นักเรียนเริ่มคาบเรียนพิเศษ่เย็นตอนสองทุ่ม
เนื่องจากเมื่อคืนมัวแต่นั่งอ่านเื่เล่าในเว็บบอร์ดจนดึกทำให้วันถัดมานั้น หยางเจี้ยนไปโรงเรียนด้วยอาการง่วงเหงาหาวนอนทั้งวันไม่มีเรี่ยวแรงพอจะเผลอหลับในห้องเรียนก็จะมีภาพถ่ายของชายชราผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่รู้ตัวราวกับััได้ถึงดวงตาที่ว่างเปล่า น่าสะพรึงกลัว และตายซากกำลังจ้องมองเขาอยู่จากที่ใดที่หนึ่ง
เขาสะดุ้งตื่นตัวขึ้นมาทันที
“นอนไม่หลับอีกแล้ว รูปนั้นมันน่ากลัวจริงๆ”
“เฮ้ๆ หยางเจี้ยน ขอคุยด้วยหน่อยดิ”เด็กชายร่างสูงผอมคนหนึ่งโผล่หัวเข้ามาพูดใกล้ๆ
หยางเจี้ยนถามงงๆ ว่า “หยางเหว่ย?ขอคุยอะไรของนาย”
จางเว่ย ฉายาว่า “หยางเหว่ย”ตอนเข้าเรียนใหม่ๆ ชื่อเขาอยู่ถัดจากหยางเจี้ยนในรายชื่อ แล้วครูอ่านชื่อผิดจาก“จางเว่ย” กลายเป็ “หยางเว่ย” ฉายานี้เลยติดตัวเขามาเป็เวลาสามปี
นี่ถือเป็เื่เศร้าเื่หนึ่ง
“เฮ้ อย่ามาแถเลย ฉันเห็นนายหาวทั้งวันแน่ล่ะ เมื่อคืนต้องไปทำอะไรลามกแน่ๆ” จางเว่ยตบไหล่เขาเบาๆ แล้วพูดเสียงต่ำว่า“ได้แหล่งเด็ดๆ อะไรมาบ้างก็แบ่งกันมั่งสิ ให้เพื่อนได้ฟินบ้าง”
หยางเจี้ยนตอบว่า “ฟินบ้าฟินบออะไรฉันแค่ดูเื่ผีในมือถือเมื่อคืน เลยนอนดึกไงล่ะ”
“เื่ผีเหรอ? พูดถึงเื่ผีแล้ว หยางเหว่ยหยางเจี้ยนพวกนายรู้ไหมว่าก่อนหน้านี้ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของเมืองเกิดเหตุลึกลับขึ้น?”นักเรียนอีกคนข้างๆ โผล่มาพูดขึ้น
“เื่ลึกลับอะไรเหรอ?” หยางเจี้ยนถาม“ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเลย”
จางเว่ยเอ่ย “ฉันก็ได้ยินเหมือนกันได้ข่าวว่ามีคนในหมู่บ้านแห่งนั้นกว่าสองสิบคนแขวนคอตายพร้อมกันในคืนเดียวศพห้อยอยู่กับลูกกรงหน้าต่าง เหมือนเอาเนื้อหมูไปตากเลยล่ะ น่ากลัวสุดๆฉันยังมีรูปจากที่นั่นด้วย แต่ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่านะ”
พูดจบ เขาก็หยิบมือถือออกมาเปิดอัลบั้มภาพแล้วเลื่อนหาภาพหนึ่ง
รูปนั้นถ่ายตอนเย็น แถมแสงในหมู่บ้านก็ไม่ดีเลยดูมัวๆ หน่อยแต่ก็ยังพอมองออกว่าเงาคนจำนวนมากแขวนตัวอยู่กับลูกกรงหน้าต่างที่ระเบียงเรียงรายแน่นไปหมด พอเห็นชัดๆ ก็จะเห็นใบหน้าศพแต่ละศพบิดเบี้ยวน่ากลัวโดยเฉพาะดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว ไม่รู้ว่าตอนก่อนตายไปเจออะไรมาบ้าง
ศพนับสิบเมื่อมองจากไกลๆก็เหมือนเนื้อหมูตากแดดจริงๆ ที่แปลกยิ่งกว่านั้นคือ หัวของศพอยู่ด้านในลูกกรงแต่ตัวกลับอยู่ข้างนอก ช่องของลูกกรงนั้นเล็กเกินกว่าร่างผู้ใหญ่จะลอดผ่านได้
แถมหัวของศพยังเงยไปด้านหลังในท่าทางบิดเบี้ยวราวกับคอหัก
ยิ่งดูใกล้ๆก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจและน่าหวาดกลัวรูปถ่ายแบบนี้คล้ายกับรูปชายชราสวมชุดยาวในมือถือของหยางเจี้ยนมันสามารถกระตุ้นอารมณ์คนได้จริงๆ
“เฮ้ย ไอ้หยางเว่ย รูปนี้แกไปได้มาจากไหนทำไมเราหาไม่เจอเลยวะ” เพื่อนข้างๆ พูดขึ้น
จางเว่ยพูดอย่างอวดว่า“เพื่อนเราบังเอิญถ่ายไว้ได้ ตอนนี้ตรงนั้นถูกปิดไม่ให้เข้าไปถ่ายแล้วนะถ้าแกอยากได้ เรียกเราว่าพ่อก่อน แล้วอีกอย่างอย่าเรียกเราว่าหยางเว่ยอีกเรามีชื่อภาษาอังกฤษใหม่แล้ว”
“ชื่ออังกฤษอะไรล่ะ?”
“ว่อเตอจี๋เอ๋อ อิงบังบัง”
“งั้นเราก็มีชื่ออังกฤษเหมือนกันนะ ชื่อว่า‘ว่อซื่อซาบี้’ จำไว้ล่ะ เวลาเดินบนถนนต้องะโเรียกชื่ออังกฤษเราดังๆ”
หยางเจี้ยนว่า “เรียนการศึกษามา 9ปีเหมือนกัน ทำไมพวกนายถึงได้เก่งขนาดนี้วะ”
“หยางเจี้ยน พวกเราน่ะเรียนพิเศษกันนายตามไม่ทันหรอก” จางเว่ยพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“พูดถึงเื่ลึกลับตอนนี้ในเน็ตก็มีคนพูดถึงกันเยอะเลยนะ ฟังดูเหมือนของจริงเลยบางเื่เรากลัวจนไม่กล้าดูเลย พวกนายคิดว่ามันจริงไหม หรือบางที่มันจะมีผีจริงๆ”
เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อเมี่ยวเสี่ยวซั่นเดินเข้ามาถาม
หยางเจี้ยนพูดว่า“เื่บนอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ก็แต่งทั้งนั้นแหละถ้าไม่เห็นกับตาเราก็ไม่เชื่อหรอกว่ามีผีจริงแต่บางอย่างก็ยังไงเชื่อไว้ก่อนดีกว่าไม่เชื่อ ถ้าเจอกับตัวจริงๆก็ควรอยู่ให้ห่างไว้จะดีกว่า”
“ก็จริงแหละ” เมี่ยวเสี่ยวซั่นพยักหน้า
“หยุดพูดกันได้แล้ว เงียบๆ หน่อย”
ตอนนี้เองครูหวังก็เดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมการะโ
“ทางโรงเรียนมีประกาศด่วนคาบเรียนชาวงเย็นวันนี้จะเปลี่ยนเป็ชั่วโมงให้ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยของนักเรียนระหว่างสอนครูไม่อยากได้ยินเสียงใครพูด หรือรบกวนชั้นเรียนตอนนี้ขอเชิญคุณโจวเจิ้งมาบรรยาย เชิญทุกคนปรบมือต้อนรับ”
หืม?
หยางเจี้ยนปรบมือพลางสงสัยทำไมดึกขนาดนี้ยังมีชั่วโมงเรียนเกี่ยวกับความปลอดภัยอีก?
แต่พอคนที่ชื่อว่าโจวเจิ้งเดินเข้าห้องมาหยางเจี้ยนก็รู้สึกสะดุ้งทันที
ชายที่ชื่อว่าโจวเจิ้งคนนี้ใส่เสื้อโค้ทสีเทาปิดร่างกายมิดชิดแถมยังใส่หน้ากากด้วย ทั้งที่อากาศร้อนขนาดนี้ที่หน้าอกยังห้อยบัตรอะไรบางอย่างไว้ด้วย
สิ่งที่ทำให้สะดุดตามากคือหน้าตาของเขาน่ากลัวมากใบหน้าผอมแห้งจนเห็นกระดูกชัดเจน แทบไม่มีเนื้อเลย ทำให้ดวงตาดูโตผิดปกติเต็มไปด้วยเส้นเืเหมือนคนที่ไม่ได้หลับมาหลายวัน
แต่ใต้ใบหน้าผอมแห้งนั้นท้องของเขากลับโป่งพองขึ้นอย่างประหลาด
เหมือนกับว่าท้องของเขาเต็มไปด้วยไขมันเหมือนพุงเบียร์แต่คนที่มีพุงเบียร์ไม่น่าจะผอมขนาดนี้นะ
มันผิดปกติแปลกประหลาดจนทำให้คนรู้สึกไม่สบายใจ
ตอนนี้โจวเจิ้งยืนอยู่บนแท่นพูดทั่วร่างของเขาแผ่กลิ่นอายของความมืดมน อ่อนล้า และไร้ชีวิตดวงตาแดงก่ำขยับเล็กน้อยเหมือนลูกแก้วที่หม่นมัวไม่มีแสง
ทุกที่ที่สายตาเขากวาดผ่านนักเรียนทุกคนต่างรู้สึกหวาดกลัวอย่างไร้เหตุผล
หยางเจี้ยนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัวร่างกายตึงเครียด ไม่กล้าสบตากับเขา พลางคิดในใจว่า“ความรู้สึกนี้ยิ่งกว่าตอนที่มองภาพถ่ายใบนั้นอีก…”
“สวัสดีครับนักเรียนทุกคน ผมชื่อโจวเจิ้งเป็ตำรวจสากล รู้สึกดีใจมากที่วันนี้ยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ได้มายืนบรรยายความรู้ให้นักเรียนฟังครับ”
โจวเจิ้งพูดขึ้นในที่สุด เสียงของเขาแห้งห้าว และบาดหูเหมือนเสียงกระจกขูดกับพื้น เมื่อรวมกับใบหน้าที่ซูบผอมจนเกินไปก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกขนลุก
ยังมีชีวิตถึงตอนนี้ มายืนสอนที่นี่?
หยางเจี้ยนรู้สึกใจสะท้านคำพูดนั้นฟังดูแปลกชอบกล
โจวเจิ้งหยิบชอล์กขึ้นมาอีกครั้งแล้วหันไปเขียนตัวหนังสือขนาดใหญ่ลงบนกระดานดำอย่างลวก ๆ แต่ชัดเจน
ผี~!
“เื่เล่าผีสางมีมาั้แ่โบราณไม่ใช่แค่ในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา แต่ในประวัติศาสตร์ของหลายประเทศก็มีเช่นกันผมไม่เก่งด้านประวัติศาสตร์ เล่าเื่สมัยโบราณไม่ค่อยได้งั้นพูดถึงเหตุการณ์ใน่ไม่กี่สิบปีมานี้ก็แล้วกัน เช่นเหตุการณ์พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ที่ฝรั่งเศส เื่บ้านผีสิงในอเมริกาเหตุการณ์เงาผีในลานจอดรถของญี่ปุ่น คำสาปฟาโรห์ในอียิปต์…รวมถึงเหตุการณ์หมู่บ้านเฟิงเหมินในประเทศเรา”
เสียงของโจวเจิ้งยังคงแหบและบาดหูเขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า “มีคนเคยพูดว่า ปลายทางของวิทยาศาสตร์คือไสยศาสตร์ คำนี้ไม่ผิดเลยครันักเรียนทุกคนบางเื่ตอนนี้นั้นซึ่งพวกเธอจำเป็ต้องเชื่อจริงๆ เพราะ่ไม่กี่ปีนี้เหตุการณ์เหนือธรรมชาติในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างมากไม่ใช่แค่เหตุการณ์เล็กน้อยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็หายนะระดับโลกถ้าไม่ควบคุมไว้ให้ดี อนาคต… อาจไม่มีอนาคตอีกต่อไปก็ได้”
ทุกคนที่ได้ยินคำพูดนี้ต่างรู้สึกประหลาดใจ
การบรรยายส่งเสริมความปลอดภัยนี่กลายเป็การเล่าเื่ผีได้ยังไงกัน?
แถมยังโม้ไปจนถึงขั้นที่โลกจะล่มสลายอีก
ไม่ใช่แค่นักเรียน แม้แต่ครูหวังก็ยังใ
“เื่พวกนี้ผมไม่สะดวกพูดมากมายและพวกเธอก็อย่าถามอะไรมาก ต่อไปนี้สิ่งที่ผมจะพูดคือ ขอให้ทุกคนจำไว้ให้ดีเพราะการบรรยายความปลอดภัยครั้งนี้ อาจช่วยชีวิตพวกเธอไว้ได้“
โจวเจิ้งไม่พูดต่อแต่หันไปเขียนประโยคหนึ่งบนกระดานว่า: ผีไม่สามารถถูกฆ่าได้
“อีกไม่นานพวกเธออาจจะได้เจอกับสิ่งที่ไม่อยากเจอที่สุด อย่างเช่น… เจอผีถึงแม้มันจะฟังดูโหดร้าย แต่ขอให้จำไว้ให้ดีว่า ผีฆ่าไม่ตายต่อให้กลัวจนสุดขีดก็อย่าคิดจะสู้กับมัน เพราะชีวิตของพวกเธอไม่มีค่าอะไรเลยในสายตามันฆ่าพวกเธอก็เหมือนเหยียบมด ไม่สิ ง่ายกว่านั้นอีก บางทีแค่กะพริบตาหรือดีดนิ้วครั้งเดียว พวกเธอก็จบแล้ว”
เขาจ้องทุกคนด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเืและความเหนื่อยล้าพูดประโยคนั้นอย่างจริงจัง แล้วหันไปเขียนประโยคที่สองลงบนกระดาน
“มีแต่ผีเท่านั้นที่ต่อกรกับผีได้”
โจวเจิ้งพูดต่อว่า “ถ้าผีฆ่าไม่ได้จริงก็แปลว่าเทคโนโลยีทั้งหมดในโลกนี้ก็ไร้ประโยชน์ คาถา ยันต์ ะเิหรือแม้แต่นิวเคลียร์ก็ช่วยอะไรไม่ได้ถ้านักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยังไม่สามารถหาทางจัดการกับ ‘ผี’ ได้ตอนนี้ทางเดียวก็คือใช้ผีจัดการผี ผมรู้ว่าหลายคนสงสัย หรือบางคนอาจคิดว่าผมบ้าแต่นั่นไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือพวกเธอต้องตั้งใจฟัง และจำสิ่งที่ฉันพูดไว้ให้ขึ้นใจเพราะสักวันหนึ่งพวกเธอจะได้ใช้มัน”
“แน่นอนผมก็หวังว่าพวกเธอจะไม่มีวันต้องใช้มันเลยเช่นกัน”
“หยางเจี้ยน หมอนี่พูดอะไรน่ะเราฟังไม่รู้เื่เลย” จางเว่ยกระซิบถาม
หยางเจี้ยนว่า “ฉันก็ฟังไม่ค่อยเข้าใจแต่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ”
“หรือว่าโลกมันกลายพันธุ์แล้วแบบที่เขาเขียนไว้ในนิยาย?” จางเว่ยพูด
“ไม่น่าจะใช่มั้ง…” หยางเจี้ยนลังเล
ถึงแม้เขาเคยจินตนาการว่ามีเทพเ้าหรือพลังพิเศษแต่ถ้ามันมีอยู่จริงก็คงรู้สึกหวาดกลัว เพราะสำหรับคนธรรมดาแล้วมันคือภัยคุกคามที่ใหญ่หลวง
บนแท่นสอน โจวเจิ้งพูดต่อว่า“ในเมื่อผีฆ่าไม่ได้ แถมยังมีความสามารถเกินมนุษย์ งั้นก็ขอถามคำถามหนึ่งว่าถ้าคนธรรมดาถูกผีตามจองเวร จะมีทางรอดไหม? นี่แหละคือจุดสำคัญ ขอให้พวกเธอจำให้ดีจำไปตลอดชีวิตได้ยิ่งดี”
พูดจบเขาก็หันกลับไปเขียนประโยคที่สามลงบนกระดานว่า:มองทะลุกฎเกณฑ์ของผี
“ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มีกฎเกณฑ์ที่สามารถค้นหาได้ผีก็เช่นกันจากข้อมูลการวิจัยพบว่าผีแต่ละตนมีรูปแบบการฆ่าและการเคลื่อนไหวที่เกือบจะคงที่เหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กดปุ่มเปิดเครื่องถึงจะเริ่มทำงานคลิกเมาส์ถึงจะเปิดโปรแกรมได้ ถ้าพวกเธอสามารถเอาชนะความกลัว มองทะลุกฎของผีและหาจุดอ่อนของมันได้ นั่นคือโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวของคนธรรมดา”
“จำไว้ให้ดี ถ้าถูกผีตามแล้ววิธีนี้คือทางรอดเดียว อย่าคิดประมาทเพราะความน่ากลัวของมันเกินกว่าที่พวกเธอจะจินตนาการได้”
เขาพูดประโยคนี้ซ้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง