หลังปล่อยสัตว์อสูรตัวแรกไปแล้ว เสี่ยวชวนยืนเงียบงันอยู่กลางป่ามืด
เสียงลมพัดผ่านใบไม้
“เ้าสงสารศัตรู แต่ศัตรูจะสงสารเ้าหรือ?” เฒ่ากระดูกทมิฬกล่าวขึ้น
คำพูดนี้ทำให้เสี่ยวชวนนิ่งไป
เขารู้ว่าตนเองยังจิตใจอ่อนแอ
“เฮอะ!! พูดมากไปก็ไร้ความ ฝึกแดนกระดูกหมื่นศพได้แล้ว”
เสี่ยวชวนรับฟัง
เสี่ยวชวนกางฝ่ามือ
ลมปราณสีเทาดำไหลออก
พื้นดินเริ่มสั่น
ทันใดนั้น! กระดูกสีขาวนับสิบพุ่งขึ้นจากพื้น ราวกับมือของคนตายกำลังปีนขึ้นจากนรก
จากนั้นเกิดอาณาเขตวงกลมขนาดสามจั้ง
นี่คือ…
แดนกระดูกหมื่นศพขั้นต้น!!
“ยอดเยี่ยม ครั้งแรกทำได้ไม่เลว… จำไว้ว่าวิชานี้ใช้ลมปราณมหาศาล คงอยู่ได้เพียงสิบลมหายใจ และควบคุมยากมาก” เฒ่ากระดูกทมิฬกล่าว
หลังจากใช้แดนกระดูกหมื่นศพไปหนึ่งรอบ เสี่ยวชวนหน้าซีดทันที
เสี่ยวชวนนั่งปรับลมปราณเพื่อฟื้นคืนพลังอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงออกล่าสัตว์อสูรต่อ
และทันใดนั้น เสี่ยวชวนก็พบหมาป่าเขี้ยวโลหิตขั้นสร้างแกนพลังขั้นต้นสามตัว พวกมันเห็นเสี่ยวชวนและพุ่งเข้าใส่ทันที ทั้งรวดเร็ว ดุร้าย และโจมตีเป็ชุด!
เสี่ยวชวนสงบลมหายใจ ใช้ก้าวไร้เงาหลบ
จากนั้นจึงใช้โซ่กระดูกสะกดขาหน้าของพวกมันทั้งสาม ต่อด้วยเปิดแดนกระดูกหมื่นศพ
กระดูกจำนวนมากแทงขึ้นจากพื้น เสียบแทงทะลุหมาป่าทั้งสามตัวในพริบตาจนโลหิตสาดไหลทั่วพื้น
หมาป่าคำรามลั่น
แต่ก่อนตายมันกัดแขนเสี่ยวชวนจนเืไหลกระจาย
ในขณะที่เสี่ยวชวนกำลังจะปลิดชีพมัน เขาลังเลชั่วขณะ ทำให้หมาป่าตัวหนึ่งฉวยโอกาสกัดสวน
“เห็นหรือยัง?!” เฒ่ากระดูกทมิฬตวาด!!
เสี่ยวชวนไม่รอช้า สุดท้ายเสี่ยวชวนใช้ดาบแทงทะลุกะโหลกมัน
“กลืนมัน” เซวียนซากล่าวทันที
“ไม่ใช่ว่าเ้าบอกว่าต้องเป็ขั้นสองแกนกลืนก่อรูปก่อนมิใช่รึจึงจะกลืนสัตว์อสูรได้?”
“เ้าใกล้จะบรรลุขั้นนั้นเต็มทีแล้ว เ้ากลืนได้” เซวียนซากล่าวขึ้น
เสี่ยวชวนลังเล
แต่ครั้งนี้เขายอมลอง
พลังิญญาของหมาป่าถูกดูดเข้าสู่ร่าง เขารู้สึกได้ถึงพละกำลังและสัญชาตญาณนักล่า นี่คือการกลืนสัตว์อสูรครั้งแรก ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็ก้าวแรกสู่เส้นทางต้องห้าม!
เสี่ยวชวนไม่รอช้า เขารีบออกล่าต่อทันที เขาออกล่าไปทั่วป่า วันที่สามล่าหมาป่า วันที่ห้าล่าหมีหิน วันที่เจ็ดล่าเสือเพลิง
เสี่ยวชวนเริ่มเชี่ยวชาญวิชาต่างๆมากขึ้น
เพลงดาบพื้นฐานประจำสำนักกระบี่ฟ้าคราม… ก้าวไร้เงา… โซ่กระดูกสะกดิญญา…
ส่วนแดนกระดูกหมื่นศพคงอยู่ได้นานขึ้น จากสิบลมหายใจเป็ยี่สิบลมหายใจ
ในวันที่สิบ เสี่ยวชวนพบกวางจันทร์เงิน สัตว์อสูรหายาก มันหนีเร็วมาก เขาไล่ตามโดยไม่รู้ตัว
ลึกเข้าไปเรื่อยๆ
จนกระทั่ง….
ป่ารอบตัวเงียบสนิท
ไม่มีเสียงนก
ไม่มีเสียงแมลง
หมอกสีขาวลอยคลุ้ง ต้นไม้แห้งตาย อุณหภูมิลดลง
“หยุด… ที่นี่ไม่ปกติ” เฒ่ากระดูกกล่าวเสียงต่ำ
ด้านหน้าปรากฏซากประตูหินโบราณ สลักคำว่า
“หอคัมภีร์ร้าง”
“สำนักกระบี่ฟ้าครามยุครุ่งเรืองเคยใช้ที่นี่ ศิษย์จำนวนมากหายตัวไป บางคนออกมาเป็บ้า บางคนฆ่าตัวตาย” เฒ่ากระดูกทมิฬเล่า แม้แต่เขาเองยังััได้ถึงอันตราย
เสี่ยวชวนจ้องประตู ในใจสั่นไหว
“เข้าไปสิ” เซวียนซาหัวเราะ
“ยังไม่ใช่ตอนนี้” เฒ่ากระดูกเตือน
“ข้ายังไม่พร้อม” เสี่ยวชวนถอยหลังหนึ่งก้าว นี่คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง
ขณะหันกลับ เสียงแ่เบาดังมาจากในหมอก
“ความจริง… คือสิ่งใด?”
เสี่ยวชวนหยุดชะงัก
เขาหันกลับไป แต่ไม่พบใคร
ลมหนาวพัดผ่านสันหลัง
เสี่ยวชวนไม่รู้เลยว่า การก้าวล้ำเข้ามาในเขตแห่งนี้ จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
หลังจากค้นพบหอคัมภีร์ร้าง เสี่ยวชวนกลับสำนักด้วยจิตใจไม่สงบ คำพูดปริศนายังคงก้องอยู่ในหู
“ความจริง… คือสิ่งใด?”
คืนนั้นที่บ้าน แม้เขาจะโคจรลมปราณหลายรอบ แต่กลับไม่อาจข่มใจให้สงบได้
ภาพประตูหินโบราณวนเวียนไม่หยุด แม้แต่เฒ่ากระดูกทมิฬยังนิ่งเงียบผิดปกติ
สามวันผ่านไป
เสี่ยวชวนไม่อาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็นได้อีก
ยามค่ำคืน เขาแอบออกจากบ้านเพียงลำพัง
ไม่พาใคร
ไม่บอกใคร
“ในที่สุดเ้าก็เลือกความเสี่ยง” แม้แต่เซวียนซายังหัวเราะเบาๆ
เสี่ยวชวนเข้าสู่เขตต้องห้าม
หมอกสีขาวปกคลุมทั่วผืนป่า เสียงสัตว์อสูรหายไปหมด ทุกย่างก้าวเงียบผิดธรรมชาติ
เมื่อมาถึงหน้าหอคัมภีร์ร้าง ประตูหินที่เคยปิดสนิทกลับเปิดออกเองอย่างช้าๆ
“ครืดดดด….”
ลมเย็นพัดออกมาจากภายใน ราวกับมีใครกำลังเชื้อเชิญ
ภายในหอ
ฝุ่นหนาเกาะเต็มพื้น ชั้นคัมภีร์ผุผัง ตะเกียงหินสลัวด้วยเปลวไฟสีฟ้า ทั้งที่ไม่มีใครจุด…
เสี่ยวชวนก้าวเข้าไป
ทันใดนั้น ประตูด้านหลังปิดลงทันที
“ปัง!!”
ทางหนีหายไป….
เมื่อหันกลับมา หอคัมภีร์กลับกลายเป็บ้านไม้หลังเล็ก
หลินเยว่กำลังทำอาหาร นางยิ้มอย่างอบอุ่น
“พี่ชวนกลับมาแล้วหรือ?”
เสี่ยวชวนชะงัก หัวใจสั่นไหว ทุกอย่างสมจริงเกินไป
หลินเยว่หันมาอีกครั้ง แต่ใบหน้าของนางกลับ ไร้ดวงตา เืไหลอาบแก้ม
“เหตุใด… พี่ถึงทิ้งข้า?”
เสี่ยวชวนชักดาบทันที ภาพทั้งหมดแตกสลาย
ฉากต่อไป เขากลับมาอยู่กลางลานประลอง ศิษย์ทั้งสำนักหัวเราะเยาะ
เพ่ยเหยาส่ายหน้าอย่างผิดหวัง หลินเยว่ถูกลากตัวไป อาจารย์เหอทอดถอนใจ
“เ้ามันไร้ค่า”
เสี่ยวชวนกำหมัดแน่น เหงื่อไหลเต็มหน้า เขาเริ่มสับสน อะไรจริง อะไรปลอม
เซวียนซาหัวเราะ
เฒ่ากระดูกเงียบงัน
ไม่มีใครช่วยเขาได้
เสี่ยวชวนทรุดลง เขาพึมพำ “ข้าไม่รู้… ข้าไม่รู้ว่าอะไรจริง ข้าไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็ใคร?”
ทันทีที่ยอมรับ มายาทั้งหมดแตกสลาย
ห้องมืดกลับสว่างขึ้น บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่บนแท่นหิน สวมชุดนักพรตเก่าแก่ ใบหน้าเลือนลาง ไร้รูปโฉม ราวกับโลกไม่อนุญาตให้ผู้ใดจดจำ เขาคือ
“นักพรตไร้หน้า”
“ผู้คนกลัวความไม่รู้ แต่เ้ากล้ายอมรับมัน”
เสี่ยวชวนประสานมือกล่าว “ผู้าุโ”
“เรียกข้าว่า… นักพรตไร้หน้า”
นักพรตยกมือ หอกระบี่นับร้อยปรากฏรอบกาย
“หากข้าคิดฆ่าเ้า เ้าจะทำเช่นไร?”
“ข้าจะหาทางรอด” เสี่ยวชวนตอบหลังนิ่งคิด
“หากรอดไม่ได้ ข้าจะลากท่านลงนรกด้วย”
นักพรตหัวเราะดังลั่น
“ดี!”
“คนฉลาดต้องรู้ว่าเมื่อใดควรหนี และเมื่อใดควรกัดตอบ”
แสงสีเทาไหลออกจากร่างนักพรต หลอมรวมเข้าสู่จิติญญาของเสี่ยวชวน
เสี่ยวชวนได้รับิญญารับใช้มาอีกหนึ่งตน!
“พลังของข้าจะมี”
“ดวงตาไร้หน้า”
“เขตมายาเงียบงัน”
“โลกมายากลืนจิต”
“ััการโกหก เพิ่มความนิ่งของจิตใจ”
“จำไว้ ใช้พลังนี้มากเกินไป เ้าจะเริ่มสงสัยทุกสิ่ง แม้แต่ตัวเอง…” นักพรตไรหน้ากล่าวขึ้น
เสี่ยวชวนพยักหน้ารับ จากนั้นจึงเดินออกจากที่นี่
ขณะเสี่ยวชวนเดินออกจากหอ เขาหันกลับไป หอคัมภีร์ร้างหายไปแล้ว ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง มีเพียงเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
“ความจริง คือสิ่งที่เ้าตัดสินใจจะเชื่อ”
ในค่ำคืนนี้
เสี่ยวชวนไม่ได้รับเพียงพลังใหม่ แต่ยังได้รับสายตาอีกคู่หนึ่ง ที่จะมองทะลุคำลวงทั้งปวงบนโลกใบนี้!