หลังจากพูดคุยกับหัวอู่เต๋ออยู่พักใหญ่ ในที่สุดเื่วุ่นวายภายในร้านน้ำชาก็จบลง
จางหลินเซิงลุกขึ้นจากโต๊ะ
หลี่หยวนรีบลุกตาม
หัวอู่เต๋อเองก็ไม่มีทางเลือก นอกจากพาลูกน้องของตนออกจากร้านไปด้วย
เมื่อทั้งหมดเดินออกมานอกร้านน้ำชา ถนนด้านหน้าก็กลับมาคึกคักดังเดิม
ผู้คนเดินสวนกันไปมา เสียงพ่อค้าเรียกลูกค้าดังเป็ระยะ รถม้าและเกวียนขนของเคลื่อนผ่านถนนอย่างไม่ขาดสาย
หัวอู่เต๋อถอนหายใจยาว ก่อนยกมือขึ้นลูบเครา
“วันนี้ถือว่าโชคดีจริง ๆ”
จางหลินเซิงเหลือบมองเขา
“โชคดีอะไร?”
“โชคดีที่ข้าเจอท่านก่อนจะทำเื่โง่ ๆ ไปมากกว่านี้”
จางหลินเซิงหัวเราะ
“เ้าก็ทำเื่โง่ ๆ อยู่ทุกวันไม่ใช่หรือ?”
หัวอู่เต๋อทำหน้าเจื่อน
“ท่านยังเหมือนเดิมจริง ๆ”
“เ้าก็เหมือนเดิม”
จางหลินเซิงกวาดตามองเขาั้แ่หัวจรดเท้า
“อ้วนขึ้นด้วย”
หัวอู่เต๋อหน้าแข็ง
ลูกน้องด้านหลังพยายามกลั้นหัวเราะ
“…”
จางหลินเซิงยิ้ม
“ดูจากพุงแล้ว ข้าว่าเปลี่ยนไปมากทีเดียว”
หัวอู่เต๋อกำหมัดแน่น แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจ
“ช่างเถอะ ข้าไม่เถียงกับท่าน”
จังหวะนั้นเอง…
เสียงล้อรถก็ดังมาจากปลายถนน
กึก… กึก… กึก…
ผู้คนที่อยู่บนถนนต่างพากันหลบออกด้านข้าง
รถม้าคันหนึ่งกำลังเคลื่อนเข้ามา
ตัวรถทำจากไม้เนื้อดี ประดับลวดลายละเอียด ผ้าม่านหน้าต่างเป็ผ้าไหมสีเข้ม ดูหรูหราแตกต่างจากรถม้าของคนทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด
ด้านหน้ามีคนบังคับรถ
ส่วนด้านหลังมีชายฉกรรจ์สี่คนเดินตามมา
เพียงมองก็รู้ว่าทั้งสี่ไม่ใช่คนธรรมดา
ฝีเท้ามั่นคง สายตาคมกริบ ท่าทางระมัดระวัง และมือแต่ละคนวางอยู่ใกล้อาวุธตลอดเวลา
หัวอู่เต๋อที่กำลังพูดอยู่พลันเงียบลง
เขาเหลือบมองรถม้าเพียงแวบเดียว
ทันใดนั้น…
ลมสายหนึ่งพัดผ่านถนน
ผ้าม่านหน้าต่างรถม้าถูกเปิดออกเล็กน้อย
เผยให้เห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านใน
ชายหนุ่มอายุราวสามสิบกว่าใบหน้าหล่อเหลาคมคาย ผิวขาวซีด สวมชุดผ้าไหมราคาแพง ผมดำยาวถูกรวบไว้อย่างประณีต
ใบหน้าของเขาดูสะอาดสะอ้าน แต่ดวงตากลับเ็าและว่างเปล่า
สายตาคู่นั้นกวาดมองผู้คนสองข้างทางอย่างไร้อารมณ์ ราวกับคนเ่าั้ไม่มีค่าแม้แต่จะอยู่ในสายตา
จางหลินเซิงมองเพียงครู่เดียวก็ละสายตา
แต่หัวอู่เต๋อกลับตัวสั่นสะท้าน
สีหน้าที่เคยยียวนเมื่อครู่หายไปจนหมด
“นั่นมัน…”
จางหลินเซิงหันมอง
“อะไร?”
หัวอู่เต๋อรีบก้มหน้า
“ไม่มีอะไร”
จางหลินเซิงขมวดคิ้ว
เขาหันกลับไปมองรถม้าอีกครั้ง
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป
หัวอู่เต๋อยังคงมองตามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เ้าเป็อะไร?”
หัวอู่เต๋อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา
“ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่นั่นเป็รถของใคร?”
“ไม่รู้”
“นั่นคือรถของคุณชายใหญ่…”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“เฉินจื่อหาน”
หลี่หยวนหันมามอง
หัวอู่เต๋อลดเสียงลง
“เขาเป็บุตรชายคนโตของ เฉินโม่เหยียน เ้าพรรคเงาโลหิต”
หลี่หยวนขมวดคิ้ว
“พรรคเงาโลหิต?”
หัวอู่เต๋อพยักหน้า
“พรรคนี้เพิ่งย้ายเข้ามาในจินหลิงได้เพียงสองปีกว่า”
“แต่ภายในเวลาเท่านั้น…”
เขาชูสองนิ้วขึ้น
“พวกมันกลับขยายอิทธิพลไปเกือบทั่วเมือง”
จางหลินเซิงฟังเงียบ ๆ
หัวอู่เต๋อพูดต่อ
“ตอนแรกพวกมันมีคนอยู่ไม่มาก”
“แต่ไม่รู้ว่าไปดึงคนมาจากที่ใด ภายในเวลาไม่นาน ร้านค้า โรงพนัน โรงเตี๊ยม ท่าเรือ รวมถึงเส้นทางค้าขายหลายแห่ง ล้วนมีคนของพรรคเงาโลหิตเข้าไปเกี่ยวข้อง”
“แม้แต่พรรคต่าง ๆ ในเมืองก็ยังต้องยอม เมื่ออยู่ต่อหน้าพวกมัน”
หลี่หยวนถามขึ้น
“แล้วทางการไม่จัดการหรือ?”
หัวอู่เต๋อหัวเราะแห้ง ๆ
“ถ้าจัดการได้ ข้าคงไม่ต้องกลัวพวกมันขนาดนี้”
เขาลูบเครา
“คนพวกนี้ไม่เหมือนพวกข้า”
“พวกข้าทำมาหากินอยู่ในย่านโรงฆ่าสัตว์ จะเก็บเงินใครยังต้องรู้จักมองหน้าคนบ้าง”
“แต่พรรคเงาโลหิต…”
หัวอู่เต๋อหยุดไปครู่หนึ่ง
“พวกมันไม่ได้้าแค่เงิน”
จางหลินเซิงมองเขา
“แล้ว้าอะไร?”
หัวอู่เต๋อตอบช้า ๆ
“อำนาจ”
คำเดียวทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบลง
“พวกมันกำลังค่อย ๆ กลืนคนอื่นเข้าไป”
“ร้านไหนยอมก็อยู่ต่อได้”
“ร้านไหนไม่ยอม…”
เขาไม่ได้พูดต่อ
แต่สีหน้าก็บอกทุกอย่าง
จางหลินเซิงหันกลับไปมองถนน
“แล้วคุณชายใหญ่คนนั้นเล่า?”
หัวอู่เต๋อถอนหายใจ
“เฉินจื่อหานเป็คนที่ไม่ควรเข้าใกล้”
“เขามีชื่อเสียงไม่ดีนัก”
หลี่หยวนมองหัวอู่เต๋อ
“เื่อะไร?”
หัวอู่เต๋อลดเสียงลงอีก
“เขาชอบใช้อำนาจบังคับหญิงสาว หากถูกใจใครก็ไม่สนว่านางจะเต็มใจหรือไม่”
หลี่หยวนเงียบลง
หัวอู่เต๋อพูดต่อ
“บางคนหายตัวไปโดยไม่มีใครรู้ว่าไปอยู่ที่ใด”
“มีข่าวลือว่าบางคนถูกนำตัวไปกักขังไว้ในเรือนส่วนตัวของเขา”
“คนที่ทนไม่ไหวก็…”
เขาหยุดพูด
ไม่มีใครถามต่อ
เพราะทุกคนเข้าใจความหมาย
หลี่หยวนยืนนิ่ง
สีหน้าของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนไป
มือที่อยู่ข้างลำตัวกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขาเคยเห็นคนถูกรังแก
เคยเห็นคนถูกเอาเปรียบ
แต่เื่ที่ได้ยินวันนี้กลับทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก
เขาไม่รู้ว่าควรโกรธ ควรเกลียด หรือควรทำอย่างไร
จางหลินเซิงเหลือบมองศิษย์ของตน
เขาเห็นสีหน้าของหลี่หยวนก็เข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร
“ในยุทธภพ เื่เช่นนี้ไม่ใช่เื่แปลก”
หลี่หยวนหันมามองอาจารย์
จางหลินเซิงยังคงมองถนนเบื้องหน้า
“โลกนี้ไม่ได้ยุติธรรมกับทุกคน”
“ผู้แข็งแกร่งย่อมมีอำนาจเหนือผู้อ่อนแอ”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย
แต่ดวงตากลับไม่ได้เ็าอย่างคำพูด
หลี่หยวนไม่ได้ตอบ
เขายังคงกำหมัดแน่น
จางหลินเซิงมองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
ในใจกลับคิดขึ้นมา
“เห็นที…ได้เวลาที่ข้าจะเสริมความสามารถให้เ้าได้แล้ว”
ดูเหมือนศิษย์ของเขาจะไม่ยอมปล่อยเื่นี้ผ่านไปง่าย ๆ
และจางหลินเซิงก็รู้ดีว่า…
หากปล่อยให้หลี่หยวนเดินเข้าไปยุ่งกับเื่นี้ด้วยความสามารถที่มีอยู่ตอนนี้
คนที่จะเดือดร้อนอาจไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม
แต่อาจเป็ตัวหลี่หยวนเอง
เขาจึงตัดสินใจแล้วว่า
ถึงเวลาต้องสอนอะไรบางอย่างให้ศิษย์ของเขาเพิ่มขึ้นเสียที
หัวอู่เต๋อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เหลือบมองจางหลินเซิง
“ท่าน…”
“หือ?”
“ข้ารู้ว่าท่านเป็คนไม่ชอบยุ่งเื่ชาวบ้าน”
จางหลินเซิงหันไปมอง
หัวอู่เต๋อพูดต่อ
“ถ้าท่านคิดจะอยู่จินหลิงต่ออีกสองสามวัน…”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“ระวังพรรคเงาโลหิตไว้ด้วย”
จางหลินเซิงยิ้มบาง ๆ
“ทำไม?”
“เพราะคนพวกนั้นไม่เหมือนพวกข้า”
หัวอู่เต๋อถอนหายใจ
“พวกข้าอย่างมากก็ใช้กำลังข่มคน”
“แต่พรรคเงาโลหิต…”
เขามองไปยังทิศทางที่รถม้าหายลับไป
“ถ้าพวกมันหมายตาใครแล้ว ต่อให้หนีไปสุดเมือง…”
“ก็ไม่แน่ว่าจะหนีพ้น”
จางหลินเซิงไม่ได้ตอบ
เขาเพียงมองถนนตรงหน้าอย่างครุ่นคิด
ก่อนหันไปหาหลี่หยวน
“ไปกันเถอะ”
หลี่หยวนพยักหน้า
“ขอรับ”
ทั้งสองเดินจากไป
หัวอู่เต๋อยังคงยืนมองแผ่นหลังของพวกเขา
ก่อนถอนหายใจยาว
“หวังว่าพวกเขาจะไม่ไปยุ่งกับพรรคเงาโลหิต…”
แต่เขาก็รู้ดีว่า
คนอย่างหลี่หยวน…
คงไม่ปล่อยให้เื่นี้ผ่านไปง่าย ๆ
และคนอย่างจางหลินเซิง…
ก็คงไม่มีทางปล่อยให้ศิษย์ของตัวเองเดินเข้าไปเสี่ยงชีวิตโดยไม่ทำอะไร
บางที…
การพักอยู่ในเมืองจินหลิงอีกสองสามวัน
อาจทำให้เมืองแห่งนี้วุ่นวายกว่าที่เคยเป็ก็ได้