ชวีเสี่ยวปอจับมือของเซี่ยเจิงพลิกขึ้นมาแล้วใช้แรงกดลงไปบนฝ่ามือของเขาหนึ่งที เพื่อแสดงการตอบกลับ : “แต่ว่าบางครั้งทำความเข้าใจความลับอยู่คนเดียวมันก็ลำบากไม่น้อยเหมือนกันนะ”
เซี่ยเจิงไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่มือคู่นั้นที่ทั้งสองคนจับเอาไว้ด้วยกันกลับมีอุณหภูมิสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่องทั้งๆ ที่เมื่อครู่ตอนเดินออกมาเซี่ยเจิงยังพึมพำอยู่เลยว่าหนาว แต่ในตอนนี้ชวีเสี่ยวปอกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าบนฝ่ามือเริ่มมีเหงื่อปกคลุมขึ้นมาแล้วทว่าเขาทั้งคู่ก็ไม่ได้มีความคิดที่จะปล่อยมือออกจากกันเลย
“ฉันรู้” เซี่ยเจิงถอดหายใจออกมา“แต่ว่าบางอย่างมันก็ไม่เหมาะที่เล่าออกมาเพราะมันจะเป็นการไปเพิ่งภาระให้คนอื่นเขา” หลังจากที่เขาพูดประโยคนี้จบเขาก็รู้สึกเจ็บที่ง่ามมือระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ขึ้นมาทันทีเขาจึงก้มหน้าลงไปดูแล้วก็เห็นว่าชวีเสี่ยวปอกำลังกดตรงนั้นเอาไว้อย่างแรง
เซี่ยเจิง : “ ? ”
“ฉันไม่ใช่คนอื่น” ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความไม่พอใจพร้อมทั้งใช้นิ้วคลึงไปบริเวณที่เขากดลงไปเมื่อครู่นี้ “ถ้านายพูดแบบนี้แล้วเรื่องครอบครัวที่ฉันเล่าให้นายฟังไปก่อนหน้านี้ก็เป็นการเพิ่มภาระให้นายเหมือนกันงั้นสิ” พอพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมองเซี่ยเจิง : “อย่างน้อยฉันก็เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะของนายนะ”
“พูดเหลวไหลอะไรเนี่ย” เซี่ยเจิงตีเข้าที่หลังของเขาไปทีหนึ่ง“ฉันหมายความว่าอย่างงั้นที่ไหนกัน? ”
“งั้นนายหมายความว่ายังไง? ” แล้วจู่ๆชวีเสี่ยวปอลุกขึ้นมา จึงทำให้เซี่ยเจิงถูกดึงขึ้นมาด้วยราวกับไม่ต้องออกแรงเลย“นายให้ตัวเองเป็นเพียงแค่ผู้ฟัง? แล้วพอตัวเองมีเรื่องลำบากใจก็แอบหลบไปเช็ดน้ำตาคนเดียวเงียบๆยังงั้นเหรอ?”
เซี่ยเจิงที่จู่ๆ ก็ถูกเขาดึงขึ้นมาอย่างกะทันหันจึงเซไปครู่หนึ่งในขณะนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์โกรธของชวีเสี่ยวปอจากการกระทำทั้งหมดของเขา
“ฉันไม่ได้จะบังคับให้นายเล่าให้ฉันฟัง” ชวีเสี่ยวปอพูดขึ้นต่อ“ฉันแค่รู้สึกว่าถ้านายยังเก็บเอาไว้อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะไม่สบายเอาได้เพราะฉันไม่เคยเห็นนายเป็นแบบนี้มาก่อนเลย” ตอนที่ชวีเสี่ยวปอพูดเสียงก็ค่อยๆเบาลงไปเรื่อยๆ เขายื่นหัวรองเท้าของเขาไปชนกับหัวรองเท้าของเซี่ยเจิง“ฉันแค่อยากจะบอกกับนายว่า ฉันอยู่ตรงนี้ และฉันยินดีรับฟังนายเสมอ”
“งั้นถ้าหาก”ทันใดนั้นเซี่ยเจิงก็สัมผัสได้ว่าหัวใจของเขาเต้นขึ้นมาอย่างรุนแรงแรงถึงขนาดที่ว่าตัวเขาเองก็ได้ยินเสียงตึกตักๆ ดังออกมา “ความลับเรื่องนี้มันน่าขยะแขยงแขยงมากกว่าที่นายคิดเอาไว้อีกล่ะ?”
นอนไม่หลับ คงเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน
เซี่ยเจิงที่นอนอยู่บนเตียงรู้สึกกลัดกลุ้มใจจนถีบผ้าห่มที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วยออกไปทีหนึ่งแต่เขาก็ดึงมันกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็วและห่มให้ตัวเองใหม่อีกครั้ง
ความรู้สึกปลอดภัยนี้สามารถสะท้อนให้เห็นได้จากหลากหลายวิธี
อย่างเช่นการห่มผ้าห่มให้ตัวเองในขณะที่อยู่ในความมืด หรืออย่างเช่นเมื่อรู้สึกหิวโหยแล้วทันใดนั้นบนถนนก็มีร้านอาหารปรากฏขึ้นมาแล้วก็อย่างเช่นเมื่อเขาถามคำถามนั้นออกไป ชวีเสี่ยวปอก็ตอบออกมาอย่างไม่ลังเล
“ไม่เป็นไร”
เขารู้ไหม?
จะช้าหรือเร็วเขาก็ต้องรู้อยู่ดี
แล้วจู่ๆ เซี่ยเจิงก็ลุกขึ้นมานั่ง เอื้อมมือไปเปิดไฟที่หัวเตียงทันใดนั้นแสงไฟสีเหลืองส้มอันอบอุ่นก็สาดส่องไปทั่วทั้งห้องแต่มันกลับไม่สามารถเยียวยาเขาจากคำพูดโจมตีสองประโยคนั้นของโจวเจ๋อหยวนได้เลย
ถ้าหากว่าความเชื่อใจและความเข้าใจของชวีเสี่ยวปอล้วนตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า“เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย” ถ้าเช่นนั้นสำหรับเขาแล้วมันจะถือว่าเป็นการโกหกหลอกลวงหรือเปล่านะ?
เซี่ยเจิงหายใจเข้าลึกๆ ไปครั้งหนึ่งจากนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดหน้าต่างสนทนาของชวีเสี่ยวปอ
“ฉันถึงบ้านแล้วนะ ฝันดี”
“ฝันดี เจอกันพรุ่งนี้”
เซี่ยเจิงมองดูบนบทสนทนาของทั้งคู่ซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายรอบจนกระทั่งเหงื่อที่เกิดจากความกลัวของเขาลดลงไป จากนั้นเขาจึงค่อยๆ นอนลง
ถ้าหากว่าชวีเสี่ยวปอรู้ว่าคำพูดเหล่านั้นที่โจวเจ๋อหยวนพูดมันหมายความว่าอะไรพวกเขาทั้งสองคนจะยังสามารถพูดคุยกันอย่างสบายใจเช่นนี้ได้อีกหรือเปล่า?
จะยังมีโอกาสแบบนั้นอยู่อีกไหม?
เซี่ยเจิงไม่กล้าแม้แต่จะเปิดปากถามออกมาว่า“นายจะรู้สึกว่าฉันน่าขยะแขยงไหม? ”
เรื่องที่ชวีเสี่ยวปอคิดว่าเป็นความลับนี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องทั้งกับเซี่ยเจิงและโจวเจ๋อหยวนแต่สำหรับเซี่ยเจิงแล้วความลับที่ใหญ่ยิ่งไปกว่านั้นคือความสัมพันธ์อันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างเขาและชวีเสี่ยวปอกลับถูกโจวเจ๋อหยวนมองออกในทันที
เขาชอบชวีเสี่ยวปอ
เซี่ยเจิงหลับตาลง ทันใดนั้นในหัวของเขาก็รู้สึกวิงเวียนขึ้นมาทันที
ถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะเคยลังเลกับเรื่องนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนเขาไม่รู้ว่าควรจะจำกัดคำนิยามของความรู้สึกที่ตัวเขาเองมีต่อชวีเสี่ยวปอนี้ว่าอะไรทว่าวินาทีที่ถูกคำพูดของโจวเจ๋อหยวนทิ่มตรงเข้ามา ราวกับว่าหลายวันมานี้ช่วงเวลานั้นกลับเป็นช่วงเวลาที่เขารู้ใจตัวเองขึ้นมาอย่างชัดเจน
แต่สำหรับเรื่องนี้แล้ว เขายอมรับว่าตัวเองขี้ขลาดมากบางทีโจวเจ๋อหยวนอาจจะพูดถูก คงจะมีเพียงแค่ระหว่างพวกเขาที่เป็น “แบบเดียวกัน”ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเช่นนี้ถึงจะไม่เรียกว่า “ไร้ยางอาย”แต่สำหรับคนอย่างชวีเสี่ยวปอแล้ว จะขับไสไล่ส่งหรือว่าเข้าใจและยอมรับก็ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้เลย
เซี่ยเจิงไม่อยากที่จะเสี่ยง
เรื่องราวทั้งหมดราวกับเป็นเชือกป่านที่พันเกี่ยวกันอย่างยุ่งเหยิงก้อนหนึ่งเซี่ยเจิงต้องเผชิญหน้ากับพวกมันอย่างไม่อาจปฏิเสธได้และก่อนที่จะมีวิธีแก้ไขปัญหา สิ่งเดียวที่เขาทำได้ก็คือเขาต้องปกปิดและเก็บซ่อนความรู้สึกนั้นของตัวเองเอาไว้ให้มิดชิด
เขายังไม่อยากห่างจากชวีเสี่ยวปอเลยแม้แต่นิด
วันถัดมาพอมาถึงที่โรงเรียนเซี่ยเจิงก็ถูกโหยวเจียเรียกไปถามถึงสถานการณ์ซึ่งก็หมายความว่าถ้าเขามีเรื่องลำบากใจอะไรก็ให้พูดออกมา ครูเขายินดีจะช่วยเหลือพูดตามตรงโหยวเจียถือว่าเป็นครูประจำชั้นที่ดีมากคนหนึ่งเลยก็ว่าได้มีความรับผิดชอบเป็นอย่างมากและถ้าไม่ได้ชอบทำอะไรตามใจตัวเองไปหน่อยก็น่าจะดียิ่งขึ้นไปอีก
“กลับมาแล้วเหรอ? ” ชวีเสี่ยวปอถือนมถั่วเหลืองไว้ในมือข้างหนึ่งส่วนอีกข้างก็ถือซาลาเปาที่ถูกกัดคำใหญ่ไปแล้วไว้ลูกหนึ่ง
“อืม เมื่อวานนายโดดเรียนเหรอ? ” เซี่ยเจิงลากเก้าอี้ออกมานั่ง
“แหะ” ชวีเสี่ยวปอเกือบจะสำลัก “เมื่อวานไม่ใช่ว่าอยากจะไปหานายให้เร็วขึ้นหน่อยหรือไง?โหยวเจียถามเหรอ? ”
“ถามถึงเฉยๆ แต่ไม่ว่าอะไร” เซี่ยเจิงเก็บเอกสารบนโต๊ะให้เรียบร้อยเมื่อวานไม่มาแค่วันเดียว บนโต๊ะก็มีเอกสารเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อยตั้งเจ็ดแปดแผ่น“ทำไมฉันจำไม่เห็นได้เลยว่าเมื่อวานนายโดดเรียน? ”
“นายไม่ทันได้สนใจละมั้ง” ชวีเสี่ยวปอพูดไปแบบลวกๆแต่พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาความทรงจำนั้นของเมื่อวานก็ผุดออกมาอย่างไม่อาจต้านทานได้ทั้งสองคนจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยชวีเสี่ยวปอจึงได้รีบเปลี่ยนเรื่องคุยทันที “คืนนี้เล่นบาสไหม? ”
“รู้สึกว่านายจะกระตือรือร้นกับการเล่นบาสมากเป็นพิเศษเลยนะเนี่ยทำไมเมื่อก่อนไม่เห็นจะรู้สึกอย่างนั้นเลย”เซี่ยเจิงเปิดตารางเรียนออกมาดูพลางพูดไปด้วย
“ก็ไม่มีอะไรทำอะ” ชวีเสี่ยวปอกินซาลาเปาที่เหลือจนหมดภายในคำเดียวพร้อมทั้งขยำถุงพลาสติกเป็นก้อนกลมๆแล้วโยนลงใส่ถังขยะไปทำราวกับว่ามันเป็นลูกบาสเกตบอล “หล่อมาก !”
“เรื่องชมตัวเองนี่เก่งจริงๆ ” เซี่ยเจิงทำเสียงจิ๊ปาก “เอ่อใช่แล้วครั้งก่อนที่นายบอกว่าหาที่เล่นบาสได้ล่ะ? ”
“ไว้ค่อยไปวันเสาร์อาทิตย์เถอะ” ชวีเสี่ยวปอพูด แต่เขาก็กลับคำทันที“ไม่ได้สิ วันศุกร์ต้วนเหล่ยนัด”
“นายคิดว่าพอต่อยกับเขาเสร็จ...” เซี่ยเจิงพูดเสียงเบาลงมา“ก็จะเล่นบาสไม่ได้แล้วใช่เปล่า? ”
“ถุย ถุย ถุย! ”ชวีเสี่ยวปอใช้ศอกกระทุ้งเซี่ยเจิงอย่างแรง “นายก็ถุยด้วย! เร็วเข้า!”
เซี่ยเจิงจึงจำต้องถุยออกไปหนึ่งครั้งตามที่เขาบอก
“สามครั้ง ยังขาดอีกสอง”
“ถุย ถุย” เซี่ยเจิงไม่มีทางเลือก ทั้งยังหมดคำพูด “พอใจยัง”
“ทำไมนายถึงได้ปากเสียขนาดนี้เนี่ย”ตอนนี้ชวีเสี่ยวปอถึงจะรู้สึกดีขึ้นนิดนึง “พูดอะไรที่เป็นมงคลหน่อยใช้ปากอันศักดิ์สิทธิ์ของนายทำนายล่วงหน้าดีๆ ด้วยพวกเราต้องทำให้ต้วนเหล่ยรู้ไปเลยว่าใครคือพ่อที่แท้จริง”
อันที่จริงชวีเสี่ยวปอรู้สึกไม่ค่อยพอใจวันที่ต้วนเหล่ยนัดมาสักเท่าไหร่เนื่องจากวันเสาร์คือวันเกิดของเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยชอบฉลองงานวันเกิดนักเพราะทุกปีล้วนแต่เป็นแบบที่ว่ามีเค้ก ทานข้าวชวีอี้เจี๋ยเอาอั่งเปาซองใหญ่ให้เขาทำเช่นนี้วนไปเหมือนเดิมซึ่งทุกทีเขาก็จะทานข้าวที่บ้านไปเพียงแค่สองคำจากนั้นก็ออกไปทานกับเพื่อนอีกมื้อหนึ่งอย่างครึกครื้นสนุกสนานทว่าพอมีเรื่องต้วนเหล่ยเข้ามาด้วยแล้วชวีเสี่ยวปอก็ยิ่งรู้สึกว่ามันเพิ่มความรำคาญใจให้เขาขึ้นไปอีกที่ยิ่งไปกว่านั้นคือครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเขาเองแต่ยังลากเซี่ยเจิงเข้ามาเกี่ยวด้วย
เรื่องกับต้วนเหล่ยนี้จะช้าหรือเร็วก็ต้องทำให้เห็นดำเห็นแดงไปข้างหนึ่งถึงจะจบเรื่อง