เสียงเครื่องยนต์เก่าๆ คลอไปกับเสียงจิ้งหรีดเรไร พวกลิงค่างบ่างชะนีสลับกันร้องสื่อสาร เ้านกนานาพันธุ์ส่งเสียงเรียกฝูงกับรัง เวลาเย็นย่ำเช่นนี้ หากเป็เมื่อสัปดาห์ก่อน ฐา คงยังนั่งชนแก้วกับเพื่อน ซึ่งเคยทำงานในปางช้างด้วยกัน อย่างไรก็ตามเขาลาออกจากที่นั่นแล้ว สาเหตุที่ลาออก เพราะอกหัก
ฐายอมรับว่าตัวเองเสียสูญ ณัฐกุลคนรักที่คบกันมาร่วม 5 ปี นอกใจตนร่วมหลับนอนกับเพื่อนร่วมงานของเขา ไม่รู้ว่าเป็ครั้งที่เท่าไหร่กว่าที่เขาจะจับได้ เพราะทำแต่งาน จึงไม่เคยแม้แต่จะเอะใจ
เขาเสียใจ โกรธ แต่จะให้โวยวาย หรือทำร้ายกันไปก็เท่านั้น ไม่รักกันแล้ว ก็แค่เลิกกัน งานแต่งที่ตระเตรียมไว้ก็ยกเลิกไป
ทนเห็นสองคนนั้นไม่ไหว ฐาก็ยอมถอยออกมาเอง ลาออก หางานใหม่ ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากบอกใครกับเื่ที่เกิดขึ้น ไม่อยากทำร้ายใคร ไม่ใช่พ่อพระ แต่รัก…คนหนึ่งคือว่าที่เมีย คนหนึ่งคือเพื่อน แม้ตอนนั้นจะมีคำว่า ‘เก่า’ ต่อท้ายก็ตาม
“ไม่ค่อยมีใครอยากมาที่นี่นักหรอกครับ เหนื่อยเดินทาง ห่างไกลความเจริญ แต่ถ้าชอบธรรมชาติ ที่นี่อุดมสมบูรณ์ติดอันดับแรกๆ ของประเทศเลย ยังไงคุณหมอก็อยู่ด้วยกันยาวๆ นะครับ นานทีจะมีคนหนุ่มเลือกมาทำงานที่ดงพยัคฆ์สีนิลสักที”
หัวหน้าเ้าหน้าที่ป่าไม้วัยกลางคนเอ่ยขึ้น ดึงสายตาของฐาจากพงไพรให้หันกลับมายังคนพูด เขาแย้มยิ้ม ลำบากไม่ใช่ปัญหา ติดต่อสื่อสารลำบากในตอนนี้อาจเป็เื่ดี เขาลงทุนทิ้งเรือนหอสร้างใหม่ ความสุขสบายต่างๆ ไว้เื้ัก็เพื่อหลบหนี มันคงง่ายกว่าที่จะตัดใจ หากไม่ต้องเห็นการเคลื่อนไหวของฝั่งนั้น
“ผมคงรับปากไม่ได้ แต่ตอนนี้ผมไม่มีแผนจะย้ายไปไหน คุณจาทำงานที่นี่มานานแค่ไหนแล้วครับ”
“นี่ก็เข้าปีที่ 10 แล้วครับ”
ฐาเลิกคิ้ว “กลับบ้านบ่อยไหมครับนี่”
“พ่อแม่ผมไม่มีใครเหลือสักคนครับ ส่วนใหญ่เลยอยู่ที่นี่ ดงพยัคฆ์สีนิลเป็เหมือนครอบครัวผม ผูกพันธ์ ไปไหนไม่รอดแล้วครับ ห่างนานๆ ก็คิดถึง” คุณจาเอ่ยติดหัวเราะ ในดวงตายามพูดดูมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก มันแผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ฐาไม่มีคำถามอะไรอีก พวกเขาใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงขับรถจากตัวเมืองเข้าไปยังบ้านพักของเ้าหน้าที่อุทยาน ตอนไปถึงนั้นฟ้ามืดสนิทแล้ว ไฟที่ใช้มาจากแผ่นพลังงานแสงอาทิตย์ที่ได้รับบริจาคมาจากเอกชนอีกที
คุณจาเดินมาส่งสัตวแพทย์หนุ่มถึงหน้าบ้านพัก สายตาดูครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางดูชั่งใจว่าควรจะพูดออกไปดีหรือไม่ ด้วยท่าทางแบบนั้นสัตวแพทย์หนุ่มจึงถามออกไปตามตรง
“คุณจามีอะไรหรือเปล่าครับ”
“คืออย่างนี้ครับ ผมไม่อยากเอ่ยอะไรให้คุณหมอกังวลใจ แต่จะไม่เตือนเลยก็ไม่ได้ เื่ของป่าดงพงไพรมันมีอะไรหลายอย่าง ถ้าไม่ได้ยินกับหู ดูกับตาก็ยากจะเชื่อได้ เอาเป็ว่าดึกๆ ดื่นๆ ถ้าได้ยินเสียงอะไร ใครเรียกก็ไม่ต้องเปิดประตูนะครับ ถ้ามีเหตุจริงๆ เขาวอสื่อสารกัน”
ฐาพยักหน้ารับ ไม่คิดเอ่ยถาม เขาไม่เชื่อเื่ภูติผี แต่ไม่เคยลบหลู่ โดยเฉพาะหากมันคาบเกี่ยวกับความเชื่อคนอื่นด้วยแล้ว เป็เื่ละเอียดอ่อนที่จะคัดคาน เชื่อไม่เชื่อเก็บไว้ในใจจะดีกว่า บางอย่างก็เป็กุศโลบายป้องกันอันตรายของคนเฒ่าคนแก่ ฟังไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม
“ครับ ขอบคุณคุณจาที่เตือนกัน”
“ยังไงวันนี้คุณหมอพักก่อน ว่าแต่คุณหมอก่อไฟทำครัวเป็ไหมครับ ถ้าไม่ได้เดี๋ยวเช้าๆ ผมมาสอน”
ที่บ้านพักไม่มีแม่ครัว ไม่เหมือนสำนักงานหรือศูนย์พักพิงที่จะมีโรงอาหารเล็กๆ และอาหารขาย ถ้าอยากทำอาหารที่นี่ต้องทำเอง เครื่องใช้ไฟฟ้ามีไม่มาก แถมยังใช้ไม้เกี๊ยะกับเตาอั้งโล่อยู่ คุณจาเห็นหมอหนุ่มมาจากในเมือง รูปร่างหน้าตาดูท่าจะไม่เคยััอะไรแบบนี้จึงเอ่ยถามไว้ก่อน
“เคยก่อไฟตอนไปแคมปิ้งกับเพื่อนอยู่ครับ คุณจาไม่ต้องห่วง”
“ดีเลย คืนนี้ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล ก็วอมาได้ตลอดนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าผมพาแนะนำสถานที่”
ว่าแล้วคุณจาก็ลากลับไปยังบ้านพักของตนซึ่งห่างออกไปไม่ไกล หลังถัดไปนี่เอง พออีกฝ่ายลับสายตา คนหนุ่มถึงหันหลังกลับเข้าบ้าน ปิดประตูลงกลอน
บ้านพักนั้นไม่เล็กไม่ใหญ่ ทำจากไม้ มีแสงไฟสีส้มสลัวคอยให้แสงสว่าง ริมหน้าต่างมีโต๊ะไม้สำหรับทำงาน อีกฝั่งเป็เตียงขนาดสามฟุต ฟูกนอนแบบยัดนุ่น ปลายเตียงมีมุ้งพับไว้ให้ ไม่มีตู้ มีเพียงราวไม้สำหรับแขวนผ้า และตะกร้าหวาย
สัตวแพทย์หนุ่มวางกระเป๋าลงบนโต๊ะจากนั้นก็เปิดดูห้องน้ำ มันเป็ห้องน้ำขนาดกะทัดรัด เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเพราะถึงจะไม่ใช่ชักโครกแบบกดหรืออัติโนมัติ แต่ตัวโถก็ยังเป็แบบนั่ง ซึ่งแบบนี้ต้องขนกันมาจากในเมือง ส่วนห้องครัว คุณจาว่าต้องไปใช่ร่วมกันกับส่วนกลาง ในบ้านจึงมีเพียงกาต้มน้ำร้อนอันเล็กๆ ให้
‘ก็ไม่ได้แย่’ เมื่อเทียบกับที่เคยจินตนาการไว้ ไม่ได้ทุรกันดารขนาดที่เขาร่ำลือกัน หรือต่อให้ยากแค้นจริง สัตวแพทย์หนุ่มก็ไม่ได้กลัวเกรงความลำบากแต่อย่างใด ดีเสียอีก มีเื่ให้เพ่งจุดสนใจจากสภาพแวดล้อมภายนอก จะได้ไม่ต้องจ่อมจมกับความเ็ปภายในจิตใจ
หลังจากสำรวจที่พักของตนแล้ว สัตวแพทย์หนุ่มก็ทำความสะอาดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นถึงเอาข้าวของในกระเป๋าออกมาจัด อย่างไรก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้ว ใช้เวลาเพียงไม่นานทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย
สภาพอากาศในอุทยานไม่ร้อนไม่หนาว แม้จะเข้าหน้าร้อนแล้วก็ตาม อาจเพราะล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ อยู่ท่ามกลางหุบเขา เมื่อเทียบกับพื้นราบ ดงพยัคฆ์สีนิลนั้นเย็นกำลังดี
แต่ถึงอากาศภายนอกจะดีสักเพียงใด บ้านที่ถูกปิดตายไม่ได้ใช้งานมานาน ลมไม่ถ่ายเทเข้าออก หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีกลิ่นอับอยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้มือหนาจึงผลักเปิดหน้าต่างให้อ้ากว้างออก
กลิ่นดอกไม้ยามราตรีพัดผ่านแตะปลายนาสิก ใบหน้าคมกดยิ้มลงเล็กน้อย ทั้งชีวิตเขาไม่เคยมีโอกาสได้อยู่ในที่เงียบสงบขนาดนี้มาก่อน เข้าป่าดงพงไพรแน่นอนว่ามีบ้าง แต่เขามักจะไปกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ จึงเน้นเฮฮาสังสรรค์กันมากกว่า นี่เป็ครั้งแรกที่ได้ัับรรยากาศอันเงียบสงัดของธรรมชาติจริงๆ
บ้านของเ้าหน้าที่ป่าไม้คนอื่นนอกจากคุณจาตั้งห่างออกไป พอให้เห็นแสงไฟอยู่ลิบๆ เมื่อมองจากหน้าต่างบ้านเขา เงยหน้าสักหน่อย ดวงดาวนับล้านทอแสงประกายระยับ ไม่เคยสนใจจะมองท้องฟ้ามาก่อน ตอนอยู่ในเมือง ไม่ว่าวันไหนก็ไม่ต่างกัน แสงรบกวนมากเกินไปจนยากจะมองเห็นความงามของดวงดารา
งานที่ปางช้างส่วนใหญ่เขาเน้นไปกลับระหว่างคอนโดในเมือง เพราะห่วงแฟน อยากใช้เวลากับคนรักให้มาก กลัวอีกฝ่ายจะน้อยใจ พอหวนคิดถึงฝั่งนั้น หัวใจก็เจ็บแปลบขึ้นมา ความสัมพันธ์ 5 ปี พวกเขาทำอะไรด้วยกันมามากมาย ไม่เคยคิดหรือเตรียมใจมาก่อนว่าวันหนึ่งจะไม่มีกันและกัน ถึงขั้นซื้อบ้านจะแต่งงานกันอยู่รอมร่อ ก็ชัดเจนแล้วว่าจริงจังแค่ไหน เลิกกันไปจึงใช่ว่าจะลบฝั่งนั้นออกจากความทรงจำได้เลยทันที นายแพทย์หนุ่มเสยผมแก้เก้อ เมื่อรู้ตัวว่าคิดถึงคนที่ไม่ควรเข้าอีกแล้ว
ดวงตาคมเหม่อมองกลุ่มเมฆเคลื่อนผ่านดวงดารา กลิ่นดอกไม้ยามราตรีจากเดิมที่เคยหอมอ่อน ตอนนี้ดูเหมือนจะเริ่มฉุนขึ้นมา ระหว่างชื่นชมธรรมชาติ เขาหวนคิดถึงคำเตือนของคุณจา เ้าหน้าที่ป่าไม้ซึ่งไปรับตนเองมาจากในเมือง อีกฝ่ายบอกไม่ให้เปิดประตูให้คนแปลกหน้า ฟังดูแล้วคำเตือนค่อนไปทางเกรงกลัวภูติผีปีศาจ
ฐาเกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยพบเจอเื่เหนือธรรมชาติสักครั้ง ไอ้เหตุการณ์แปลกประหลาดจนหาสาเหตุไม่ได้ แทบไม่เกิดขึ้นเลยในชีวิตของตน และแม้แต่ลางสังหรณ์ ไอ้ััพิเศษ เขาก็ไม่มี หากมีคงเอะใจเื่ณัฐกุลลักลอบเล่นชู้ไปนานแล้ว
สายตาคมกวาดมองไปในความมืด มีเพียงเสี้ยววินาทีที่หยุดลงเพราะประกายแสงระยับคล้ายดวงดาว แต่เพียงชั่วแว้บเดียว เขาก็เลื่อนสายตาผ่านมันไป ไม่ติดใจอะไร ในป่า หิ่งห้อย แมลงปีกแข็งมีมากมาย คิดมากไปจะพาลอยู่ไม่ได้เสียเปล่า ก็เลยไม่คิดอะไรมันเสียเลย
ฐาดึงสายตาตัวเองกลับมา หันหลังให้หน้าต่างก่อนจะปลดกระดุมเสื้อที่ตัวเองใส่ออก เผยให้เห็นลอนกล้ามเนื้อเป็มัด ตัดกับผิวสีน้ำผึ้งชัดเจน สัตวแพทย์หนุ่มไม่ใช่คนตัวเล็ก ด้วยส่วนสูงเกือบสองเมตร ลำตัวหนา ทำให้ดูน่าเกรงขามไม่น้อยเมื่ออยู่ในหัวโขน เขาเป็พวกจริงจังกับการทำงาน งานที่ผ่านมา สัตว์ที่ดูแลล้วนเป็สัตว์ใหญ่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางครั้งต้องออกแรงและใช้กำลัง ยิ่งเป็คนรักสุขภาพ ชอบออกกำลังกายเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว รูปร่างจึงดูแข็งแรงกำยำ
ฐาไม่ได้เดินเข้าห้องน้ำทันที เขาง่วนอยู่ในห้อง หาลำโพงอันเล็กๆ ที่พกมาด้วย เปิดเพลงฝรั่งรุ่นพ่อคลอเบาๆ ถึงไม่มีบ้านใครอยู่ใกล้ตน กระนั้นก็ไม่อยากสร้างมลพิษทางเสียงให้กับเ้าหน้าที่คนอื่นนัก เอาแค่พอสร้างบรรยากาศ
ลำโพงตัวเล็กถูกตั้งไว้บนโต๊ะ ตอนนั้นเองที่ลมจากหน้าต่างพัดเข้ามาแ่เบา ชวนให้ขนลุกเกลียว ปลายอกแน่นชูชันสู้ความเย็น ไม่ได้คิดถึงอาถรรพ์อะไรทั้งนั้น ไม่แม้แต่จะมองออกไปนอกหน้าต่าง ซึ่งมีภาพบิดเบี้ยวของคนรักเก่าปรากฏอยู่ห่างออกไป และเพราะฐาไม่ได้สนใจ ภาพนั้นจึงไม่มีผลอะไรต่อเขา เป็การสูญเปล่าโดยแท้
ภูติผีในดงพยัคฆ์สีนิลมารับน้องใหม่ พวกมันบางส่วนเล็งสัตวแพทย์หนุ่มั้แ่เริ่มเหยียบเข้ามาในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าของกรมอุทยาน คนมีบุญกระแสพลังย่อมแผ่ออกมาให้เห็นไม่อาจปิดบังได้ แต่เพราะยังเป็่กลางวันจึงไม่มีอำนาจมากพอจะสำแดงฤทธิ์เดชอะไรมากมาย ไม่คาดคิดว่าต่อให้เป็กลางคืน อำนาจของพวกมันก็ไม่มีผลต่อชายหนุ่มอยู่ดี ด้วยนิสัยของชายหนุ่มเอง
เสียงขำคิกดังอยู่ไม่ไกลไปจากนางพรายซึ่งจำแลงกายเป็คนในมโนความคิดของสัตวแพทย์หนุ่ม ไม่แปลกที่เ้าพวกนั้นจะล่วงรู้มันได้ง่ายๆ ในเมื่อชายในบ้านพักคิดถึงแต่บุคคลผู้นั้นอยู่แทบทุกนาที
‘ขำอะไร ไอ้เดรัจฉานน้อย อย่าคิดว่าอยู่รอดในป่านี้มาได้ด้วยอำนาจพ่อปู่ แล้วจะไม่มีใครกล้าทำอะไรเอ็งนะ’
ฝ่ายถูกเรียกว่าเดรัจฉานเลิกคิ้ว ไม่โกรธ เพราะมันก็จริงอย่างนางพรายว่า ดูอุ้งเท้าปุกปุยของตัวเองแล้ว ไม่ผิดจากมันพูดสักคำ เื่จริง ไม่เถียง และต่อให้อยากเถียง เดรัจฉานอย่างมันก็คิดหาคำพูดไปสู้พวกที่อยู่มานาน เลียนรู้พฤติกรรม ภาษา ท่าทางคำพูดของมนุษย์จนจัดเจนไม่ได้หรอก
‘นั่นเอ็งจะไปไหน’ นังพรายเอ่ยถาม เมื่อเห็นอุ้งเท้าปุกปุยเดินไปทางบ้านพักของชายหนุ่มที่มันเล็งไว้ ไม่ได้คิดจะลากเขาให้ตายตก แต่จากพลังิญญาที่ภูติผีต่างััได้ ไม่ว่ามันผู้ใดต่างก็อยากดูดกลืนเศษเสี้ยวบุญบารมีที่ชายหนุ่มมีกันทั้งนั้น ขอแค่ได้เข้าใกล้ร่วมหลับนอนด้วย ดูดกลืนพลังิญญาของชายหนุ่มก็เพียงพอ
ใบหน้ากลมขยับหนวดยุกยิก พยักเพยิดไปทางบ้านพักหลังน้อย จะไปดูใกล้ๆ เกิดมาทั้งชีวิตเห็นมนุษย์อยู่ไม่ถึงร้อยคน แต่เพิ่งเคยเห็นคนที่งดงามขนาดนั้นก็วันนี้ จะไปชื่นชมสักหน่อย
แค่คิดจากที่เคยอยู่ห่างออกไป ร่างสี่ขาก็เข้ามาเดินวนอยู่รอบบ้านพัก เขตมนตราถูกลงไว้รอบบ้าน แถวนี้มีเ้าที่คอยเฝ้าดูแล หากมนุษย์นั่นไม่ชักศึกเข้าบ้านเสียเอง ก็ยากที่จะมีใครทำอะไรได้
เ้าขนปุยเดินวนอยู่ไม่ไกล เล็งดูหน้าต่าง เอียงคอมองอย่างตั้งใจ ขณะที่หูก็ขยับรับฟังเสียง อยากรู้อยากเห็นเสียเหลือเกิน
อาบน้ำ เสียงอาบน้ำแบบนี้ได้ยินบ่อย จนจำได้ ก่อนที่เสียงน้ำตกกระทบพื้นจะมีเสียงคำรามในลำคอดังออกมา ดวงตาสีทองเบิกขึ้น เคยได้ยินเสียงแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่ได้ยินเป็คู่ นิสัยสู่รู้ ทำให้อุ้งเท้าก้าวเข้าไปใกล้อีกนิด ดวงตากลมโตดูสอดรู้ตามนิสัย
ใช้เวลาเพียงไม่นานมนุษย์ร่างกำยำก็เดินออกมาจากห้องน้ำ ตามมัดกล้ามมีหยดน้ำเกาะพราว ดวงตาสีทองเคลื่อนมองตามมือหนา สัตวแพทย์หนุ่มใช้ผ้าขนหนูซับใบหน้าคม เลื่อนตามแนวสันกรามลงมาที่ลำคอ ก่อนจะเคลื่อนมาหยุดที่ทรวงอกแน่น
เ้าเดรัจฉานคล้ายได้ยินเสียงหัวใจของมนุษย์ที่เร่งจังหวะขึ้นมา ก่อนดวงตาคมจะตวัดมาสบตามัน
‘อยากได้’ จิตสั่ง เป็คนทั่วไปคงตกอยู่ในบ่วงมนตรา แต่กับเ้าของกายหนัดแน่นตรงนั้น มนุษย์นั่นแค่กระพริบตาและมองผ่านไป
‘อะไรวะ’ เห็นแบบนี้มันเริ่มเข้าใจพวกนางพรายขึ้นมาบ้างแล้ว
มันเองก็เริ่มอยากได้ชายหนุ่มตรงนั้นเหมือนกัน ค่อนคืนที่เอาแต่มอง ดูเขานั่งเขียนหนังสือ ดูเขากางมุ้ง จนแสงไฟปิดเข้านอน จากนั้นมันก็ะโไล่ตะครุบพวกผีพราย ใช้อุ้งเท้าและกรงเล็บน้อยๆ ฟัดกับพวกนั้น
‘นั่นเหยื่อของมัน มันจองแล้ว อยากได้ก็ไปเอามนุษย์คนอื่น มันจะเอาคนนี้’
