ในค่ำคืนนั้นมันตราได้ลอบเข้าไปภายในจวนของมหาเสนาบดี เขาค่อยๆก้าวอย่างระวังเพื่อเร้นกายจากผู้คน แล้วหลบเข้าไปภายในห้องหนังสือ ด้านหลังห้องมีผนึกเวทย์ป้องกันไว้ แน่นอนคนธรรมดาย่อมมิอาจแทรกกายเข้าไปได้
แต่เขาผ่านบทเรียนมาแล้วจึงรวมพลังเวทย์ตามบทกลอนที่เรียนมา ไม่นานนักพลังเวทย์ก็ครอบคลุมกายจนเป็หนึ่งเดียวกับพลังเวทย์ที่ผนึกไว้ ทำให้เขาสามารถเดินผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเข้าไปภายในสายตาเขาก็พลันสะดุดเข้ากับบางสิ่ง เมื่อสังเกตเพียงครู่ก็รู้ได้ว่ามันคือตู้ลิ้นชักคู่สี่ชั้นที่มีกลไกลเอาล็อคไว้ เขาจึงพยายามค้นหาจนพบว่า แจกันบนโต๊ะที่วางอยู่ด้านข้าง เมื่อกดให้ยุบลงไปลิ้นชักใบหนึ่งก็จะเลื่อนออกมา ถ้าหมุนไปในทิศทั้งแปดลิ้นชักใบอื่นก็จะเปิดขึ้นทีละใบ ตามทิศที่ถูกกำหนดเอาไว้ เมื่อดึงแจกันขึ้นลิ้นชักทุกใบก็จะปิดเข้าไปดังเดิม
เขาก้มลงหยิบป้ายคำสั่งของกองพิทักษ์เสื้อแพรพร้อมทั้งเอกสารคำสั่งในลิ้นชักใบที่สามขึ้นมา “เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ ท่านมหาเสนาบดีคิดร้ายกับข้า ทั้งวางยา ทั้งลอบฆ่า หลักฐานทั้งหมดนี่ชัดเจนแล้ว ข้าจะจับตาดูไปก่อน หากผู้ที่อยู่เื้ัพวกเ้าเผยตัวเมื่อใด เมื่อนั้นข้าจะเปิดโปงเื่ทั้งหมดนี้เอง!”
เสียงจิตของเทพีชิงอี้ดังขึ้นในใจเขา “เ้ารู้ตัวคนวางยาครั้งก่อนแล้วหรือ?”
“รู้สิ ข้าอ่านนิยายถึงตอนนี้พอดี หัวหน้ากองพิทักษ์เสื้อแพร จินหลัวเยี่ย ลอบเป่าควันนิทราอาลัยใส่ห้องบรรทมข้าจนข้าตาย”
“ข้านึกว่าเ้าจะสืบเองเสียอีก เช่นนั้นเ้าจะทำอย่างไรต่อไป?”
“ใครมอบความตายให้ข้า ข้าก็จะส่งคืนความตายให้มันเช่นกัน”
“เช่นนั้นเ้าก็ควรเร่งฝึกบทกลอนบทต่อไปให้เร็วที่สุด” บทสนทนาจบลง แต่คืนนี้เขาจะต้องหาทางฝึกต่อให้จงได้
แสงจันทร์ลอดผ่านม่านแพรสีเงินบาง สาดเข้าสู่ห้องบรรทมเงียบงัน เงาสลัวปกคลุมทุกมุม กลิ่นมะลิอ่อนละมุนผสมอบเชยลอยคลุ้งกลางอากาศ กลิ่นหอมที่ชวนใจสงบ...
มันตรานั่งตัวตรงบนอาสนะผ้าไหมสีคราม ดวงตานิ่งสงบ แม้จะยังไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุใดองค์ราชินีถึงได้มาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ แต่สัญชาตญาณกลับกระซิบเตือนว่า… น่าจะมีเื่ลับที่ไม่อาจสนทนาให้เข้าหูผู้ใดเป็แน่
“พระราชินีเสด็จ!”
เสียงทหารหน้าห้องขานก้อง ฝีเท้าหนักแน่นย่ำผ่านพื้นหยกขาวใกล้เข้ามาทีละก้าว ประตูไม้จันทน์แกะลายค่อยๆ แง้มออก กลิ่นน้ำอบและบุหงารำไปลอยว่อนก่อนร่างผู้มาเยือนจะก้าวเข้ามา
ราชินีในฉลองพระองค์สีม่วงอมเงินก้าวเข้ามาภายในห้องบรรทมอย่างสง่างาม “มาลี” ข้าหลวงสูงวัยก้าวตามมาอย่างใกล้ชิด และตามด้วย ”ฟักแฟง” กับ “จีจี้” ข้าหลวงสาวสองนางผู้ภักดี
องค์ราชินีหยุดยืนเบื้องหน้า มันตราคุกเข่าลงทันที
“ถวายบังคมเสด็จแม่ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน”
“ลุกขึ้นเถิด” น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงไว้ซึ่งความรีบร้อน นางหันไปยังข้าหลวงทั้งสาม “พวกเ้าออกไปก่อน”
“เพคะ” ข้าหลวงทั้งสามขานพร้อมกันก่อนค้อมศีรษะถอยหลัง
ขณะก้าวออกจากห้อง “ฟักแฟง” เหลียวกลับมาสบตากับมันตรา ก่อนพูดเบาๆ “หากคืนนี้...มีสิ่งใดขัดเคืองพระทัย ก็ทรงสูดลมหายใจลึกๆนะเพคะ” มันตราพยักหน้าช้าๆ
“เฝ้าประตูไว้ อย่าให้ผู้ใดผ่านเข้ามา...ไม่ว่าใครก็ตาม” องค์ราชินีหันไปสั่งมาลี ด้วยน้ำเสียงอันเฉียบคม
มาลีขานรับอย่างหนักแน่น “รับด้วยเกล้าเพคะ…หากมีผู้ใดฝ่าฝืน ข้าจะเป็คนแรกที่ขวางไว้”
ทั้งสามข้าหลวงเดินออกไป ค่อยๆดึงประตูบานใหญ่ปิดลงเบาๆ เสียงกลอนเหล็กดัง กึก... สะท้อนในใจของมันตรา ราวกับตัดขาดเขาออกจากโลกภายนอก
องค์ราชินีเดินเข้ามาใกล้ ั์ตาของนางฉายแววเมตตา นางยกมือขึ้นแตะไหล่ของลูกชายเบาๆ มือนั้นอบอุ่นจนทำให้เขานึกถึงใน่วัยเยาว์ที่เคยนั่งฟังนิทานในอ้อมอกของนาง
นางกระซิบอย่างแ่เบาเหมือนเกรงว่าจะมีใครแอบได้ยิน “เ้ารู้หรือไม่ว่าใครอยู่เื้ัการลอบวางยาพิษเ้า?”
มันตรานิ่งไปครู่หนึ่งภายในใจครุ่นคิด “หากบอกความจริงเสด็จแม่ว่าข้ามีหลักฐานในมือแล้ว เสด็จแม่ย่อมไม่ยอมรอเวลาเป็แน่ อย่าเลยสู้โกหกเสียดีกว่า ข้าจะได้รอตัวการใหญ่ปรากฏตัวเมื่อนั้นข้าค่อยลงมือ”
เมื่อคิดได้เขาจึงกล่าวด้วยเสียงอันแ่เบา “ลูกพอจะเดาได้...แต่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด”
“เ้าคิดว่า...เป็มหาเสนาบดีหรือไม่” องค์ราชินีกล่าวด้วยสายตาลุกวาวเป็ประกาย
“พะยะค่ะ” เขาตอบอย่างเรียบง่าย
องค์ราชินีทอดถอนใจ ริมฝีปากเม้มแน่น แววตาสั่นไหว รู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องลูกชายจากบางสิ่งที่เกินมือนางจะเอื้อมถึง
“วันนี้ในที่ประชุม...เหล่าขุนนางถวายฎีกา ให้พ่อเ้ารับจีจี้เป็พระชายาของเ้า” องค์ราชินีกล่าว
มันตราขมวดคิ้วเล็กน้อย การเดินหมากครั้งนี้ช่างรวดเร็วกว่าที่เขาคาดไว้เสียจริง “แล้วเสด็จพ่อว่าอย่างไร?”
“ตอนแรกบ่ายเบี่ยง แต่ท่านมหาเสนาบดี...ก็ขู่ว่า หากเ้ายังอ่อนแอ ไม่พร้อมรับผิดชอบแผ่นดินเช่นนี้ มิสู้ให้องค์ชายรองขึ้นมาเป็รัชทายาทเองน่าจะเหมาะสมยิ่งกว่า”
ดวงตาของนางหลุบต่ำลงชั่วครู่ ความรู้สึกเ็ปภายในใจแล่นผ่าน แต่นางก็กลบไว้ด้วยความนิ่งสงบอย่างรวดเร็ว
มันตราหันไปสบตามารดานานขึ้นกว่าทุกครา ไม่ได้มีคำถามหรือ้าคำตอบ แต่มีบางอย่างคล้ายจะบอกกับพระมารดาว่า เขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดพรากทุกสิ่งจากเขาไปอีกแล้ว
ราชินีรับรู้ สายตาคู่นั้นของบุตรชายคนโตเป็อย่างดี จึงยื่นมือไปแตะอยู่บนบ่าเขา ไม่ใช่เพียงเพื่อปลอบใจ แต่เพื่อส่งกำลังใจเงียบๆ ให้กับเขา
แม้ไม่กล่าวคำว่า “รัก” แต่ในห้วงแห่งเงียบงันนี้...คำเ่าั้กลับดังก้องชัดเจนที่สุด
“มหาเสนาบดีเสนอจะให้จีจี้เป็พระชายาของเ้า แต่หากเ้าไม่ยอมรับนาง ก็จะถวายตัวให้กับองค์ชายรองแทน… เขาคงคิดสินะว่า...หากมีสตรีฝ่ายเขาคอยชี้แนะ คอยครอบงำองค์ชาย ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม อิทธิพลของเขาก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น”
“เช่นนั้นก็เท่ากับเขาไม่เพียงอยากสอดมือเข้ามายุ่งเกี่ยวภายในวังหลังเท่านั้น แต่ยังจะยื่นมือถึงราชบัลลังก์ในอนาคตด้วย” มันตรากล่าวช้าๆ แววตาเปลี่ยนเป็นิ่งลึก
ราชินีนั่งลงบนขอบเตียง ดวงตาดูอ่อนล้าราวผ่านศึกมาแล้วอย่างโชกโชน “สุดท้ายพ่อของเ้าก็กล่าวว่า จะปรึกษาเ้าก่อน พรุ่งนี้จึงค่อยให้คำตอบ”
“เช่นนั้น พรุ่งนี้ลูกจะเข้าประชุมด้วย ในฐานะองค์รัชทายาท” มันตรากล่าวอย่างไร้ความกังวล องค์ราชินีเห็นอาการของลูกชายเช่นนั้นก็อดถามไม่ได้ “เ้า...มีแผนแล้วหรือ”
“ไม่ต้องทรงห่วงลูกนะเสด็จแม่ พรุ่งนี้ลูกจะแก้ปัญหานี้ด้วยการรับนางมาเป็พระสนมแทน” เขาตอบอย่างมั่นใจ
องค์ราชินีนิ่งเงียบไป นางมองบุตรชายราวกับว่าเพิ่งรู้จักตัวตนของเขา หลังจากที่เขาผ่านพ้นขอบเขตของความตายมาได้ ลูกชายของนางก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไป จากที่เคยเอาแต่เที่ยวเล่นไร้ซึ่งความรับผิดชอบ กลับสงบมั่นคง แฝงด้วยความรอบรู้และแอบซ่อนกลยุทธ์ไว้ในทุกถ้อยคำ
“เช่นนั้น...แม่จะไม่รบกวนแล้ว” นางเอ่ยเบาๆ พลางลุกขึ้น “ท่านแม่...หากจะต้องรับพระสนม ลูกขอรับทั้งสองคนเลยนะพะยะค่ะ”
ราชินีชะงัก “เ้าหมายถึงฟักแฟงกับจีจี้หรือ เพราะเหตุใดกัน?”
มันตรายิ้มมุมปาก “ถ้าจีจี้เป็พระสนมแต่เพียงผู้เดียว หากลูกจะไหว้วานฟักแฟงให้คอยจับตาดูนางคงทำได้ยากนัก แต่หากทั้งสองมีตำแหน่งเท่าเทียมกัน ฟักแฟงยังพอจะเป็หูเป็ตาให้ลูกได้อยู่บ้าง อีกทั้ง… ด้านท่านมหาเสนาบดี เมื่อลูกยอมรับน้ำใจจากเขา ก็คงจะไม่ขัดข้องที่ลูกจะมีพระสนมสองคนพร้อมกัน เพราะเขาน่าจะมุ่งหวังให้จีจี้ขึ้นเป็พระชายามากกว่า ด้วยเหตุนี้เขาก็น่าจะต่อต้านลูกน้อยลง”
ราชินีหลุบตาลง “ไม่ว่าเล่ห์เหลี่ยมนี้จะเป็เพียงแผนการ หรือว่าเป็การรักพี่เสียดายน้องก็ตาม แต่แม่ว่ามันใช้ได้ดีเลยทีเดียว” เมื่อกล่าวจบมันตราเพียงหัวเราะเบาๆ กลิ่นกำยานยังคงโชยอยู่ในอากาศ แม้จะซ่อนเร้นด้วยกลิ่นไอแห่งเกมการเมืองก็ตาม
“ลูกชายข้า...เ้าโตแล้วจริงๆ” องค์ราชินีแอบคิดในใจ