ครั้นเฉินเกอดื่มน้ำแกงจนหมดถ้วยก็รับรู้ได้ทันทีว่าทั้งร่างกายอบอุ่นขึ้นมากเขามองหนิงมู่ฉือที่วางตะเกียบลงพร้อมกับเอ่ยถาม “เป็นอันใดไปอาหารไม่ถูกปากฉือเอ๋อร์หรือ”
หนิงมู่ฉือส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงท่าทางน่าสงสาร “ไม่ใช่ แค่เมื่อตอนบ่ายกินเนื้อกระต่ายย่างเข้าไปเยอะ มันยังย่อยไม่หมดก่อนหน้านี้ข้าหิวมากก็จริง แต่พอได้มาเห็นอาหารเหล่านี้ ข้ากลับไม่มีความอยาก”
เฉินเกอยิ้ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไรไว้เจ้าหิวเมื่อไหร่ค่อยลงมาสั่งใหม่”
หลังจากทั้งสองทานจนอิ่มก็ตัดสินใจว่าจะนั่งพักอยู่ที่โต๊ะสักครู่เวลานี้เองที่สายตาของหนิงมู่ฉือเหลือบไปเห็นสองสามีภรรยาคู่หนึ่งจูงมือกันเดินเข้ามาในร้านผู้เป็นสามีเก็บร่มก่อนจะประคองภรรยาที่ท้องใหญ่เดินไปนั่งอย่างระมัดระวังจากนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เหนียงจื่อ[1] เจ้าอยากกินอะไร บอกข้าได้เลย”
ภรรยาผู้นั้นมองสามีด้วยแววตาอ่อนโยน ใช้มือลูบท้องอย่างมีความสุข “ท่านสั่งอาหารที่มีรสเผ็ดให้ข้าเป็นพอ ตั้งแต่ตั้งครรภ์ ข้าก็อยากกินแต่อาหารที่มีรสเผ็ด”
“ได้ เดี๋ยวข้าสั่งให้” แววตาของผู้เป็นสามีเต็มไปด้วยความรักใคร่ขณะเดินไปหาเถ้าแก่เนี้ย
หนิงมู่ฉือมองสามีภรรยาคู่นี้อย่างเหม่อลอย เฉินเกอเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย“ฉือเอ๋อร์มีคนในใจแล้วหรือ เหตุใดถึงเห็นคนคู่นั้นแล้วนิ่งไป”
หนิงมู่ฉือชะงักก่อนจะหันไปมองเฉินเกอ แต่เพียงครู่เดียวก็ก้มหน้าหลบสายตามือที่ยื่นออกไปจับแก้วไม่ทันระวังน้ำจึงกระฉอกออกมา นางรีบเช็ดอย่างลนลาน “หากเป็นเมื่อก่อนข้ามี เพียงแต่ข้าเห็นแก่ตัวเกินไป มักมีเรื่องต้องทำ มีโอกาสได้เจอแต่ไร้วาสนาต่อกัน”นางเอ่ยขณะก้มมองน้ำในแก้ว
เฉินเกอมีสีหน้าผิดหวัง แววตาล้ำลึกยากจะคาดเดาหนิงมู่ฉือเงยหน้ามองเฉินเกอพร้อมแย้มยิ้ม “ท่านเป็นอันใดไปแล้วจอมยุทธ์น้อยเฉินเล่ามีหรือไม่”
เฉินเกอยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนจะยกจอกสุราขึ้นดื่มจนหมดจอก “มี แต่นางไม่รู้ว่าข้าชอบนาง” เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือด้วยสีหน้าเรียบนิ่งเขาอยากจะดึงนางเข้ามาในอ้อมกอดเหลือเกิน
“คือสตรีใด นางช่างโชคดีเหลือเกิน” หนิงมู่ฉือเอ่ยอย่างสนอกสนใจทว่าเฉินเกอกลับหลบตา
คือเจ้าอย่างไรเล่า เฉินเกอพูดอยู่ในใจด้านนอกหิมะตกลงบนพื้นเป็นกองหนาหนึ่งชั้นทันใดนั้นเองคนกลุ่มหนึ่งสวมชุดสีแดงดำพกดาบก็เดินเข้ามาในร้านเสียงหัวเราะดังสนั่นน่ากลัวลอยเข้ามาในโสตประสาท ทำให้หนิงมู่ฉือรู้สึกปวดศีรษะยิ่ง
เฉินเกอมองกลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ผาดหนึ่งก่อนจะรีบหันกลับมาแล้วก้มหน้าลงต่ำหนิงมู่ฉือเห็นเช่นนั้นรู้สึกได้ว่าสถานการณ์ไม่เหมือนปกตินางมองคนกลุ่มนั้นอย่างหวาดระแวง คนกลุ่มนี้ดูไม่มีเจตนาดีอย่างเห็นได้ชัดสายตาสอดส่ายมองไปรอบๆ ในขณะที่เฉินเกอมีสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง
“ฉือเอ๋อร์ มืดแล้ว รีบขึ้นไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องรีบออกเดินทางแต่เช้า”เฉินเกอบอก นางพยักหน้า เดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อกลับห้องของตัวเอง เดินมาถึงหน้าห้อง นางหันมองคนกลุ่มนั้นที่อยู่ด้านล่างผาดหนึ่งก่อนจะเอ่ยถามอย่างระแวง“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านคือใครกันแน่”
เฉินเกอยกยิ้มมุมปาก หน้าตามีแต่ความโดดเดี่ยว ขณะเอ่ยคำห้าคำออกมา “คนในยุทธภพ”
วิทยายุทธของเฉินเกอได้บิดาและอาจารย์สั่งสอนมาเขาจึงมีวิทยายุทธไม่เป็นสองรองใคร ทว่าน่าเสียดายที่บิดาเสียชีวิตไปแล้วอาจารย์ก็กลับเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า เขาตอนนี้จึงอยู่ตัวคนเดียวหลายปีมานี้เขาออกตามหาคนที่ฆ่าบิดาและยาที่จะช่วยรักษาอาจารย์ให้หายดี ทว่าหาอยู่หลายปีกลับไม่ได้สิ่งใดเลย
นึกถึงตรงนี้เขารู้สึกเหงายิ่งนัก ต่อมาเขาได้ยินคนในยุทธภพกล่าวว่ายาที่เขาต้องการอยู่ที่เยี่ยนฉือ เขาจึงเดินทางไปที่นั่นระหว่างทางจึงได้เจอกับสตรีที่เขาถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกพบ
เขามองกลุ่มคนที่เพิ่งเดินเข้ามาใหม่ที่กำลังพูดคุยหัวเราะเสียงดังในใจนึกระแวดระวังเป็นเท่าตัวไม่แน่คนพวกนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับการที่บิดาเขาต้องเสียชีวิตก็เป็นได้
หนิงมู่ฉือเดินเข้ามาในห้องขณะที่สมองยังคงนึกถึงประโยคก่อนหน้านี้ของเฉินเกอ “คนในยุทธภพ”คนในยุทธภพคนใด นางนึกสงสัยอยู่ในใจ
เห็นหนิงมู่ฉือเข้าห้องไปแล้ว เฉินเกอเดินลงไปชั้นล่างไปที่โต๊ะกลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่พร้อมกับจอกสุรา ยิ้มพร้อมกับเอ่ยทัก “พี่ชายทั้งหลาย ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ครั้นเห็นเฉินเกอ คนเหล่านี้เอามือจับที่ดาบอย่างเตรียมพร้อมเสียงพูดคุยเงียบลง ชายที่มีหนวดเคราเต็มใบหน้าใช้เสียงแหบๆ ของตัวเองเอ่ยออกมา “ฮ่าๆ เจ้ามาจริงๆ ด้วย จอมยุทธ์เฉินผู้มีฉายาว่าอี้เตา (หนึ่งดาบ)
เฉินเกอยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะวางจอกสุราลงบนโต๊ะ ชักดาบอสูรออกมาจะฝักด้านหลังชี้ไปที่คนเหล่านี้ “จิ้นอิน ข้าตามหาเจ้ามานานแล้ว!”
จิ้นอินลุกขึ้นยืน ค่อยๆ เดินตรงเข้าไปหาเฉินเกอก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ทำไมหรือจอมยุทธ์เฉินตามหาข้าด้วยเหตุใดจะมาแก้แค้นให้บิดาหรือจะหายาไปรักษาอาจารย์หลินอินของเจ้า เอาเลยสิเจ้ามาตัดหัวข้า มาฆ่าข้าเลย เจ้าฆ่าข้าก็อย่าหวังเลยว่าเจ้าจะหาสิ่งที่เจ้าต้องการตามหาเจอ!”
จิ้นอินมีท่าทางน่ากลัวยิ่งนัก เขาเป็นหนึ่งในคนสนิทของเฉินอวี้และเป็นคนที่คอยดูแลกำลังคนที่เฉินวี้แอบซ่องสุมเอาไว้ทั้งยังมีชื่อเสียงในยุทธภพ สามปีก่อนจิ้นอินได้ฆ่าบิดาของเฉินเกอด้วยเหตุผลง่ายๆแค่เพียงว่า บิดาของเฉินเกอกุมหลักฐานการทำความผิดของเฉินอวี้เอาไว้
เฉินเกอได้ยินเช่นนั้นวางดาบลง ดวงตาแดงก่ำด้วยความแค้นใจก่อนจะเอ่ยข่มขู่ “เจ้าอย่าเปิดโอกาสก็แล้วกัน มิเช่นนั้นข้าจะเอาคืนในสิ่งที่เจ้าติดค้างข้าให้สาสมเลยทีเดียว!”
จิ้นอินหัวเราะเสียงดังด้วยความโอหังเอ่ยไล่หลังขณะเฉินเกอหมุนตัวเดินจากไป “เจ้าอย่าได้คิดว่าเรื่องมันจะง่ายเช่นนั้นสตรีที่นั่งอยู่ข้างกายเจ้าผู้นั้นหน้าตาใช้ได้ ช่วงนี้พี่ๆ น้องๆของข้ากำลังต้องการสตรีอยู่พอดี สู้เจ้าส่งสตรีผู้นั้นให้พวกเราแล้วข้าจะบอกเจ้าว่าหญ้าฟั่นอินอยู่ที่ใดดีกว่า!”
สิ้นเสียง เฉินเกอยกดาบชี้ไปที่หน้าจิ้นอิน “เจ้าอย่าได้แม้แต่จะคิดหากข้ารู้ เจ้าจะได้มีสภาพอยู่ไม่สู้ตายแน่!”
จิ้นอินหัวเราะเสียงดังอย่างไม่ใส่ใจในคำขู่ของเฉินเกอนัก ทำให้พี่ๆ น้องๆที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหัวเราะตามไปด้วย จิ้นอินเอ่ยอย่างอวดดีว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะบอกว่าเป็นอย่างไรแล้วมันจะเป็นอย่างนั้นเจ้าคงไม่รู้ฐานะของสตรีผู้นั้นเป็นแน่ตอนนั้นบิดาของนางก็เป็นศัตรูของบิดาเจ้าเช่นกัน!”
เฉินเกอมองขึ้นไปด้านบนผาดหนึ่ง เมื่อไม่เจอสิ่งใดก็ก้มลงมามองจิ้นอินด้วยแววตาเย็นชา“นาง...เป็นใครกันแน่”
[1] เหนียงจื่อ เป็นคำที่สามีใช้เรียกภรรยา