบบนข้อมือซ้ายดูเหมือนใส่เครื่องประดับสวยงาม มิต้องเก็บไว้ในแหวนมิติเช่นกาลก่อนอีก  ขณะเดียวกันกังหลงได้มีความคิดจะเรียนรู้การผสานพลังจักระอัคคีและจักระอัศนีเข้าด้วยกัน ตามเคล็ดวิชาที่ว่า

     

                            ...สัตตะมรณา...วิญญาณ...วารี...สายฟ้า...แสง...วาตะ...ดิน...อัคคี...

                                                         แยกเอกา...กำเนิดสัตตะท่วงท่า...พิชิตฟ้า...

                                                         ไตรธาตุ..สู่ยอดเยี่ยม

     

                                                         รวมธาตุสัตตะเลิศล้ำ...กำเนิดเอกาท่วงท่า...สวรรค์มรณา

                                                         หมุนเวียนร้อยแปดรอบ เติมเต็มจักระหนึ่งธาตุกำเนิดหนึ่งท่วงท่าพิฆาต

                                                         หนึ่งราตรีหลอมรวมเจ็ดท่วงท่า กำเนิดหนึ่งสัตตะมรณา...

     

            แต่แม้จะพยายามเช่นไรก็มิอาจผสานเข้ากันได้ เหมือนยังขาดพลังบางอย่าง จึงได้เลิกล้มพักการเรียนรู้วิชาสัตตะมรณาไว้ก่อน มุ่งฝึกปรือเคล็ดวิชาลมปราณตามเคล็ดลมปราณสวรรค์รวมธาตุปัจเจกเทวะจุติ เคล็ดวิชาวิญญาณเทวะ เคล็ดท่าร่างเก้ากายาอัศนีไม่ทิ้งรอยและเคล็ดมายาสวรรค์กลืนอัคคีวิเศษ จนยิ่งเสริมฐานของวิชาเหล่านี้ให้หนาแน่นยิ่งไป เมื่อใดที่มีปัจจัยเกื้อหนุนที่เหมาะสมก็พร้อมจะยกระดับเคล็ดวิชาเหล่านี้ให้สูงขึ้นสู่ระดับต่อไปได้ทุกเมื่อ

     

            ครั้นเล็งแลแล้วเห็นว่าตนคงมิอาจพัฒนาไปได้ในเวลาอันสั้นนี้ เวลาที่เหลือกังหลงจึงทุ่มเทในการส่งเสริมสตรีทั้งสามจนหมดสิ้น ทุกคราที่ทั้งสามสามารถใช้โอสถยกระดับปราณส่งเสริมได้ กังหลงจะเตรียมหลอมโอสถและให้ทั้งสามกลืนกินเพื่อยกระดับปราณขึ้นไปเรื่อย ๆ

     

            จวบจนทั้งหมดใช้เวลาภายในห้องกาลเวลาผ่านมารวมทั้งสิ้นครบหกปีกับอีกประมาณสิบเดือน สตรีทั้งสามที่ได้รับการส่งเสริมจากโอสถยกระดับปราณจนกระทั่งระดับปราณไปหยุดอยู่ที่ระดับเดียวกันทั้งหมด คือปราณราชันย์ระดับแปดขั้นเก้าช่วงชั้นสูง แม้กังหลงจะพยายามช่วยเหลือเพียงไรแต่ก็มิอาจเป็นผลอีก คล้ายทั้งสามจะพบเจอทางตันเข้าฉันนั้น

     

            เนื่องด้วยปัจจุบันความสามารถและโอสถที่กังหลงสามารถปรุงได้มีเพียงแค่นี้ หากสตรีทั้งสามจะก้าวล้ำกว่านี้ต้องได้กลืนกินโอสถระดับแปดระดับสูง หรือได้ฝึกปรือในพื้นที่ที่มีระดับปราณมากกว่าห้องกลาลเวลาแห่งนี้ถึงสามเท่า  ซึ่งสิ่งเหล่านี้สุดที่ทั้งสามจะมีโอกาสได้พบเจอได้ในดินแดนแห่งนี้ และดินแดนที่มีระดับปราณมากกว่าห้องกลาลเวลาแห่งนี้ถึงสามเท่าจะมีอยู่จริงรึไม่ ? ถ้าหากมีอยู่ แล้วจะอยู่ที่แห่งใด ?


            สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามในห้วงความคิดของกังหลงและสตรีทั้งสาม  อีกอย่างที่สำคัญที่สตรีทั้งสามต่างหวาดหวั่นเนื่องด้วยสิ่งที่กังหลงบ่งบอกไว้คือการที่จะก้าวข้ามไปสู่ปราณจักรพรรดิ์สงครามได้นั้นจำเป็นต้องผ่านบททดสอบของทัณฑ์สวรรค์อัสนีวิบัติให้ได้ก่อนหากแม้นผู้นั้นยังมิมีความสามารถมากพอที่จะต้านรับได้หรือมีผู้ที่มีความสามารถช่วยต้านรับไว้ให้แล้วละก็เท่ากับต้องเอาชีวิตตนเองมาแผดเผาทิ้งไปกับสายฟ้าแห่งทัณฑ์สวรรค์

     

            เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งหมดจึงได้ออกจากห้องกาลเวลาและมุ่งกลับตระกูลกังเพื่อกังหลงและเยี่ยนฟางจะได้เตรียมตัวในการเข้าร่วมการคัดเลือกตัวแทนของตระกูลกังเพื่อเข้าแข่งขันระดับเมืองที่จะมีขึ้นในอีกหนึ่งวันนับจากนี้