เมื่อสนามถูกจัดการให้พร้อมกลับมาประลองอีกครั้ง กรรมการก็เรียกชื่อคู่ต่อไปให้ลงมาประลอง " ฉู่เฟยเทียน เซียวหยง เชิญลงมายังสนามประลอง "
พอทั้งสองได้ยินคำกล่าวของกรรมการ ทั้งสองก็พุ่งกระโจนลงมายังสนามประลอง และมายืนประจันหน้ากัน
ครั้นทั้งสองมายืนประจันหน้ากันเสร็จ กรรมการก็กล่าวบอกให้ทั้งสองสำแดงไม้หมายเลขและคืนแก่กรรมการ พอทั้งสองทำเสร็จ ต่อมาจึงค่อยบอกให้ทั้งสองถอยหลังไปคนละสิบก้าว
พอทั้งสองทำตามคำสั่งเสร็จ กรรมการก็ประกาศบอก " เริ่มได้ "
ทันทีที่กรรมการประกาศบอกว่าเริ่มได้ ทั้งฉู่เฟยเทียนและเซียวหยงก็ต่างพากันะเิพลังิญญาและปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนกันออกมา
พอทั้งฉู่เฟยเทียนและเซียวหยงะเิพลังิญญาและปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนเองมากันทั้งคู่ให้ทุกคนได้เห็นกันแล้ว กรรมการที่เห็นก็บรรยายบอกแก่ทุกคนตามหน้าที่ " ฉู่เฟยเทียน ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นเก้า ิญญายุทธ์อาวุธแปรผัน หอกงู สามสัญลักษณ์ เซียวหยง ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นเก้า ิญญายุทธ์คู่สายอาวุธ ดาบสุริยันและโล่พระอาทิตย์ ดาบสามสัญลักษณ์ โล่สามสัญลักษณ์ "
หลังกรรมการประกาศบรรยายเสร็จ ก็เป็เวลาเดียวกันกับที่หอกงูฟาดปะทะกับดาบสุริยัน
ทั้งคู่ใช้แรงกดดันเข้ากดดันต้านกันอยู่สักพัก เพื่อดูว่าแรงใครจะเหนือกว่ากัน ผลปรากฏออกมาว่า แรงของทั้งสองกินกันไม่ลง
ทั้งคู่จึงยุติการต้านทานอาวุธลงและหันมาใช้วรยุทธวิชาอาวุธเข้าห้ำหั่นกันแทน
ทั้งสองฟาดฟันด้วยวิชาอาวุธกันพักใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าทางด้านของฉู่เฟยเทียนจะมีทักษะวิชาอาวุธที่เหนือกว่าทางด้านของเซียวหยงอยู่มากโข
จึงทำให้เซียวหยงที่ประมืออยู่กับฉู่เฟยเทียนมานานพอสมควร จำต้องะโถอยร่นกลับหลังไปตั้งหลักเพราะคนคิดว่าอีกไม่นาน คนต้องแพ้พ่ายให้กับวิชาหอกของฉู่เฟยเทียนที่เหนือกว่าวิชาดาบคู่โล่ของตนเป็แน่
แต่ในฉับพลันที่เซียวหยงะโถอยหลังกลับไปตั้งหลักนั้น ฉู่เฟยเทียนที่ไม่คิดจะให้คนได้พัก จึงทำการเขวี้ยงดอกงูเข้าใส่เซียวหยง
เซียวหยงที่เห็นดังนั้นก็ยกโล่ขึ้นมาบังขวางกั้นแบบธรรมดาไม่ใช้ทักษะิญญาใดๆ และผลปรากฏก็ออกมาว่า หอกงูทะลวงโล่ไปและแทงปักเข้าที่อกด้านซ้ายของเซียวหยง
ทันทีที่คนโดนหอกปักเข้าอกทางด้านซ้าย คนก็เ็ปเป็อย่างมากจนแทบจะครองสติเอาไว้ไม่ไหว แต่ก็แค่แทบ คนที่ยังมีสติอยู่ก็พยายามจะฝืนทนความเ็ปเพื่อดึงหอกงูออก
แต่ผลปรากฏออกมาว่า คนดึงยังไง ก็ดึงไม่ออกไม่ยอมหลุดออกจากร่างกายคนเลยแม้แต่เพียงนิดเดียว
แถมยิ่งเวลาผ่านไปนานเข้า คนก็ยิ่งเริ่มหมดแรงในทุกชั่วขณะ เมื่อเป็เช่นนั้นเซียวหยงก็คาดเดาได้ว่าหอกที่เขวี้ยงมาใส่ตนนั้นมีทักษะอะไรบ้าง คนจึงกล่าวพึมพำบ่นกับตนเอง " ทักษะแรกที่อยู่ในหอกน่าจะเป็ทักษะจำพวกทะลวงเกราะ ทักษะต่อมาน่าจะเป็ทักษะพิษประเภทอัมพาต และทักษะสุดท้ายที่อยู่ในหอก น่าจะเป็ทักษะดูดพลังและกำลังคนเป็แน่ เราไม่น่าจะใช้โล่ธรรมดารับหอกเลย เจ็บใจนัก พลาดจนได้เรา "
ทันที่คนบ่นเจ็บใจที่ตนพลาดท่าเสร็จ คนก็หมดแรงยืนและทิ้งร่างร่วงหล่นลงกับพื้น จากนั้นก็ไม่ขยับร่างอีกเลย
จนเวลาผ่านไปสิบลมหายใจ กรรมการที่เห็นเซียวหยงไม่ขยับ ก็ตัดสินทันทีว่าคนหมดสภาพที่จะต่อสู้และประกาศบอกชื่อผู้ชนะขึ้น " ฉู่เฟยเทียน แห่งตระกูลฉู่เป็ผู้ชนะ "
เมื่อกรรมการประกาศชื่อคนชนะแล้ว ทันทีนั้นกรรมการก็ทำการจัดการกับสนามให้พร้อมกลับมาต่อสู้อีกครั้ง
พอทำเสร็จ กรรมการก็ประกาศเรียกชื่อคู่ต่อไปที่จะต้องลงมาประลองให้ลงมาประลอง " เซียวลี่หยาง และ ฉู่เข่อซิง เชิญลงมายังสนามประลอง
ทันทีที่กรรมการประกาศเรียกเสร็จ ทั้งคู่ที่ได้ยินก็ต่างพากันลงมายังในสนาม และยืนประจันหน้ากันพร้อมต่อสู้
เมื่อทั้งคู่ลงมาแล้ว กรรมการก็กล่าวบอกออกคำสั่ง " จงสำแดงไม้หมายเลขและคืนแก่เราผู้าุโ จากนั้นก็ค่อยถอยหลังไปคนละสิบก้าว "
เมื่อเซียวลี่หยางและฉู่เข่อซิงได้รับคำสั่ง คนก็ทำตามไม่ขัดขืน ครั้นทำเสร็จ กรรมการก็ประกาศบอก " เริ่มได้ "
ทันทีที่สิ้นเสียงประกาศบอกว่าเริ่มได้ ทั้งฉู่เข่อซิงและเซียวลี่หยางก็ต่างพากันะเิพลังิญญาและปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนกันออกมา จากนั้นฉู่เข่อซิงที่เป็สายอาวุธประเภทดาบกระบี่ ก็พุ่งเข้าหาเซียวลี่หยางเพื่อโจมตีใส่
ส่วนทางด้านของเซียวลี่หยางที่เป็สายอาวุธประเภทธนู ก็มิได้พุ่งเข้าหากันตามคน แต่คนเป็คนเปิดการโจมตีเป็คนแรก ด้วยลูกธนูพลังิญญา
พอทั้งสองะเิพลังิญญาและปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนกันออกมาแล้ว กรรมการก็กล่าวบอกบรรยายแก่ผู้ชมขึ้น "ฉู่เข่อซิง ิญญายุทธ์กระบี่ ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นเก้า สามสัญลักษณ์
เซียวลี่หยาง ิญญายุทธ์ธนู ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นเก้า สามสัญลักษณ์ "
เมื่อกรรมการประกาศบรรยายเสร็จ ก็เป็เวลาเดียวกันกับที่ลูกธนูพลังิญญาของเซียวลี่หยางเข้าปะทะกับกระบี่ของฉู่เข่อซิง ที่คนยกขึ้นมาฟาดฟันลองทานรับลูกธนูดูว่าจะรุนแรงสักแค่ไหน
ผลสรุปออกมาว่า ลูกศร เพียงลูกเดียวที่ยิงมา กลับทำให้คน ต้องหยุดชะงักกลางทางที่พุ่งเข้าหาคน
จากนั้นคนก็ตระหนักคิดขึ้นในใจ ' ลูกธนูนี่ รุนแรงพอควร เล่นเราเอาซะ มือเกือบสั่นกันเลยทีเดียว นี่แค่ลูกศรเดียวของมันนะ หากมันโจมตีมาหลายลูกศรในคราเดียว แล้วเราเลือกที่จะรับ เกรงว่าคงจะรับมือไม่ไหวและเสียท่าเป็แน่ ฉะนั้นเราต้องหลบ '
ทันทีฉู่เข่อซิงคิดเสร็จ เซียวลี่หยางที่เห็นคนชะงักกลางทางเพราะแรงลูกศรของตน คนก็ไม่คิดจะให้โอกาสคนให้พุ่งเข้าหาเข้าใกล้คนเพื่อโจมตีตนต่ออีก
คนเปิดใช้ทักษะิญญา " สามศรติดตาม สามศร " เซียวลี่หยางทำการยิงศร สามศรออกไปในคราเดียวพร้อมๆกันใส่เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว คือ ฉู่เข่อซิง
ส่วนฉู่เข่อซิงที่เป็เป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว เมื่อเห็นลูกศรสามศรถูกยิงมาในคราเดียวและพุ่งมาใส่ตน ในขณะที่ตนยังตั้งหลักไม่ดีพอและไม่ทันคิดว่าเซียวลี่หยางจะโจมตีเร็วขนาดนี้ คนจึงพลันเลือกที่จะใช้กระบี่รับปัดลูกศรแทนที่จะหลบหลีกตามที่ตนได้คิดเอาไว้
เมื่อกระบี่ฟาดฟัดรับปัดลูกศรที่พุ่งมาหมายพิฆาตตนได้หมด จากมือคนที่แค่เคยเกือบสั่น มาบัดนี้กลับสั่นระริกอย่างควบคุมมิได้
ฉู่เข่อซิงที่เป็ดังนั้น ก็รีบตัดสินใจและกระทำอย่างรวดเร็ว คือ การฉีกแขนเสื้อและนำผ้าแขนเสื้อที่ฉีกมา มาพันกับกระบี่ให้ติดไว้กับมือ เพื่อกันไม่ให้กระบี่หลุดมือ เมื่อรับการโจมตีจากเซียวลี่หยางมากๆ
พอคนพันกระบี่ติดกับมือเสร็จ ก็เป็เวลาเดียวกันกับที่ลูกธนูหกลูกถูกยิงพุ่งมาได้ครึ่งทางเข้ามาใส่คน
ฉู่เข่อซิงที่รู้สึกถึงได้ถึงการพุ่งมาของการโจมตีของลูกศร พอถึงระยะ คนก็ไม่รีรอช้าที่จะยกกระบี่ขึ้นมาฟาดฟันปัดป้องลูกศรที่พุ่งมาให้กระเด็นออกไปไม่ให้มาโดนตัวคนแม้แต่นิดจนหมด
เซียวลี่หยางที่เห็นวิธีรับมือเื่มือสั่น หลังกระบี่ปะทะกับลูกศรของตนของฉู่เข่อซิง ก็อดที่กล่าวชมเชยมิได้ " แก้ไขเื่กระบี่ กับ มือที่อาจปล่อยกระบี่หลุดมือได้ตลอดเวลาได้ดีเลยหนิ พันเอาไว้แน่น จนสามศรติดตาม หกศร ก็เอาไม่หลุด "
หลังเซียวลี่หยางกล่าวชมเชยจบ คนก็ผิวปากดั่งคนกำลังมีความสุข
ฉู่เข่อซิงที่เห็นคนผิวปากดั่งคนมีความสุข คนจึงกล่าว " ผิวปากดั่งผู้ชนะ โอหังนัก คิดว่าชนะข้าแล้วหรืออย่างไร "
ทันทีที่ฉู่เข่อซิงกล่าวมาแบบนี้ เซียวลี่หยางที่ไม่อยากฟังต่อก็ง้างธนูพร้อมเปิดใช้ทักษะ ิญญายิงศรออกไป " สามศรติดตาม เก้าศร "
ทันทีที่สามศรถูกยิงออกไป พอถึงระยะทางหนึ่ง จากสามศรก็พลันแยกออกรวมกันเป็เก้าศร พุ่งเข้าใส่ฉู่เข่อซิงตามชื่อ
ฉู่เข่อซิงที่เห็นศรพุ่งมา พอถึงระยะที่ต้องป้องกันตน คนก็ปัดฟันศรที่พุ่งมาไปตามลำดับของลูกศร แต่ทว่าปัดฟันยังไม่ได้ถึงครึ่ง
เซียวลี่หยางก็ยิงศรพร้อมทักษะใส่ฉู่เข่อซิงเสริมเข้าอีกที " สามศรติดตาม สิบสองศร "
เมื่อเซียวลี่หยาง ง้าง และ ยิงธนู สามลูกศรออกไป พอถึงระยะทางหนึ่ง มันก็แยกออกรวมเป็สิบสองศรพุ่งเข้าหาคน
ฉู่เข่อซิงที่ปัดป้องทำลายเก้าศรเดิมที่ยิงมายังไม่หมดและต้องมาเห็นว่าเซียวลี่หยางยิงเสริมเข้ามาอีกสิบสองศร คนก็เริ่มรู้สึกตึงเครียดและเหนื่อยล้ากาย เพราะแม้กระบี่จะไม่หลุดออกจากมือ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามือจะไม่สั่นและไม่สูญเสียเรี่ยวแรงไป
พอฉู่เข่อซิงปัดป้องศรที่เซียวลี่หยางยิงใส่มาไปจนหมด จู่ๆฉู่เข่อซิงก็ได้เวลาพักหายใจอย่างที่คนคิดไม่ถึงว่าจะได้
พอฉู่เข่อซิงพักจนมีเรี่ยวแรงกลับมานิดหน่อย คนก็เกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมเซียวลี่หยางถึงไม่โจมตีตนต่อและปล่อยให้ตนได้พัก และคนก็หันมาผิวปากสบายใจเล่นแทน ' ทำไมมันถึงไม่โจมตีเราต่อกันนะ '
ไม่นานคนก็คิดทฤษฎีขึ้นมาได้ ' หรือว่า ที่มันไม่ยิงเราต่อ อาจจะเป็เพราะถึงขีดจำกัดของลูกธนูที่ทรงพลังที่แต่ละดอก ทำให้เราแทบจะประคองอาวุธไม่อยู่เลยก็เป็ได้ มันคงไม่อยากจะเสียพลังิญญาไปกับลูกธนูพลังิญญาธรรมดาๆสินะ ถึงไม่โจมตีต่อ '
เมื่อคนคิดทฤษฎีได้ดังนั้น คนก็รีบตัดสินใจเปิดการโจมตีด้วยทักษะใส่ ไม่หวังให้คนได้พักตั้งตัวเพิ่มอีกแม้เสี้ยวลมหายใจ " ทักษะิญญา ฝนหมื่นกระบี่ "
ทันทีที่ฉู่เข่อซิงประกาศเปิดใช้ทักษะิญญา คนก็วาดกระบี่เป็รูปวงกลมบนอากาศ ทันใดนั้นก็บังเกิดกระบี่ขึ้นด้านหลังของฉู่เข่อซิงตามการวาดเป็กระบี่แปดเล่ม
จากนั้นเมื่อกระบี่ทั้งแปดเล่มถูกเรียกออกมาแล้ว ฉู่เข่อซิงก็บังคับให้มันเล็งไปที่ทางด้านของเซียวลี่หยาง
ก่อนจะกล่าวอย่างมั่นใจ " จงแพ้ไปซะ "
ครั้นพูดจบ คนก็เตรียมจะปล่อยกระบี่นับหมื่นที่จะแยกออกจากกระบี่ทั้งแปดเล่มใส่เซียวลี่หยาง
แต่ก่อนที่จะได้ปล่อยออกไป จู่ๆทันใดนั้นคนก็โดนเสียบแทงบริเวณเอวจากทางด้านหลังตรงจุดอับสายตาที่มองไม่เห็น
" อัก " ฉู่เข่อซิงกระอักร้องออกมาด้วยความเ็ป
จากนั้นคนก็ค่อยๆมองดูว่าอะไรแทงตน ทว่าเมื่อมองดูแล้ว คนกลับไม่พบเห็นว่าอะไรแทงคน คนเห็นเพียงแค่รูขนาดใหญ่พอควรกับเืที่ไหลและความรู้สึกที่ว่าเหมือนมีอะไรคาอยู่ตรงาแก็เท่านั้น
คนที่รู้สึกเหมือนมีอะไรคาติดอยู่ตรงาแอยู่อย่างงั้น แต่มองไม่เห็น คนที่คิดอะไรไม่ค่อยได้จึงเลือกที่จะลองจับๆคลำๆตรงาแดู
ทันทีที่คนจับๆคลำๆตรงาแดู จู่ๆทันใดนั้นสิ่งที่แทงคนก็ค่อยๆปรากฏขึ้นดุจคนทำการคลายภาพมายา
' ลูกธนูงั้นเหรอ!! เป็ไปได้ยังไงกัน ก็ตอนเราฟาดปัดฟัน เราเห็นลูกศรมันสลายหายไปกับตาแล้วหนิ แล้วไหงถึง!! ? " ฉู่เข่อซิงกล่าวถามกับตนเองอย่างตื่นใจ
ก่อนจะค่อยๆหันมามองเซียวลี่หยางเพื่อดูท่าทีและปฏิกิริยา พอคนมองดู คนก็พบว่า เซียวลี่หยางกำลังผิวปากอย่างสบายใจ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ฉู่เข่อซิงก็ตาเบิกโพลงกว้างและเกิดตระหนักรู้และกล่าวออกมาว่า " ที่แท้ก็เป็เช่นนี้นี่เอง ที่เ้าไม่ยิงศรใส่ต่อ มิใช่เพราะว่าเ้าถึงขีดจำกัดของลูกธนูที่ทรงพลังแล้ว แต่ความจริงคือ เ้าใช้พลังิญญาส่วนใหญ่ไปกับการทำให้ลูกธนูคงอยู่ไม่หายไป พร้อมกับใช้ทักษะิญญาที่ทำให้ลูกธนูล่องหนไปในตัว ส่วนการที่เ้าผิวปากคงจะเป็เงื่อนไขของทักษะที่ใช้ควบคุมลูกศรให้พุ่งไปพุ่งมาสินะ "
เซียวลี่หยางที่ได้ฟังการตระหนักรู้ของฉู่เข่อซิง คนก็อดชมเชยมิได้ " ปัญญาประเสริฐยิ่ง ที่สามารถตระหนักรู้ได้ว่าข้าใช้ทักษะอะไรไปบ้าง "
พอคนกล่าวชมเชยเสร็จ คนก็กล่าวถามกลับ " แต่ทว่า? เ้ารู้ตอนนี้แล้ว จะได้อะไร ? เพราะตอนนี้ลูกศรอีกทั้งยี่สิบเก้าดอกกำลังล้อมล่องลอยในอากาศวนรอบร่างกายเ้าพร้อมที่จะพุ่งเสียบแทงพิฆาตร่างกายเ้าได้ทุกเมื่อเสมอ เมื่อเ้ารู้ยังงี้แล้วยังคิดสู้อีกเหรอ ? "
ฉู่เข่อซิงที่ได้ฟังก็ยังไม่ตอบกลับในทันที คนทำการดึงผ้าที่พันมือที่ติดกับกระบี่อยู่แล้วให้แน่นขึ้นกว่าเดิม จากนั้นค่อยตอบกลับ " ข้าจักสู้ "
พอคนตอบกลับเสร็จ ฉู่เข่อซิงก็ทำการดึงลูกธนูที่แทงเอวตนออก จากนั้นก็พุ่งกายวิ่งชี้กระบี่เข้าหาเซียวลี่หยาง
ทางเซียวลี่หยางที่เห็นดังนั้น ก็ไม่รีบไม่ร้อน คนทำเพียงผิวปากเสียงแหลมลากยาวคราหนึ่ง
ทันใดนั้นร่างฉู่เข่อซิงที่วิ่งเข้าหาเซียวลี่หยางมาได้ครึ่งทาง ก็พรุนไปด้วยรูาแเสียบแทง สามสิบเอ็ดรู รวมรูเดิม ก่อนที่ร่างจะค่อยๆร่วงหล่นกองบนพื้นสนามประลองไป
สิบลมหายใจต่อมา เมื่อกรรมการไม่เห็นว่าฉู่เข่อซิงมีท่าทีว่าจะฟื้น คนจึงประกาศชื่อผู้ชนะขึ้น " เซียวลี่หยาง แห่งตระกูลเซียว เป็ผู้ชนะ "
เมื่อกรรมการประกาศแล้วว่าใครชนะ คนชนะที่ยังไม่สลบก็เดินออกจากสนามอย่างปกติ ส่วนคนแพ้ที่สลบก็มีคนในตระกูลคนมาพาออกไป
หลังจากนั้นกรรมการจึงค่อยจัดการกับสนามประลองให้กลับมาพร้อมประลองอีกครั้ง
เมื่อทำเสร็จ กรรมการก็กล่าวเรียกคู่ต่อไปที่ต้องประลอง ให้ลงมายังสนามประลอง " เฟินหลี่จวิน และ เซี่ยเฟิ่งอี้ เชิญลงมายังสนามประลอง "
พอทั้งเซี่ยเฟิ่งอี้และเฟินหลี่จวินที่ได้ยินคำกล่าวบอก ทั้งคู่ก็เดินลงมายังสนามประลองตามคำบอก แต่มีเพียงแค่เซี่ยเฟิ่งอี้เท่านั้นที่มีท่าทีตัวสั่นไม่อยากลงมายังสนามประลอง
เมื่อทั้งคู่ลงมายืนประจันหน้ากันแล้ว กรรมการก็กล่าวบอกให้ทั้งสองสำแดงไม้หมายเลขและคืนไม้หมายเลขแก่ตน หลังจากนั้นก็บอกให้คนทั้งสองถอยหลังไปคนละสิบก้าว
ครั้นทั้งสองทำเสร็จ กรรมการก็ประกาศบอก " เริ่มได้ "
ทันทีที่กรรมการประกาศว่าเริ่มได้ เซี่ยเฟิ่งอี้ก็ไม่รีรอช้าเร่งประกาศขึ้น " ข้า เซี่ยเฟิ่งอี้ ขอยอม " เซี่ยเฟิ่งอี้ยังกล่าวไม่ทันจบ
เฟินหลี่จวินก็พุ่งเข้าต่อยท้องน้อยคนด้วยความเร็ว พลางะเิพลังิญญาและปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนออกมาในเวลาเดียวกัน
เซี่ยเฟิ่งอี้ที่โดนต่อยท้องน้อยด้วยความเร็ว คนก็ถึงกับจุกเจ็บจนลงไปนอนกุมท้องอยู่กับพื้น
เฟินหลี่จวินที่เห็นคนแค่เจ็บจุกแต่ยังไม่สลบ คนก็ทำการใช้มือบีบคอและยกร่างของเซี่ยเฟิ่งอี้ให้ลอยขึ้นขาไม่ติดพื้น
และในระหว่างที่เฟินหลี่จวินกำลังบีบคอเซี่ยเฟิ่งอี้อยู่ กรรมการก็กล่าวบอกระดับขั้นและิญญายุทธ์ขึ้น " เฟินหลี่จวิน ิญญายุทธ์เต่า ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นเก้า สี่สัญลักษณ์ ส่วนเซี่ยเฟิ่งอี้ ยังไม่ทราบ "
ทันทีที่กรรมการกล่าวบอกระดับขั้นและิญญายุทธ์ของคนเสร็จ เยี่ยหลงที่ได้ทราบว่า เฟินหลี่จวิน
อยู่ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นเก้า แต่มีสี่สัญลักษณ์ คนจึงตระหนกและกล่าวถามขึ้น " เหตุใดกัน ทำไมเฟินหลี่จวิน ถึงมีสี่สัญลักษณ์ได้ล่ะ ตามที่ข้ารู้มา ิญญายุทธ์ทั้งสี่ประเภท มีตราสัญลักษณ์อยู่สิบส่วนด้วยกัน ซึ่งแต่ละส่วนจะคือิญญาสัตว์อสูรหรือิญญาสัตว์ิญญาที่ดูดซับไปในแต่ละระดับขั้นของมนุษย์ ซึ่งก็น่าจะหนึ่งทักษะหรือหนึ่งสัญลักษณ์ต่อหนึ่ง่ใหญ่ของทุกคน แต่เฟินหลี่จวินนี่มันอะไร สี่ทักษะในระดับอัคราจารย์ิญญาซึ่งเป็่สามใหญ่ หรือว่าข้าจะเข้าใจผิดไปเองนะว่า่ย่อยไม่สามารถดูดซับทักษะิญญาเพิ่มได้ ? "
เอี้ยเฉินที่ได้ยินเยี่ยหลงถามด้วยความสงสัยมาดังนั้น คนจึงกล่าวตอบอธิบาย " ลูกเข้าใจไม่ผิดหรอกที่หนึ่งทักษะหรือหนึ่งสัญลักษณ์ต่อหนึ่ง่ใหญ่ และเข้าใจไม่ผิดด้วยเื่่ย่อยที่ไม่สามารถดูดซับทักษะิญญาได้ แต่เหตุที่เฟินหลี่จวินสามารถดูดซับสัญลักษณ์ที่สี่ได้ ก็น่าจะเป็เพราะเป็กรณีพิเศษที่หาได้ยาก ที่เกิดมามีช่องกักเก็บพลังิญญามากกว่าคนอื่น "
" มีช่องกักเก็บพลังิญญามากกว่าคนอื่น คืออย่างไรขอรับท่านพ่อ " เยี่ยหลงกล่าวถามด้วยความสงสัย
เอี้ยเฉินตอบคำถาม " โดยปกติแล้ว ทุกหนึ่ง่ใหญ่ของระดับคนปกติจากิญญายุทธ์ทั้งสามประเภท ที่ไม่ใช่ิญญายุทธ์สายพิเศษ จะสามารถกักเก็บพลังิญญาที่ดูดซับมาจากสัตว์อสูรหรือสัตว์ิญญาตามอายุเกณฑ์ที่ปลอดภัยได้คนละหนึ่งตัว ก็เท่ากับได้คนละหนึ่งทักษะ ช่องกักเก็บพลังก็จะเต็ม แต่ก็มีกรณีที่หาได้ยากคือ เมื่อวิญญาจารย์ดูดซับิญญาสัตว์อสูรหรือิญญาสัตว์ิญญามาแล้ว แต่ผลปรากฏออกมาว่าช่องกักเก็บพลังิญญาไม่ถูกเติมจนเต็ม คือ เหลือพื้นที่พอให้ดูดซับิญญาเพื่อเพิ่มทักษะได้อีกนั่นเองยังไงล่ะ พ่ออธิบายเพิ่มแค่นี้เข้าใจรึเปล่า "
เยี่ยหลงตอบรับ " เข้าใจแล้วขอรับ "
หลังเอี้ยเฉินกับเยี่ยหลงคุยกันเสร็จ ไม่กี่ลมหายใจต่อมาเซี่ยเฟิ่งอี้ที่โดนบีบคออยู่ ก็สลบแน่นิ่งไป
เฟินหลี่จวินที่เห็นดังนั้น คนก็ี้เีจะยกร่างบีบคอคนต่อ คนจึงทำการโยนเหวี่ยงร่างของเซี่ยเฟิ่งอี้ที่หมดสติให้ออกจากมือกระเด็นออกไปไกลจากตน
หลังจากนั้นก็ค่อยๆหันหลังให้เซี่ยเฟิ่งอี้และมุ่งหน้าเดินเพื่อออกจากสนามไป แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว สัญชาตญาณสัตว์ที่รับรู้ถึงอันตราย ก็พลันทำให้คนหดหัวหดแขนหดขาเข้ากระดองเต่าอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณโดยไม่ต้องคิด
ในทันทีที่คนหดหัวหดแขนหดขาเข้ากระดองแล้ว จู่ๆในไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของลมหายใจ กระดองของ
เฟินหลี่จวินก็โดนของแข็งอะไรบางอย่างกระหน่ำกระแทก ในหลายๆจุดในเวลาไม่กี่ลมหายใจ
เฟินหลี่จวินที่ไม่เข้าใจว่าตนเองโดนอะไรอยู่ ก็คิดขึ้น ' นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน เ้าเซี่ยเฟิ่งอี้มันน่าจะสลบหมดสภาพต่อสู้ไปแล้วหนิ และไม่น่าจะฟื้นคืนสติไวขนาดนี้ แล้วทำไมมันถึงฟื้นกลับมาโจมตีเราได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ '
ในระหว่างที่เฟินหลี่จวินกำลังหดหัวหดตัวอยู่ในกระดองเต่า ทางด้านของผู้ชมที่อยู่นอกสนามและดูการต่อสู้อยู่ ก็เห็นเพียงเซี่ยเฟิ่งอี้ที่หายไปจากสนามและเฟินหลี่จวินที่กำลังโดนอะไรบางอย่างโจมตีอยู่เพียงแค่นั้น
และแล้วเวลาก็ผ่านไปห้าสิบลมหายใจ จู่ๆเซี่ยเฟิ่งอี้ที่หายไปจากสนาม ก็กลับมาปรากฏตัวในสนามอีกครั้งพร้อมกับแรงกระแทกกระหน่ำกระดองเต่าของเฟินหลี่จวินที่หายไป และคนที่ทิ้งร่างร่วงหล่นสลบลงกับพื้นสนาม
เวลาผ่านไปอีกสิบลมหายใจ กรรมการที่ไม่เห็นว่า
เซี่ยเฟิ่งอี้มีวี่แววว่าจะฟื้น คนจึงประกาศชื่อผู้ชนะขึ้น " เฟินหลี่จวิน แห่งตระกูลเฟิน เป็ผู้ชนะ "
เฟินหลี่จวินที่หดหัวอยู่ในกระดอง เมื่อได้ยินกรรมการประกาศว่าตนชนะแล้ว ผนวกกับไม่มีอะไรมาฟาดกระแทกกระดองตนเป็เวลาพอควร
คนจึงค่อยๆโผล่หัว โผล่แขน โผล่ขา ออกมาจากกระดอง
เมื่อคนโผล่หัวออกมาเสร็จ คนก็มองไปรอบๆก่อนจะมามองร่างของเซี่ยเฟิ่งอี้ที่นอนสลบอยู่บนพื้นสนามประลอง และคนก็ขนลุกขึ้นกับเหตุการณ์ที่ตนเจอ
แต่คนก็ไม่คิดอะไรมาก และเดินออกจากสนามประลองไป
ส่วนเซี่ยเฟิ่งอี้ เยี่ยหลงก็เป็คนมาพานำร่างของคนออกจากสนามประลองไป
พอคนออกจากสนามประลองกันหมดแล้ว กรรมการที่เห็นว่าสนามประลองไม่เสียหาย จึงเรียกคู่ต่อไปให้ลงมายังสนามประลองให้มาประลองได้ " เซี่ยตงหยาง และ เฟินหลิวหยาง เชิญลงมาเตรียมประลองยังสนามประลอง "
ทั้งคู่ที่ได้ยินดังนั้น ก็ต่างพากันลงมายังสนามประลองและยืนประจันหน้ากันพร้อมต่อสู้
เมื่อกรรมการเห็นดังนั้นว่าทั้งสองเตรียมพร้อมแล้วทั้งกายและใจ แลตำแหน่งยืน คนก็ประกาศบอกทั้งสอง " เริ่มได้ "
ทันทีที่กรรมการประกาศบอกว่าเริ่มได้ เซี่ยตงหยางและเฟินหลิวหยางก็ะเิพลังิญญาพร้อมกับปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนกันออกมา ในเวลาไล่เลี่ยกัน จากนั้นก็พุ่งเข้าใส่กัน
เฟินหลิวหยางที่พุ่งเข้าใส่ไปได้ครึ่งทาง คนก็ชะงักหยุดเท้าและเขวี้ยงดินสีขาวรูปร่างแมงมุมขนาดเท่ากำปั้นที่ไหลจากแขนเสื้อมาสู่มือตนใส่เซี่ยตงหยางไปสองตัว
ในฉับพลันที่เฟินหลิวหยางเขวี้ยงมา เซี่ยตงหยางที่เห็นและคาดว่าเป็แค่ดินธรรมดา คนจึงใช้มือเปล่าในร่างครึ่งคนครึ่งสัตว์ทั้งสองข้างจับรับแต่ละตัวไว้
ทันควันที่เซี่ยตงหยางจับรับแมงมุมดินเอาไว้ เฟินหลิวหยางที่เห็นดังนั้นก็ส่งเสียงออกเป็คำหนึ่ง " ตู้ม "
ทันทีที่ส่งเสียงเสร็จ แมงมุมทั้งสองตัวที่เซี่ยตงหยางรับจับเอาไว้ ก็ะเิขึ้นคามือคน
หลังจากที่เฟินหลิวหยางเปิดการโจมตีเป็คนแรก และก่อนที่จะได้มีใครเปิดการโจมตีกันต่อ กรรมการก็เร่งกล่าวบอกระดับพลังิญญาและิญญายุทธ์ของทั้งสองแก่ทุกคน " เซี่ยตงหยาง ระดับอัคราจารย์ิญญา ขั้นหนึ่ง ิญญายุทธ์สายสัตว์ ิญญายุทธ์หมาป่าดำ สามสัญลักษณ์ เฟินหลิวหยาง ระดับอัคราจารย์ิญญา ขั้นเก้า ิญญายุทธ์สายอาวุธ ิญญายุทธ์ ดินเหนียวะเิ สามสัญลักษณ์ "
พอกรรมการประกาศบอกแก่ทุกคนเสร็จ ก็เป็เวลาเดียวกันกับที่ควันะเิจางหาย และเผยให้เห็นเซี่ยตงหยางที่โดนะเิว่าเป็เช่นไรบ้าง
ผลปรากฏคือ คนได้รับาแไหม้จากแรงะเิและกระดูกนิ้วมือสามนิ้วหักจากทั้งสองมือด้วยแรงะเิเช่นกัน
เฟินหลิวหยางที่เห็นว่าคนกำลังปวดเจ็บและไม่ได้อยู่ในสถานะพร้อมตอบโต้คนได้ คนจึงขยับสะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย ทันใดนั้นดินเหนียวรูปปั้นค้างคาวจิ๋วตัวกลมสามสิบตัวก็ไหลมาสู่มือทั้งสองข้าง โดยแบ่งออกเป็ข้างละสิบห้าตัว
เมื่อค้างคาวทั้งสามสิบตัวออกมาจากแขนเสื้อและมาอยู่ในมือคนแล้ว หลังจากนั้นค้างคาวทั้งสามสิบตัวก็บินออกจากมือของเฟินหลิวหยางและขึ้นไปยังบนอากาศ และมาบินอยู่ข้างๆตัวคน จากนั้นต่อมาค้างคาวก็หันหน้าเพ่งมองหมายหัวมายังเซี่ยตงหยางทั้งสามสิบตัวตามการบังคับของเฟินหลิวหยาง
เซี่ยตงหยางที่แม้จะปวดเจ็บอยู่ แต่คนก็ไม่ได้พลาดที่จะไม่สังเกตการณ์การกระทำของคนทุกชั่วขณะ คนที่เห็นค้าวคาวดินะเิที่เฟินหลิวหยางเรียกออกมาออกมาจากแขนเสื้อมาสู่มือคน จึงทำให้คนในตอนนี้รู้แล้วว่าแท้จริงแล้ว ที่ดินเหนียวะเิอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆและพร้อมโจมตี นั่นเป็เพราะเ้าตัวเตรียมดินเหนียวะเิเอาไว้ก่อนหน้าที่จะลงมายังสนามประลองแล้วนั่นเอง
" ที่แท้ก็เป็เช่นนี้ เตรียมรูปปั้นดินะเิที่พร้อมโจมตีเอาไว้ก่อนหน้าแล้วสินะ ถึงได้โจมตีได้ไวขนาดนี้น่ะ " เซี่ยตงหยางกล่าว
" โห รู้แล้วงั้นเหรอ นึกว่าจะต้องใช้เวลามากกว่านี้ซะอีกถึงจะรู้ เ้าคงเห็นจากการที่ข้าทำการสะบัดแขนเสื้อและค้าวคาวจิ๋วตัวกลมก็ไหลลงมาสู่มือทั้งสองข้างของข้าสินะ " เฟินหลิวหยางกล่าว
" มิผิด เป็ตามนั้น " เซี่ยตงหยางตอบกลับ
" ในเมื่อเ้ารู้แล้ว เ้าคงจะคิดหาวิธีรับมือกับดินเหนียวะเิของข้าแล้วสินะ งั้นขอดูหน่อย ว่าจักทำอย่างไรด้วยเพียงแค่สมองสัตว์อย่างเ้า ทักษะิญญา ิญญาเชิดหุ่นดุจมีชีวิต "
ทันทีที่เฟินหลิวหยางประกาศเปิดใช้ทักษะิญญาเสร็จ ค้างคาวทั้งสามสิบตัวก็บินพุ่งเข้าใส่เซี่ยตงหยางด้วยความรวดเร็ว
เซี่ยตงหยางที่เห็นดังนั้น คนก็เปิดใช้ทักษะ " เสียงคำรามคลื่นวายุ " ทำการสะท้อนพัดค้างคาวดินเหนียวะเิให้กระเด็นถอยหลังกลับไปจนหมด
พอค้างคาวถูกพัดสะท้อนกระจัดกระจายถอยหลังกลับไปจนหมดและทักษะเสียงคำรามคลื่นวายุหยุดลง เซี่ยตงหยางที่สังเกตเฟินหลิวหยางและพบว่าคนยังไม่มีดินเหนียวะเิในมือ
คนจึงทำการก้าวขาข้างหนึ่งไปด้านหน้าและเตรียมจะพุ่งตัวโจมตีเข้าใส่ ทว่าทันทีที่ขาที่ก้าวไปด้านหน้าแตะลงกับพื้นสนามประลอง ในฉับพลันนั้น ตะขาบดินเหนียวะเิั์ตัวเท่าขาสองตัวก็พุ่งทะลุพื้นสนามประลองใต้เท้าของเซี่ยตงหยางออกมาและพันรัดตัวคนเอาไว้
เซี่ยตงหยางที่โดนดังนั้น ก็กล่าวขึ้น " แย่แล้ว!! ตอนไหน เสร็จกัน "
เฟินหลิวหยางที่ได้ยินคนกล่าวด้วยความตระหนกมาแบบนั้น คนก็กล่าวบอกคลายความสงสัยขึ้น " ก็ตอนที่เ้ากำลังแหกปากไง ข้าก็ใช้่นั้นปล่อยดินเหนียวะเิตะขาบตัวเล็กๆสองตัวจากแขนเสื้อ ให้มุดลงไปใต้ดินและให้ไปอยู่ใต้เท้าเ้า จากนั้นก็เลี้ยงมันด้วยพลังิญญาจนมันตัวใหญ่ และรอให้เ้าคิดว่าข้าล่าช้าในการเตรียมการโจมตีต่อกับล่าช้าในการป้องกันตนเองต่อ จนเ้าคิดว่ามีโอกาสโจมตีข้าและปล่อยการป้องกันตนเองลงเพื่อเข้าโจมตีข้า ข้าจึงใช้โอกาสจากการที่ข้าสร้างเหตุการณ์ที่ทำให้เ้าเข้าใจผิด และกำลังจะพุ่งเข้าใส่ข้าพร้อมกับปลดปล่อยการป้องกันตนเองลง ใช้ดินเหนียวะเิตะขาบั์รัดพันร่างของเ้าเอาไว้ เป็การลอบการโจมตี อธิบายถึงขนาดนี้สมองสัตว์ของเ้าคงเข้าใจนะ "
หลังจากเฟินหลิวหยางกล่าวคลายความสงสัยคนเสร็จ คนก็กล่าวบอกคนต่อเกี่ยวกับดินเหนียวะเิของตน " ข้าจะบอกอะไรให้นะ ยิ่งดินเหนียวะเิใหญ่มากเท่าไหร่ แรงะเิก็ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น เ้าที่โดนแมงมุมะเิของข้าไปสองตัว น่าจะเข้าใจนะว่าข้าไม่ได้พูดเล่นหรือข่มขวัญ "
เซี่ยตงหยางที่ได้ฟังแบบนั้น คนก็เข้าใจว่าคนมิได้พูดเล่นหรือข่มขวัญ ยิ่งนึกถึงประสบการณ์ที่โดนแมงมุม ะเิตอนนั้น คนก็ยิ่งมั่นใจว่ามันคือความจริง
คนที่หมดหนทางจะหลุดออกจากตะขาบะเิที่เกาะติด ก็ถอนหายใจและกล่าวขึ้น " ข้าขอยอมแพ้ "
ทันทีที่คนประกาศบอกยอมแพ้ กรรมการก็ประกาศบอกชื่อผู้ชนะ " เฟินหลิวหยาง แห่งตระกูลเฟิน เป็ผู้ชนะ "
เมื่อกรรมการประกาศบอกว่าใครคือผู้ชนะเสร็จ เฟินหลิวหยางก็ทำการลบสลายพลังะเิดินเหนียวทั้งหมดออกจากตัวคนและสนาม จากนั้นจึงค่อยเดินออกจากสนามประลองไป
ส่วนทางด้านของเซี่ยตงหยางที่เมื่อดินเหนียวะเิสลายหายไป คนก็เดินออกจากสนามไปเหมือนเฟินหลิวหยางเช่นกัน
พอทั้งสองออกไปแล้ว กรรมการก็ทำการจัดการกับสนามให้พร้อมกลับมาประลองอีกครั้ง
ครั้นทำเสร็จ กรรมการก็กล่าวเรียกชื่อคู่ต่อไปที่ต้องประลองให้ลงมายังสนามประลอง " เซี่ยจื่อหาน และ เฟินหลิงฮุ่ย เชิญลงมายังสนามประลอง "
ทันทีที่สิ้นเสียงกรรมการ ทั้งคู่ก็กระโจนพุ่งตัวลงมายังสนามประลองและมายืนประจันหน้ากัน
พอทั้งสองมายืนประจันหน้ากันแล้ว กรรมการก็กล่าวบอกให้ทั้งสองสำแดงไม้หมายเลขและคืนแก่กรรมการ พอทั้งสองทำเสร็จ ต่อมาจึงค่อยบอกให้ทั้งสองถอยหลังไปคนละสิบก้าว
ครั้นทั้งสองทำตามที่สั่งเสร็จ กรรมการก็ประกาศบอก " เริ่มได้ "
ทันควันที่กรรมการประกาศบอกเริ่มได้ เฟินหลิงฮุ่ยและเซี่ยจื่อหาน ก็ต่างทำการะเิพลังิญญาและปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนกันออกมา
เมื่อทั้งคู่แสดงระดับพลังิญญาและปลดปล่อยิญญายุทธ์ของตนกันออกมา กรรมการก็เร่งบรรยายบอกระดับและิญญายุทธ์ของทั้งสองแก่ทุกคน " เซี่ยจื่อหาน ระดับวิญญาจารย์ขั้นเก้า ิญญายุทธ์สายสัตว์ ิญญายุทธ์แมงป่องช้าง สองสัญลักษณ์ เฟินหลิงฮุ่ย ระดับอัคราจารย์ิญญาขั้นเก้า ิญญายุทธ์คู่ สายสัตว์แพนด้าั์ สามสัญลักษณ์ สายอาวุธ กระบองไม้ไผ่หยก สามสัญลักษณ์ "
ครั้นผู้บรรยายบอกระดับพลังิญญาและิญญายุทธ์ของเซี่ยจื่อหานและเฟินหลิงฮุ่ยเสร็จ ในไม่กี่ลมหายใจต่อมาหลังจากนั้น เซี่ยจื่อหานที่รับรู้ถึงระดับพลังิญญาของคน คนก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าตนมิใช่คู่ต่อสู้ จึงยกมือคำนับและประกาศ " ข้า เซี่ยจื่อหาน ขอยอมแพ้ " จากนั้นก็พุ่งตัวออกจากสนามไปด้วยความรวดเร็ว
เมื่อเซี่ยจื่อหานประกาศยอมแพ้และเดินออกจากสนามไป กรรมการก็ประกาศชื่อผู้ชนะขึ้น " เฟินหลิงฮุ่ย แห่งตระกูลเฟิน เป็ผู้ชนะ "