4
สำหรับหรั่นอี้แล้วเสียงแหบแห้งที่ร่ำร้องบอกว่า 'ข้ายังไม่ตาย'ของหนิงจิ้งนั้น เปรียบได้ดั่งการอภัยโทษจาก์ก็ไม่ปานร่างของเขาที่ขมวดเกร็งมาตลอดทั้งเจ็ดวันทรุดฮวบลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
หนิงกัวข่ายที่กำลังจับจ้องบุตรสาวซึ่งนอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงไม่วางตา พลันรู้สึกได้ถึงแรงปะทะที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นอย่างกะทันหันก็ให้ใครั้นเห็นว่าความหนักหน่วงนั้นมาจากบุตรเขยที่ซวนเซอย่างไร้เรี่ยวแรงในใจก็นึกอยากสมน้ำหน้าและสลัดเขาทิ้งอยู่เหมือนกัน แต่พอคิดถึงว่าหลายวันมานี้ บุตรเขยที่เลือกมาด้วยตนเองต้องเหน็ดเหนื่อยอดตาหลับขับตานอนมากเพียงไรก็ให้ใจอ่อนแม้ลึกๆในใจจะยังกล่าวโทษว่าการกระทำของเขาในคืนแต่งงานอาจเป็สาเหตุหนึ่งที่ทำให้บุตรสาวของเขาอาการเพียบหนักจนเกือบรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้ก็ตามแต่เขาก็เข้าใจว่าหรั่นอี้ก็ไม่ได้ตั้งใจให้เื่ราวเลยเถิดจนเกือบหลุดการควบคุมเช่นนี้เหมือนกัน
ครั้นกดข่มอารมณ์ด้านลบของตนได้แล้วหนิงกัวข่ายจึงได้แต่ช่วยประคองเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้อย่างจนปัญญาไม่รู้ว่าสมองเขาใช้งานมากเกิดไปจนเกิดความคิดบิดเบี้ยวแบบนี้ได้อย่างไรความคิดและจิตใจช่างดูย้อนแย้งกันอย่างไรชอบกล
หรั่นอี้ส่งสายตาขอบคุณให้ท่านพ่อตาด้วยความซาบซึ้งใจยิ่งเห็นความใจกว้างไม่คิดเล็กคิดน้อยของผู้าุโเขาก็ยิ่งทวีความละอายมากขึ้นไปอีก
หนิงกัวข่ายเห็นหรั่นอี้ทรงตัวได้แล้วก็รุดไปข้างกายภรรยาซึ่งกำลังร่ำไห้ด้วยความดีใจอยู่กับบุตรสาวทันทีมือหนาลูบศีรษะของหนิงจิ้งอย่างอ่อนโยน เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้นคล้ายอยากตำหนิแต่ตัดใจไม่ลง
"จิ้งเอ๋อร์เ้าทำให้พ่อแม่และสามีเ้าใแทบตายแล้วรู้หรือไม่?"
หนิงจิ้งรีบใช้ท่าทางอ่อนแอและเปราะบางของตนในยามนี้ให้เป็ประโยชน์ทันทีน้ำตาที่รินไหลด้วยความระคายเคืองดวงตาซึ่งแห้งผากถูกทำให้ทุกคนเข้าใจผิดว่าเกิดจากความละอายใจที่เป็ต้นเหตุของความวุ่นวายที่เกิดขึ้นใน่หลายวันนี้ไปอย่างไร้ข้อกังขา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ลูกคิดว่าจะไม่ได้เห็นหน้าพวกท่านทั้งสองอีกแล้ว”
ท่าทางเปราะบางคล้ายเครื่องกระเบื้องเคลือบที่หากกระทบถูกสักเล็กน้อยก็อาจแตกสลายไปได้ในพริบตาเช่นนี้สร้างความปวดใจแก่ผู้ที่เฝ้ามองอยู่โดยรอบยิ่งนักเกรงว่าหากตนไม่ระมัดระวังสักหน่อยอาจทำให้ลมหายใจที่กลับคืนมาอย่างยากเย็นนี้ดับสูญไปอีกคราก็เป็ได้
หรงซื่อผู้เป็มารดาวางมือแนบแก้มบุตรสาวอย่างนุ่มนวลนางยิ้มกล่าวทั้งน้ำตา
“เหลวไหลไม่ใช่ว่าตอนนี้เ้ายังเห็นพ่อกับแม่อยู่ตรงนี้หรือไร?ตอนนี้เ้าตื่นขึ้นมาแล้วต้องพักผ่อนดีๆ สักหลายวันถึงจะถูกหากจวนนี้ทำให้เ้าอึดอัดใจ แม่จะพาเ้ากลับบ้านเราดีหรือไม่?”
หนิงจิ้งได้ได้ยินเช่นนี้ก็เกือบพยักหน้ารับคำอยู่แล้วเชียวเสียดายที่เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นในหัวเสียก่อน
‘พี่สาว ไม่ได้นะขอรับท่านไม่อาจไปจากที่นี่เด็ดขาดเพราะที่แห่งนี้มีคนที่ช่วยเหลือพวกเราได้เพื่อผลประโยชน์มหาศาลของพวกเรา พี่สาวอย่าได้ไปจากที่นี่นะขอรับ’
หนิงจิ้งสะดุ้งน้อยๆ อย่างใเมื่อเสียงของเด็กหนุ่มยมทูตจู่ๆ ก็ดังขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนและคำพูดของเด็กหนุ่มยมทูตนี้ทำให้นางจำต้องกลืนน้ำลายกลับลงไปอย่างยากเย็นลำคอที่เพิ่งรู้ว่าแห้งผากราวเม็ดทรายในทะเลทรายโกบีทำให้นางเค้นคำพูดไม่ออก
เฉียนมามาที่ยืนห่างออกไปมองท่าทางกลืนน้ำลายอย่างเย็นของฟูเหรินแล้ว ก็ยกน้ำแกงโสมบำรุงกำลังส่งให้มารดาของหนิงจิ้งอย่างรู้งาน
ระหว่างที่ค่อยๆ กลืนน้ำแกงโสมที่มารดาป้อนลงไปทีละคำหนิง จิ้งก็ลอบจดจำการแสดงออกของทุกคนเอาไว้ในใจอย่างไม่มีตกหล่น
แต่ครั้นมองไปรอบห้องแล้วยังไม่เห็นใครคนหนึ่งนางก็พลันรู้สึกว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเกรงว่าเขาจะเข้าใจผิดและโทษตัวเองไปว่าเื่ที่เกิดขึ้นกับนางเป็ความผิดของตนนางจึงเงยหน้าขึ้นถามมารดาเสียงอ้อมแอ้ม
“ท่านแม่ ท่านพี่ล่ะเ้าคะ ทำไมลูกถึงไม่เห็นเขาเลย?”
หรงซื่อได้ยินบุตรสาวถามถึงบุตรเขยไม่รักดีก็พลันหน้าตึงตอบกลับอย่างไม่พอใจนัก
“เ้าจะถามถึงเขาทำไมกัน ที่เ้าต้องเป็เช่นนี้ก็มิใช่ว่าเป็เพราะเขาหรือไร?ลูกแม่ การแต่งงานครั้งนี้พวกเราไม่เอาแล้วดีหรือไม่? รอเ้าอาการดีขึ้นอีกหน่อยแม่จะพาเ้ากลับจวนแล้วค่อยเข้าวังไปร้องทุกข์กับหวงไท่โฮ่วพระนางจะต้องมอบความเป็ธรรมให้แก่เ้าแน่นอน”
หนิงกัวข่ายเกรงภรรยาจะก่อเื่วุ่นวายจนสถานการณ์บานปลายจึงรีบปรามเสียงเฉียบขาด
“เหลวไหล เ้าคิดจะทำอะไรน่ะ?เื่นี้ควรปล่อยให้จิ้งเอ๋อร์ตัดสินใจด้วยตนเองนางแต่งออกไปแล้วนับแต่นี้ย่อมต้องเชื่อฟังสามีเ้าอย่าได้วุ่นวายก่อเื่ขึ้นมาเชียว”
หนิงจิ้งเองก็เริ่มออกอาการร้อนรนแก้ต่างแทนคนที่นั่งหมดแรงอยู่ไม่ไกลทันที
“ท่านแม่ อาการของลูกไม่เกี่ยวกับท่านพี่เลยนะเ้าคะตอนนั้นลูกกับท่านพี่ก็กำลังคุยกันอยู่ดีๆไม่ได้มีเื่โต้เถียงขัดแย้งอะไรกันเลยสิ่งที่เกิดขึ้นกับลูกล้วนเป็เพราะร่างกายไม่เอาไหนของลูกเองทั้งนั้น ท่านแม่ท่านอย่าได้เอาความผิดไปลงที่ท่านพี่เลยนะเ้าคะ”
หรั่นอี้ซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้องโดยถูกผู้อื่นบังเอาไว้มิดคลี่ยิ้มออกมาอย่างซาบซึ้งในจิตใจอันใสบริสุทธิ์ของภรรยาทั้งที่ความจริงแล้ว หากนางคิดจะโทษว่าเคราะห์กรรมครั้งนี้ของนางเกิดขึ้นเพราะเขาเขาก็พร้อมที่จะยอมรับไว้แต่โดยดีการกระทำของนางในครั้งนี้ยังความรู้สึกบางอย่างให้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจอย่างช้าๆโดยที่ตัวเขาเองไม่รู้ตัว
หรั่นอี้ใช้แขนที่อ่อนล้าค้ำยันร่างไร้เรี่ยวแรงจนลุกขึ้นยืนอย่างโงนเงนได้ในที่สุด
ั์ทั้งสองข้างที่แดงก่ำด้วยเส้นเืฝอยเส้นเล็กมากมายมองไปยังร่างบอบบางบนเตียงอย่างแฝงความหมาย
“ฟูเหริน ขอบคุณเ้า”
ขอบคุณจิตใจอันงดงามของเ้า
ขอบคุณที่เ้าไม่โทษข้าทั้งที่ข้าหยามเกียรติเ้าอย่างร้ายกาจถึงเพียงนั้น
ขอบคุณ... เ้าจริงๆ
คำพูดมากมายเ่าั้จมหายไปกับห้วงสติที่วูบดับไปด้วยความอ่อนล้าจนถึงขีดสุดของร่างกายโดยที่หรั่นอี้ไม่อาจต้านทานได้เลย
หลายวันต่อมา ข่าวการสิ้นลมแล้วกลับฟื้นตื่นขึ้นมาอย่างน่าพิศวงของฟูเหรินแห่งจวนรองเสนาบดีกรมยุติธรรมแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วกระทั่งในวังหลวง องค์หวงตี้ยังมีรับสั่งถามกับเหล่าขุนนางในท้องพระโรงถึงสองครา
หรั่นอี้ที่ล้มป่วยลงเพราะฝืนร่างกายจนเกินไปทั้งยังอยู่ใน่ลาพักแต่งงานหนึ่งเดือนจึงโชคดีไม่ต้องคอยตอบคำถามของผู้คนมากมาย
แต่พ่อตาของเขาเช่นหนิงกัวข่ายผู้เป็บิดาของ‘สตรีที่ตายแล้วฟื้น’ อันโด่งดังกลับไม่ได้ใช้ชีวิตเรียบง่ายสุขสบายเช่นนั้น
วันๆนอกจากคอยตอบคำถามของใครหลายคนแล้ว เขายังต้องแบกรับสายตาที่มองมาอย่างแปลกประหลาดอยู่บ่อยครั้งซึ่งเื่นี้สร้างความอึดอัดใจให้แก่ท่านราชครูผู้เป็ที่นับหน้าถือตาจนไม่รู้จะบรรยายอย่างไร
หรงซื่อผู้เป็ฟูเหรินของท่านราชครูเองก็ไม่ต่างกันเทียบเชิญมากมายถูกส่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสายโดยมีจุดประสงค์หลักอยู่ที่การไถ่ถามเื่ราวของหนิงจิ้งผู้เป็บุตรสาวเพื่อที่พวกนางจะได้นำไปเป็หัวข้อสนทนากันต่อไป
หลังจากต้านทานจิตใคร่รู้ของฝูงชนไม่ไหวท่านราชครูหนิงจึงยื่นฎีกาขอลากลับบ้านเกิดต่อองค์หวงตี้ทันที
หากแต่องค์หวงตี้ทรงพระปรีชา ทรงทราบดีว่าเื้ัฎีกาฉบับนี้มีความเป็มาอย่างไรจึงเพียงเก็บค้างเอาไว้เท่านั้น
การยื่นฎีกาของหนิงกัวข่ายครั้งนี้ ไม่ได้เป็ความลับแต่อย่างใดเหล่าขุนนางและผู้ที่มักสร้างความลำบากใจให้เขาอยู่เนืองๆเ่าั้ตระหนักได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาจึงเก็บปากเก็บคำสำรวมท่าทีขึ้นอย่างรู้ตัวด้วยต่างรู้กันดีว่าท่านราชครูผู้นี้มีความสำคัญในพระทัยองค์หวงตี้เพียงใดหากพวกเขาทำให้องค์หวงตี้ขุ่นเคืองพระทัยขึ้นมา เช่นนั้นหมวกแพรโปร่งของแต่ละคนย่อมต้องโยกคลอนเข้าสักวัน
หนิงจิ้งพักฟื้นร่างกายอยู่นานถึงสิบวันเต็มๆกว่าจะสามารถลุกขึ้นมาเดินเหินได้ปกติเช่นเดิม ซึ่งในระหว่างนั้นเด็กหนุ่มยมทูตผู้มีนามกรอันน่ารักน่าเอ็นดูว่า ‘เสี่ยวตงตง’ก็ได้สอนให้หนิงจิ้งสื่อสารกับตนแบบประหยัดพลังได้สำเร็จพอดี
การที่ยมทูตจะสื่อสารกับมนุษย์นั้นไม่ใช่เื่ง่ายเพราะคลื่นความถี่ที่แตกต่างกันจะทำให้ยมทูตนั้นต้องสิ้นเปลืองพลังิญญาในการสื่อสารเป็อย่างมากดังนั้นการถ่ายทอดกลวิธีสื่อสารโดยการปรับคลื่นความถี่ให้ตรงกันนี้จะช่วยประหยัดพลังิญญาที่มีอยู่น้อยนิดของเสี่ยวตงตงไปได้มากทีเดียว
เมื่อร่างกายของหนิงจิ้งแข็งแรงดีแล้วนางก็เริ่มสะสางบัญชีกับเสี่ยวตงตงทันที
“เอาล่ะ เสี่ยวตงตงเมื่อวานเ้าเองก็ได้ยินท่านหมอตู้บอกแล้ว ว่าร่างกายข้าตอนนี้แข็งแรงมากดังนั้นเื่พรที่เ้ายังติดค้างข้า เ้าจะว่าอย่างไร?”
เสี่ยวตงตงที่บัดนี้ปรับเปลี่ยนการแต่งกายให้เข้ากับยุคสมัยเรียบร้อยแล้วแสดงสีหน้าอึดอัดใจเมื่อถูกทวงถามหนี้สินซึ่งหน้า
เขาบุ้ยปากอย่างน้อยใจเมื่อรู้สึกได้ว่าพี่สาวคนสวยตรงหน้าไม่ไว้ใจเขาเลย
“พี่สาวคนสวยขี้งกน่ะไม่น่ารักนะขอรับ ท่านกับข้าตอนนี้นับว่าเป็พาร์ทเนอร์... เอ่อ...ไม่ถูกสิ ที่นี่ต้องเรียกว่าอะไรนะขอรับ? ข้านึกไม่ออก”
หนิงจิ้งกลอกตานึกก่นด่าในใจ ไอ้เด็กนี่มันจะไร้สาระไปถึงไหนกันนี่มันใช่เวลาที่นายจะมาสนใจเื่คำพูดคำจาบ้าบอรึไงห๊าาาาา...!!
“เ้าอย่าเปลี่ยนเื่สิก่อนหน้านี้เ้าบอกข้าเองนะว่าต้องรอให้ข้าหายดีก่อนจึงจะสามารถส่งมอบพรให้ข้าได้”
หนิงจิ้งพูดแล้วก็รู้สึกว่ามีบางอย่างคล้ายจะดูแปลกแปร่งพิกลเช่นว่าการแต่งกายและการพูดจาของเด็กหนุ่มยมทูตที่เปลี่ยนไป
อันที่จริงั้แ่นางพาเขากลับมาที่นี่ด้วยวิธีพูดของเสี่ยวตงตงก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปทันที กระทั่งตัวนางเองก็เช่นกัน
ก่อนหน้านี้นางคือหญิงแกร่งไร้ผู้เทียมทานแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดบุกตะลุยต่อยตีไปทั่วเมืองเป่ยจิง ใครหน้าไหนก็ไม่กลัวทั้งนั้น แต่มาบัดนี้การพูดจาและพฤติกรรมหลายๆอย่างของนางกลับเปลี่ยนเป็นุ่มนิ่มไม่ต่างจากเ้าของร่างเดิมไปเสียแล้วเื่นี้มันต้องมีลับลมคมในบางอย่างเป็แน่
“เสี่ยวตงตงเ้าว่าข้าดูเหมือนหนิงจิ้งนุ่มนิ่มมากขึ้นหรือไม่?”
เสี่ยวตงตงไม่รู้ว่าหนิงจิ้งคิดอะไรขึ้นมาได้จู่ๆ ถึงได้ถามคำถามเช่นนี้ออกมา ทั้งที่เห็นกันอยู่ชัดๆว่าตอนนี้นางก็คือหนิงจิ้งนุ่มนิ่มผู้นั้นแล้ว
“แล้วท่านคิดว่าอย่างไรเล่าขอรับ?ข้าบอกท่านไปแล้วนี่ ว่าเมื่อดวงจิตของท่านเข้าสู่ร่างใหม่ท่านก็จะได้รับสืบทอดความทรงจำ ความรู้ความสามารถและนิสัยใจคอของร่างนั้นมาด้วยหากท่าน้าหลอมรวมนิสัยดั้งเดิมของท่านให้กับร่างใหม่นี้เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีเชียวขอรับ”
ท่าทางเอียงคอน้อยๆพูดพลางทำตาใสซื่อของเสี่ยวตงตง ทำเอาหนิงจิ้งอยากกรีดร้องโหยหวนออกมาทันที เื่นี้นายเคยบอกฉันตอนไหนกัน?ถึงว่าเจอหน้าท่านสามีครั้งแรก ร่างกายนี้ก็สั่นซะจนนึกว่ามีโรคแฝง จำพวกโรคพาร์กินสันหรืออะไรเทือกนั้นเสียอีกไม่คิดเลยว่าที่แท้นั่นเป็ปฏิกิริยาที่หนิงจิ้งนุ่มนิ่มคนนั้นควรแสดงออกอย่างนั้นสินะโฮฮฮฮฮ... ลาก่อนตัวตนที่น่าเกรงขามของช้านนน ฮือออ...
“เฮ้อ!... ช่างเถอะๆ ถึงยังไงมันก็ไม่สำคัญอีกแล้วเพราะยังไงเสียข้าก็กลับไปไม่ได้อยู่ดีข้าว่าเรากลับมาที่เื่สำคัญในตอนนี้จะดีกว่า ว่าไง พรของข้าล่ะ?”
เสี่ยวตงตงรู้ว่าคงบ่ายเบี่ยงต่อไปไม่ได้แล้วจึงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงออกมาคราหนึ่งลักษณะท่าทางของเขาแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจังขึ้นมาทันใด
“เื่นี้มีบางอย่างที่ท่านจำเป็ต้องรู้และทำความเข้าใจเอาไว้นะขอรับเื่แรกก็คือ ข้าทำหน้าที่เพียงส่งมอบพรให้ท่านเท่านั้นและตัวข้าเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าพรที่ท่านจะได้รับไปนั้น จะเป็พรประเภทใดและส่งผลอย่างไรต่อตัวท่านเองนี่หมายรวมถึงว่าพรนั้นอาจมีผลต่อจิติญญาของท่านด้วยดังนั้นท่านยิ่งต้องเตรียมใจเอาไว้ให้ดี เื่ที่สอง ทันทีที่ท่านรับมอบพรนี้ไปแล้วไม่ว่าท่านจะพอใจกับผลลัพธ์หรือไม่ท่านก็ไม่อาจส่งคืนหรือแก้ไขพรนั้นได้อีกจนชั่วชีวิต และเื่สุดท้ายเื่นี้สำคัญมากนะขอรับ แต่ดูเหมือนสำหรับท่านแล้วเงื่อนไขข้อนี้น่าจะทำให้ท่านยินดีเสียมากกว่า นั่นก็คือท่านจะต้องยอมรับลมหายใจยมทูตของข้าเพื่อทำพันธสัญญาแลกเปลี่ยนกัน”
หนิงจิ้งไม่ต้องคิดให้เสียเวลาก็ร่ำร้องออกมาอย่างดีใจ
“ลมหายใจยมทูตที่แท้นอกจากจะทำให้มองเห็นและเรียกใช้ิญญาได้แล้ว ยังเอาไว้แลกพรได้ด้วยอย่างนั้นหรือ?ดีจริง เสี่ยวตงตง เ้ารีบมอบลมหายใจยมทูตให้ข้าเร็วเข้าเถอะ!”
เสี่ยวตงตงจนปัญญากับพี่สาวตรงหน้าแล้วจริงๆจึงได้แต่หลับตาลงและตั้งจิตกำหนดลมหายใจที่หมุนวนอยู่ในร่างให้ตกผลึกเป็ก้อนกลมใสๆเปล่งแสงเรื่อเรืองขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองเม็ดหนึ่ง ก่อนจะบังคับให้มันออกมาด้านนอกผ่านทางหว่างคิ้วของตน
เมื่อหนิงจิ้งได้เห็นก้อนผลึกใสที่เปล่งประกายอันเย็นเยียบนั้นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่านี่ก็คือลมหายใจยมทูตที่นาง้านั้นเอง!