ัเทพพ่นไฟลูกใหญ่กว่าเดิม ราว 20 เท่าเข้าใส่หม้อปรุงยา จากนั้นจึงส่งสัญญาณให้มู่เชียนใส่สมุนไพรที่ระบุในตำราลงไปตามลำดับ ระหว่างนั้นมีขั้นตอนปลีกย่อยมากมายในการควบคุมเพลิง
“ใส่หญ้าแสงจันทร์ลงไปก่อนแล้วลดความร้อนลงกึ่งหนึ่ง”
“ผลประกายรุ้ง ต้องใช้ไฟกลางเผาจนเปลี่ยนเป็สีทองทั้งผลจึงค่อยใส่ลงหม้อ ระหว่างนั้น ยังต้องใส่พร้อมกับรากโสมหิมะ ที่เผารมจนน้ำระเหยไปทั้งหมดแล้วใส่เพียงรากแห้งๆ”
“ใบของต้นไป่มู่ต้องใส่ตอนความร้อนสูงสุดเพียงชั่วพริบตาแล้วหยุด และที่สำคัญ ความร้อนต้องััผิวเท่ากันตลอดทั้งใบ”
เสียงมู่เชียนพึมพำถึงขั้นตอนต่างๆ นางผิดพลาดไปกี่ครั้งไม่ทราบได้ ทุกครั้งที่ผิดพลาด นางจะหลับตาทำสมาธิราว 10 ลมหายใจ เพื่อให้มีเวลาทบทวน ตลอดจนให้ร่างกายพักฟื้นตัวเองให้สมบูรณ์ก่อน ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว นางไม่เคยทำผิดซ้ำรอยเดิม จนเมื่อสมุนไพรที่เก็บมาเริ่มร่อยหรอใกล้จะหมดลง การหลอมยาครั้งแรกในชีวิตของเด็กสาวก็ประสบความสำเร็จจนได้
กลิ่นหอมและประกายแสงสีฟ้าที่ลอดออกมาจากหม้อหลอมทำให้เสี่ยวจิ้งลืมตาขึ้น เขาร่อนจมูกสูดฟุดฟิดในอากาศ ก่อนสะบัดกรงเล็บเพื่อเปิดฝาหม้อหลอมยาออก ยาเม็ดสีฟ้าสุกสว่างขนาดประมาณปลายนิ้วมือ 3 เม็ดลอยขึ้นมากลางอากาศ
“ยารวมปราณธาตุน้ำ คุณภาพสูง 1 คุณภาพปานกลาง 2 ...นับว่าไม่เลวสำหรับครั้งแรก”เสี่ยวจิ้งเหลือบตามองมู่เชียน ไม่น่าเชื่อว่านางจะหลอมยาได้สำเร็จในวันเดียว ทั้งผลงานที่ออกมายังเหนือกว่าที่เขาคิดไว้มาก
เป็ครั้งแรกที่เสี่ยวจิ้งเอ่ยปากชมนาง มู่เชียนก้มมองยาสามเม็ดในมือพลางคลี่ยิ้มกว้าง นางสามารถก้าวเข้าใกล้จุดหมายมากขึ้นอีกนิดแล้ว !
2 สัปดาห์ต่อมา ยารวมปราณสำหรับธาตุที่เหลือก็ปรุงสำเร็จ ยามนี้มู่เชียนยืนอยู่ในห้องจ้องมองยาหลากสีตรงหน้าที่สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตอันน่าสมเพชของร่างนี้ได้ในพริบตา ยาเม็ดกลมหกเม็ด สีฟ้า สีขาว สีน้ำตาล สีดำ สีเงิน และสีเขียววางอยู่ปนเป
“จะเริ่มล่ะนะ” มู่เชียนหันมองเสี่ยวจิ้ง เทพอสูรตัวน้อยสีหน้าเคร่งเครียดพยักหน้าตอบรับคำของนาง ทว่าก่อนที่เขาจะอ้าปากอธิบายอะไร เด็กสาวก็อ้าปากกลืนยาทั้งหกเม็ดลงไปพร้อมกัน
“อย่า.. !!” ัน้อยส่งเสียงห้ามดังลั่น
ไม่ทันแล้ว..ความรู้สึกร้อนวูบแล่นจากกระเพาะอาหารกระจายออกไปทั่วร่าง ทันใดนั้นพลังมหาศาลก็ะเิออกมา !
ปราณหกสายแล่นพล่านไปทั่วสร้างความเ็ปอย่างมาก ตลอดเส้นทางมู่เชียนเสียงได้ยินเสียงลั่นเปรี๊ยะ เส้นชีพจรทั่วร่างโป่งพองจนแทบแตก เด็กสาวทนไม่ไหวทรุดลงขดตัวกับพื้นอย่างทุกข์ทรมาน
ยารวมปราณกำลังจะเปลี่ยนร่างกายที่เคยไร้ค่า ให้กลายเป็ร่างกายที่สามารถดูดซับปราณได้ทุกชนิด สำหรับนางนี่ไม่ต่างจากการเกิดใหม่ และการเปลี่ยนแปลงโชคชะตาย่อมมิใช่เื่ง่าย ดังนั้นความเ็ปเหล่านี้นางจึงต้องทนรับเอาไว้ให้ได้ !
แม้จะรู้สึกทรมานจนไม่อยากรับรู้อะไร ทว่าหลังผ่านการหลอมรวมครั้งแล้วครั้งเล่า กล้ามเนื้อและเส้นปราณบริเวณนั้นก็คล้ายจะแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งััผลลัพธ์ความมุ่งมั่นในดวงตาสีน้ำตาลก็ยิ่งชัด
‘อดทนอีกนิด.. ข้าก็จะสามารถฝึกยุทธ์ได้แล้ว !’ เด็กสาวคิดระหว่างกัดฟันทนรับความเ็ปต่อไป
“ไหวหรือไม่.? เ้าคงไม่ตายใช่ไหม ?” ัน้อยเอ่ยถามเสียงร้อนรน ร่างบางที่ขดตัวสั่นเทาอยู่กับพื้นถ้ำ เืหยดเล็กๆไหลซึมออกมาจากทั่วทุกรูขุมขนของนาง ผิวกายขาวนวลเริ่มเปลี่ยนเป็บวมแดงคล้ายจะปริแตกออกได้
หากว่าเขาทำธิดาเทพยุทธ์ตายไป ไม่เพียงเทพบิดาจะผิดหวัง ถ้าพวกพี่น้องรู้ว่าเขาพลาดพลั้งทำให้นางผู้มีหน้าที่กอบกู้มิติและช่วยเหลือเทพอสูรทั้งหลาย ร่างะเิตายไป เกรงว่าคงถูกรุมจนมีสภาพน่าอนาถยิ่ง……!!!
‘ ไม่กล้าคิดเลย !’ ัน้อยกลืนน้ำลาย ดวงตาสีแดงจ้องมองหญิงสาวพลางนึกเอาใจช่วยอย่างสุดชีวิต ให้นางสามารถก้าวข้ามเภทภัยครั้งนี้ไปให้ได้
่เวลาไม่ถึงสองก้านธูปกลับช่างแสนยาวนาน ในที่สุดการเปลี่ยนแปลงก็สิ้นสุดลง มู่เชียนค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกใหม่ นางสามารถััถึงปราณธาตุที่เหลืออีก 6 ธาตุได้แล้ว แม้ไม่แรงกล้าเท่ากับปราณธาตุไฟของเสี่ยวจิ้ง แต่ก็ไม่ถึงกับห่างชั้นราวฟ้ากับดินเช่นเดิม
ผิวกายไร้าแ ทว่าทั้งตัวกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิต มู่เชียนหยัดกายขึ้นนั่งสบตากับเสี่ยวจิ้ง มอบรอยยิ้มสดใสให้กับัน้อยอย่างอารมณ์ดี
“ข้าทำสำเร็จแล้ว !!”
เสี่ยวจิ้งรีบโผเข้ามาสำรวจร่างกายของนายสาวอย่างเป็ห่วง ์เท่านั้นที่รู้ว่าเขาโล่งใจเพียงใด หลายปีนับจากนี้เมื่อมองย้อนกลับมาเขาจึงได้รู้ว่า ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปนับแต่วันนั้น...
โดยไม่รู้ตัว จิตของเทพอสูรัเพลิงผูกพันกับมู่เชียนอย่างแ่า อาจเพราะก้าวผ่านนาทีวิกฤตมาด้วยกัน เสี่ยวจิ้งรู้สึกพึ่งพาและเชื่อใจนางอย่างประหลาด แม้จะยังวางท่าอยู่บ้าง แต่ทุกการกระทำนับจากนี้ล้วนเปี่ยมด้วยความรักและห่วงใย ทั้งยังมีความยำเกรงในตัวธิดาเทพผู้นี้มากขึ้นทุกวัน
“เ้า…ตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง ?”
“ไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้เลย ร่างกายเบาหวิว รู้สึกถึงปราณรอบด้านมากมายพร้อมให้ดูดซับ ข้าเริ่มฝึกยุทธ์ได้แล้วใช่หรือไม่ ?” มู่เชียนเอ่ยเสียงใส พลังล้นเหลือวิ่งไปทั่วร่าง ััพิเศษก็แจ่มชัด ยามนี้หากให้นางคัดแยกสมุนไพร 150 ชนิดอีกครั้ง เชื่อว่านางคงสามารถทำได้โดยใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม !
‘ขอบคุณเทพบิดาที่คุ้มครอง สายเืเทพจงเจริญ !’ เสี่ยวจิ้งโล่งใจจนแทบหลั่งน้ำตา เมื่อพ้นจากความเป็ห่วง ความโกรธก็เข้าครอบงำ
“เ้าบ้าไปแล้ว ?! ไม่ทันรอให้ข้าบอกวิธีใช้ ก็โยนยาทั้งกำเข้าปากไปเสียอย่างนั้น !! เมื่อครู่อันตรายเพียงใดรู้หรือไม่ ?! หากมิใช่มีสายเืเทพปะปนอยู่ในกายของเ้า เ้าคงเส้นชีพจระเิร่างแหลกเหลวไปแล้ว !!” ัน้อยตวาดก้อง
“ยารวมปราณสมควรกินได้แค่ครั้งละ 1 เม็ด แล้วเว้น 1 เดือนก่อน เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพแล้วจึงค่อยกินอีก 1 เม็ด เช่นนี้ไปเรื่อยๆ เ้าทำข้าใเพียงใดรู้บ้างหรือไม่ ?!”
เห็นัน้อยแตกตื่นเพียงนั้น มู่เชียนนึกย้อนไปก็พลันเหงื่อกาฬแตกพลั่ก เมื่อครู่ร่างของนางคล้ายจะะเิแล้วจริงๆ
“ขอโทษที่ทำให้เ้าเป็ห่วง” เสียงใสเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ เหอะ!!” ัน้อยเชิดหน้าใส่ ทว่าเขากลับไม่ได้ปฏิเสธว่าเมื่อครู่ เขาเป็ห่วงเด็กสาวบ้านนอกคนนี้มากจริงๆ
เสื้อผ้าของมู่เชียนเลอะเทอะไปทั้งตัว ด้วยโลหิตที่หลั่งออกมาเมื่อครู่ โชคดีที่ในถ้ำมีธารน้ำใสสะอาด เด็กสาวจึงรีบชำระร่างกายทันที เมื่อกำจัดคราบสกปรกออกไป ก็พบว่าผิวกายของนางเปล่งปลั่งขึ้นมาก ใบหน้าเนียนเรียบ ขาวกระจ่าง คล้ายไม่เคยต้องลม นี่น่าจะเป็ผลพวงจากยารวมปราณสินะ
เสี่ยวจิ้งเอื้อมมือนำเสื้อผ้าสะอาดชุดหนึ่งจากที่ใดไม่ทราบส่งให้เด็กสาว แม้รูปแบบชุดจะธรรมดา แต่เนื้อผ้ากลับเบาสบายนุ่มลื่นผิวเป็ที่สุด
“ชุดพวกนี้มาจากที่ใดกัน?”
“เทพบิดาเตรียมไว้ให้เ้า” เสี่ยวจิ้งเอ่ยพลางสะบัดมือออกมา ทันใดนั้นกำไลเงินรูปแบบค่อนข้างธรรมดาก็ลอยนิ่งอยู่ตรงหน้านาง
“นี่คือกำไลมิติ ด้านในสามารถเก็บของได้มากมาย เพราะต้องรอจนเข้าสู่ขั้นนักยุทธ์แล้วจึงจะสามารถเปิดใช้งานได้ ข้าจึงไม่ได้มอบให้เ้าเอาไว้... หลังจากนี้มีเพียงเ้าและสัตว์อสูรคู่พันธะเท่านั้น ที่สามารถใช้งานมันได้”
มู่เชียนรับกำไลวงนั้นมาพิจารณาอย่างสนใจ กำไลสีเงินเรียบๆไม่สะดุดตา มีอัญมณีขนาดเท่านิ้วมือสีม่วงประดับอยู่เพียงชิ้นเดียวเท่านั้น
“อย่าเห็นว่ามันธรรมดา ด้านในนั้นมีมิติขนาดใหญ่มาก ยามพวกข้ายังเล็กก็ถูกเลี้ยงดูในที่แห่งนั้น รอกระทั่งเ้าสามารถพัฒนาได้ถึงระดับ ‘ยอดยุทธ์’ ก็จะเข้าไปข้างในได้เช่นกัน”
“เช่นนั้นหากมีอันตรายข้าก็สามารถเข้าไปหลบได้สินะ เยี่ยมเลย!” เด็กสาวเอ่ยด้วยสีหน้ายินดี
“ว่าที่ผู้ครองมิติ คิดแต่จะหลบหนีได้อย่างไร น่าขายหน้าจริง !!?” เสี่ยวจิ้งบ่นพึมพำ ทว่ามู่เชียนกลับเอ่ยโต้ด้วยสีหน้าจริงจังอย่างมาก
“สู้แล้วแพ้.. น่าขายหน้าเสียยิ่งกว่านะ”
ัน้อยฟังแล้วก็นิ่งไป ไม่รู้จะวิจารณ์นายหญิงของตนว่า ช่างรอบคอบคิดการณ์ไกล หรือไม่รักความก้าวหน้า … แต่ที่นางพูดก็เหตุผลนี่นา ?
มู่เชียนเห็นัเทพมีท่าทางสับสน ก็หลุดยิ้มออกมา ‘คิดอะไรก็ล้วนแสดงออกมาทางสีหน้าเสียจนหมด น่าเอ็นดูนัก’
“เอาล่ะๆ กลับกันเถอะ ข้าอยากรีบฝึกยุทธ์แล้ว… จะได้ไม่ต้องหนี และไม่ต้องแพ้ด้วย ดีหรือไม่ ?” เด็กสาวเอ่ยยิ้มๆพลางขยิบตาล้อเลียน เทพอสูรัเพลิงค่อยรู้ตัวว่าถูกแกล้ง.. เขาทั้งเขินและโกรธจึงหนีเข้าไปหลบอยู่ในมิติกำไลไม่ยอมออกมา
ระหว่างทางกลับเรือนบริเวณชายป่า มู่เชียนพบกับชายกลุ่มหนึ่ง ดูจากเสื้อผ้าที่สวมคงเป็นายพรานที่มาหาของป่า ดวงตาวาววับเ่าั้มองเด็กสาวที่เดินอยู่ตามลำพังอย่างไม่หวังดี
“โอ้.. นึกว่าสาวงามจากที่ใด ที่แท้คุณหนูมู่เองหรือนี่ ?” เสียงทักทายแฝงกระแสหยอกเย้าชัดแจ้ง
หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ทุกคนล้วนรู้จักนาง การที่มู่เชียนถูกเนรเทศจากเมืองหลวงเพราะเื่ผลการทดสอบปราณ คนในหมู่บ้านล้วนทราบดี นางเป็ถึงบุตรสาวตระกูลผู้พิทักษ์กลับปราณขยะ หน้าตาจืดชืด ทั้งยังไร้พร์ น่าอนาถยิ่งกว่าคนธรรมดาอย่างพวกเขาเสียอีก
ปกติแล้วสายตาคนในหมู่บ้านที่มองมู่เชียนมักจะแฝงด้วยความดูถูกและเย้ยหยัน ทว่าวันนี้ไม่รู้เพราะเหตุใด นางจึงดูน่ามองนัก แม้หน้าตาไม่อาจกล่าวว่างดงาม แต่สำหรับชายหยาบกระด้าง ผิวพรรณอ่อนใสของคุณหนูสกุลใหญ่ก็ยังน่าลิ้มลองอยู่ดี
เด็กสาวเดินเลี่ยงไปไม่พูดจา ชีวิตนี้มู่เชียนอาจไม่เคยถูกผู้ใดกล่าววาจาแทะโลมมาก่อน ทว่าบนโลกอีกใบหนึ่งรูปลักษณ์ของนางงดงามโดดเด่นอย่างมาก สถานการณ์เหล่านี้จึงไม่นับว่าเป็เื่แปลกใหม่แต่อย่างใด
กระนั้นสิ่งที่มู่เชียนไม่ทราบก็คือ ..โลกใบนี้กฎหมายมิได้เข้มงวดเช่นยุคของนาง และสิ่งที่อันธพาลเหล่านี้้าก็ไม่ใช่เพียงแค่กล่าววาจาแทะโลมเท่านั้น
“จะรีบไปไหนเล่า.. อยู่คุยกับพวกเราก่อนเถิด”
“นั่นสิ นี่ยังไม่ค่ำเลย ไว้เดี๋ยวอีกสักพักพวกเราจะไปส่งเ้าเอง”
ชายฉกรรจ์ห้าคนตรงเข้ามากระจายตัวล้อมมู่เชียนไว้ทุกทิศทาง เด็กสาวตัวคนเดียวกลางป่าเป็สิ่งที่เย้ายวนใจสำหรับพวกมันอย่างมาก ดวงตาชั่วร้ายมองนางพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปาก คิดถึงความสุขในอีกไม่กี่อึดใจ
“ถอยไป.. !” มู่เชียนเอ่ยเสียงนิ่ง ดวงตาสีน้ำตาลแข็งกร้าวที่จ้องมองมาทำให้กลุ่มอันธพาลชะงักไป เด็กสาวอายุไม่ถึง 15 เหตุใดจึงได้ดูทรงอำนาจเยี่ยงนี้ !
‘สมเป็สตรีจากตระกูลขุนนาง สง่าราศีเหนือกว่าคนทั่วไปอยู่บ้าง ทว่าอย่างไรก็เป็แค่คนไร้ค่าอยู่ดี !’ คนชั่วเ่าั้ได้สติขึ้นฉับพลัน
“หึหึ.. นึกว่าตนเองเป็คุณหนูสูงส่งจริงๆหรือ ? ก็แค่เศษสวะของตระกูลเท่านั้น ทำตัวว่านอนสอนง่ายดีกว่า.. แล้วพวกเราอาจจะเมตตาไม่รุนแรงกับเ้าเกินไป”
มู่เชียนมองกลุ่มชายร่างใหญ่ย่างสามขุมเข้ามาหา เด็กสาวหรี่ตาลงกำหมัดแน่น นางเพิ่งผ่านการกระตุ้นจากยารวมปราณ แม้ยังไม่ถึงขั้นนักยุทธแต่หากคิดจะเอาชนะคนธรรมดาก็น่าจะพอเป็ไปได้
ทันใดนั้น..ความร้อนสายหนึ่งก็พุ่งออกจากร่างนาง กระจายออกไปรอบด้านตรงเข้าโจมตีร่างคนร้ายทันที !
‘บรึ้มมมมม !!’ ระเบิดเพลิงกลุ่มใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ขี้เถ้ากองเล็กๆห้ากองปรากฏอยู่รอบตัวนาง มู่เชียนตาเบิกค้างมองซากร่างที่เหลือของคนเ่าั้อย่างตกตะลึง
บนไหล่ของนาง เสี่ยวจิ้งเกาะนิ่งอยู่ตรงนั้นควันร้อนๆลอยกรุ่นออกจากร่าง นางแน่ใจว่าการโจมตีเมื่อครู่นั้นเป็ฝีมือของเขา
“เสี่ยวจิ้ง .. เ้าฆ่าคนพวกนั้น ..?” เสียงแ่เบาเอ่ยไม่แน่ใจ ชั่วชีวิตนางไม่เคยคิดว่าต้องเจอเื่แบบนี้
เด็กสาวแสนบริสุทธิ์คิดเพียงว่าหน้าที่ของตนคือการทำลายกระจกมารเพื่อความสุขของปวงประชา หาใช่การต่อสู้เอาชีวิตใคร นางไม่เคยเตรียมใจไว้สำหรับการเห็นภาพอันโหดร้าย กองขี้เถ้าของคนตายทำให้หัวใจของนางวูบไหวอย่างประหลาด
ัเทพน้อยมองตานาง เพราะพันธสัญญาทำให้เขาคาดเดาถึงความคิดของมู่เชียนได้ แต่นางจะรู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่หากเขาไม่สังหาร พวกมันคิดจะทำอะไรกับนาง
ดวงตาสีแดงวูบวาบเปล่งรังสีสังหาร “มู่เชียน ข้าไม่รู้ว่าก่อนนี้เ้าใช้ชีวิตเช่นไร ทว่าที่นี่‘พละกำลังคือกฎ !’ การสังหารคู่ต่อสู้เป็เื่ธรรมดา และหากเ้าอ่อนแอ…เ้าก็ต้องตาย !!”
นั่นเป็ครั้งแรกที่นางได้เรียนรู้ความโหดร้ายของโลกใบนี้..!