แสงแดดยามเช้าของกรุงเทพมหานครในปีค.ศ. 2004 สาดส่องผ่านกระจกรถซีดาน(รถซีดาน=รถเก๋ง) เสียงเพลงจาก วิทยุไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกเ็ปรวดร้าวในใจของผมบรรเทาลงเลยแม้แต่น้อยผมเหยียบคันเร่งพารถลงจากทางด่วนด้วยจิตใจที่ล่องลอยวันนี้ควรจะเป็วันที่สมบูรณ์แบบ ทริปหัวหินที่ผมตั้งตารอทริปสี่คนสองคู่ที่ผมวางแผนไว้ว่าจะพา แอน แฟนสาว ที่คบกันมาเกิบหนึ่งปีไปพักผ่อนและตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ชวน นนท์ รุ่นน้องที่มหาลัย ให้เข้ามาทำงานที่เดียวกันหลังเขาเรียนจบ
ทว่าความฝันนั้นเพิ่งพังทลายลงเมื่อชั่วโมงก่อน
ภาพเหตุการณ์ยังคงฉายซ้ำไปมาในหัวผมขับรถไปรับแอนที่หน้าทาวน์โฮมสองชั้นหลังตลาดสดด้วยรอยยิ้มแม้มีกลิ่นเหม็นคาวแต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือใบหน้าตื่นตระหนกของเธอ แอนยืนขวางประตูบ้านไว้แน่นราวกับกลัวว่าผมจะก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นเข้าไปเธอไม่แม้แต่จะเอ่ยปากชวนผมเข้าไปหลบร้อนหรือดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้ว
“พี่ก้องแอนขอโทษจริงๆ วันนี้มีงานด่วนเข้ามากะทันหัน แอนไปหัวหินด้วยไม่ได้แล้วนะ”
ข้ออ้างที่ฟังดูไร้น้ำหนักหลุดออกมาจากปากคนรักท่าที ลุกลี้ลุกลนและการขับไล่ไสส่งอย่างไม่แเีนั้นฟ้องชัดเจน ตรงกับสิ่งที่ผมเห็นมีรองเท้าคู่ใหญ่1คู่กับมอไซด์ อีกคันจอดหน้าบ้าน ผมไม่ใช่เด็กอมมือที่จะดูไม่ออกว่าหลังบานประตูนั้นคงมีชายอื่นซ่อนตัวอยู่แน่ ๆความโกรธและความผิดหวังตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอยแต่ผมกลับขี้ขลาดเกินกว่าจะพังประตูเข้าไปพิสูจน์ความจริง ผมยอมพ่ายแพ้ให้กับคำพูดและริมฝีปากนุ่มที่ประทับลงบนแก้มผมเบาๆเป็รางวัลปลอบใจหรือจูบลา ก่อนจะผมเดินหันหลังกลับมาขึ้นรถสตาร์ทเครื่องยนต์ออกไปเหมือนคนโง่
ความเศร้าไหลออกมาจากดวงตาโดยผมไม่รู้ตัวในขณะประคองพวงมาลัย ใจหนึ่งอยากจะเหยียบเบรก วนรถกลับห้อง ไปนอนซม และโทรศัพท์ โทรยกเลิกทริปเฮงซวยนี่ให้จบๆไป แต่เมื่อนึกถึงใบหน้าของรุ่นน้องที่จะถูกผมเทแล้วทริปมันกับแฟนมันล่มเพราะผม ผมทำแบบนั้นไม่ลงในฐานะรุ่นพี่และผู้ใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่วัยทำงานแล้วการเททริปกระทันหันแบบนั้นมันก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่แอนเพิ่งทำกับผม
ผมสูดหายใจลึกๆพยายามเรียกสติกลับคืนมา จุดหมายปลายทางตอนนี้คือหอพักหลังมหาวิทยาลัยข้างร้านเหล้าประจำ
รถซีดานสีเขียวมือสองแต่ยังดูดีของผมจอดเทียบฟุตบาทหน้าหอพักของนนท์ ข้างกองตู้โทรศัพท์หลากสี แดดสายเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ผมพ่นลมหายใจยาว หยิบโทรศัพท์โนเกีย 3310 ขึ้นมากดโทรออกหารุ่นน้องไม่ถึงสองนาที เสียงเล็กๆ หวานใสที่ไม่เคยแตกหนุ่มของมันก็ดังลอดสายมา“พี่ก้องรอแป๊บนะครับ ผมกำลังลงไป”
ผมปรับกระจกมองหลังเช็คสภาพใบหน้าตัวเองที่ยังคงมีร่องรอยของความตึงเครียดพยายามฉีกยิ้มให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุด ไม่นานนักร่างเล็กของคนสองคนก็เดินเคียงคู่กันออกมาจากประตูหอพัก
นนท์ในชุดเสื้อยืดตัวโคร่งสบายๆกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่า ดูน่ารักกว่าผู้ชายปกติ ไม่ได้เจอกันนานมันสวยขึ้นได้ไงวะ หรือว่าเพราะมันไว้ผมยาวขึ้น แต่ก็ไม่ได้ยาวแบบผู้หญิงแต่มันก็ยาวกว่ารองทรงอะนะ ผมมันยาวเลยติ่งหู จะว่าไงดีละเหมือน นักร้อง เจป็อป (J-POP)มั้งแต่มองไกลๆ เหมือนเด็กมอปลายเสียมากกว่านักศึกษาวิศวะปีสี่ที่กำลังจะเรียนจบ
และที่เดินมาข้างกายนนท์จากที่ผมเห็นก็เป็ผู้หญิงสวยที่ขนาดตัวพอ ๆ กัน ส่วนสูงทั้งคู่น่าจะอยู่ราว150-155 เิเแน่ๆ
ผมสะดุดตาเธอั้แ่แรกเห็นใบหน้าจิ้มลิ้มถูกประดับด้วยแว่นตากลมโตกรอบสีเขียวมะนาวเผยให้เห็นดวงตากลมใสที่ซ่อนอยู่ไม่มิด เรือนผมสีดำสนิทจับรวบเป็มวยกลม สองข้างไว้ที่ท้ายทอย มองเผินๆเหมือนเด็กเรียนหน้าห้อง แต่เมื่อจับคู่กับชุดเดรสกระโปรงสั้นสีขาวลายพาสเทล ของเธอมันกลับได้กลบกลิ่นเด็กเรียนหรือความเนิร์ดๆ ไปหมดสิ้น กลายเป็ลูกคุณหนูระหว่างที่สายตาผมคล้อยต่ำไปมองถึงลายดอกไม้พาสเทล บนหน้าอกเล็ก ๆ ของเธอ
นนท์เดินมาถึงพอดี ผมลดกระจกลงพร้อมกับปลดล็อคประตู
“รอนานไหมครับพี่ก้อง”นนท์ยิ้มกว้าง ก่อนจะเบี่ยงตัวผายมือไปทางเด็กสาวข้างๆ “อ้อ พี่ก้องครับนี่มีนา... มีนา นี่พี่ก้อง รุ่นพี่ที่เคยเล่าให้ฟังไงครับมีนา”
ผมพยักหน้ารับ ความจริงผมเคยเห็นหน้าเธออยู่บ้างตอนผมอยู่ปี 4 ตามใต้ตึก หรือห้องสมุด แต่เพิ่งได้มีโอกาสทำความรู้จักกันอย่างเป็ทางการก็วันนี้
รอยยิ้มของ มีนา ภายใต้แว่นกลมสีมะนาวสดดูสดใส และใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับเด็กมัธยมปลาย
แต่สิ่งที่บ่งบอกว่าเธอไม่ใช่เด็กมอปลายคือ สัดส่วน สะโพกที่ผาย และน่าดึงดูดสายตาทุกครั้งที่เธอก้าวเดิน ไม่มีเด็กมอปลายที่ไหน ที่จะมีสะโพกยั่วยวนได้เพียงนี้ แล้วผมก็เพลอคิดเอาไปเปรียบเทียบกับแอนแต่การเปรียบเทียบนั่นก็จบลงอย่างรวดเร็วเมื่อใบหน้าของแอนลอยขึ้นมาให้หัวผมความเศร้าก็สาดเข้ามา
“สวัสดีค่ะพี่ก้องยินดีที่ได้รู้จักนะคะ” เสียงของเธอไพเราะ เธอยิ้มแต่แววตาหลังเลนส์กลมโตกลับอ่านใจไม่ออก
“สวัสดีครับน้องมีนา” ผมทักทายกลับ ก่อนจะรีบเร่งตัดบทเพราะอยากหนีไปจากกรุงเทพฯให้เร็วที่สุด “รีบขึ้นรถเถอะ แดดร้อนแล้ว เดี๋ยวจะไปถึงหัวหินช้า”
สิ่งที่ทำให้ผมสะดุดตาอีกอย่าง ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ของมีนา แต่เป็กระเป๋าเดินทางติดล้อ ใบเล็กๆเพียงใบเดียวที่นนท์ลากกับพื้นอยู่ สำหรับทริปค้างคืนที่หัวหินสองวันหนึ่งคืนกระเป๋าใบแค่นั้นมันน้อยเกินไปสำหรับสองคน แน่นๆหรือผมอาจจะผิดเอาตัวผมเป็มาตรฐาน คิดว่าคนอื่นต้องพกของไปพอๆกับผม จะพอหรือ? ผมเก็บความสงสัยนั้นไว้ในใจไม่อยากถามเซ้าซี้ให้เสียบรรยากาศั้แ่ยังไม่เริ่มทริป
มีนาพยักหน้าเธอเปิดประตูหลังแล้วก้าวขึ้นไปนั่งอย่างว่าง่ายนนท์ทำท่าจะมุดตามเข้าไปนั่งประกบข้างๆ ทันใดนั้น เสียงเรียบๆแต่ตรงไปตรงมาของมีนาก็ดังขึ้นเบรกความเคลื่อนไหวของเขา
“ตัวเองไปนั่งข้างหน้าะ”
นนท์ชะงักมือที่จับขอบประตูค้างอยู่แบบนั้น “ทำไมล่ะ นั่งข้างหลังด้วยกันก็กว้างดีออก”
“ไปนั่งข้างหน้ากับพี่ก้องนั่นแหละดีแล้ว”มีนาขยับแว่นกลมสีเขียวมะนาวของเธอ มองตรงมาที่ผมสลับกับนนท์ด้วยสายตาจริงจัง“ถ้านนท์มานั่งข้างหลังกับเราสองคน พี่ก้องก็จะกลายเป็คนขับรถให้เรานะสิ อีกอย่างตัวเองนั่งเป็เพื่อนพี่เขาจะดีกว่านะ”
คำพูดนั้นทำผมแปลกใจแต่ก็คงจริงผมคงดูเหมือนคนขับรถ ถ้าทั้งสองนั่งข้างหลังแล้วจูจี๋กัน นนท์ยิ้มเขินๆให้ผมก่อนจะปิดประตูหลัง แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารตอนหน้าก้าวขึ้นมานั่งเคียงข้างผมแทน
ทันทีที่นนท์ปิดประตูความใกล้ชิดก็ทำให้ผมััได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ไม่เหมือนน้ำหอมผู้ชาย ใช่กลิ่นคล้ายสบู่กับแชมพูที่พวกผู้หญิงใช้เสียมากกว่า
“โอเครัดเข็มขัดเรียบร้อยนะ” ผมกระแอมเบาๆ เรียกสติของตัวเองกลับมาเหยียบเบรกแล้วสับเกียร์
“พร้อมครับพี่ก้องไปลุยทะเลกันเลย!” นนท์หันมายิ้มให้ผม
ผมเหยียบคันเร่งรถซีดานคันเก่งค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหน้าหอพักทิ้งเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและกลิ่นขมควันรถไว้เื้ัมุ่งหน้าสู่ถนนสายใต้เพื่อเดินทางสู่หัวหิน โดยที่ผมในวันนั้น ก็ไม่รู้ตัวเลยว่าทริปนี้จะเปลี่ยนผมไปจากเดิม
********************