เหตุใดข้ามาอยู่ในร่างขององค์ชายไร้ค่า

    บทที่ 7

    บทที่ 7ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่กว้างขวางทุกอย่างภายในห้องนั้นล้วนถูกตกแต่งให้เป็นโทนสีแดงซะส่วนใหญ่ ห้องที่กว้างขวางนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนทั้งส่วนที่เป็นห้องโถงและส่วนที่เป็นห้องนอน หน้าต่างบานใหญ่ภายในห้องนั้นถูกเปิดออกเพื่อรับลมในยามราตรี จากจุดนั้นสามารถเมื่อเห็นดวงจันทร์ที่ลอยอยู่กลางฟากฟ้าได้อย่างชัดเจน ตรงกลางห้องโถงนั้นมีโต๊ะทรงกลมทุกตั้งเอาไว้อยู่ บุรุษที่สวมใส่ชุดสีขาวงามสง่าได้นั่งอยู่ภายในโต๊ะนั้น แม่นางชุดม่วงได้ยกกาน้ำชารินใส่ถ้วยน้ำชาอยู่อย่างช้าๆ หยางหลงที่นั่งอยู่เขานัันมองแม่นางผู้นางอย่างไม่ละสายตา เมื่อยิ่งมองใกล้ความงามของแม่นางผู้นี้ยิ่งเด่นชัดมันสะกดให้เขานั้นไม่สามารถละสายตาจากนางไปได้เลยแม้วินาทีเดียว เมื่อแม่นางเบื้องหน้าได้รินน้ำชาจนเต็มถ้วยแล้วนางได้ส่งมันให้หยางหลงที่กำลังนั่งจ้องนางอยู่ เขาได้รับถ้วยน้ำชานั้นไว้ในมือ แม่นางผู้นางได้นั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของหยางหลง หยางหลงที่กำลังตกอยู่ในมนต์สะกดแห่งความงามของนางเขาได้เริ่มดึงสติของตนเองกลับมาแล้วอยู่ในท่าทางสงบนิ่ง “ แม่นางผู้นี้เรียกข้ามาพบไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดอยากจะสนทนางั้นเหรอ ” หยางหลงนัันกล่าวด้วยท่าทางสงบนิ่ง “ ข้าอยากจะร้องถามนามของคุณชายท่านนี้สักหน่อยก่อนจะเริ่มการสนทนา ” แม่นางชุดม่วงที่นั่งอยู่ตรงข้ามนั้นได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะที่แฝงไปด้วยพลังของนาง “ นั้นสินะเรียกข้าว่าหยางหลงก็ได้ ” หยางหลงได้ตอบกลับคำถามนั้นไป “ ก่อนอื่นข้าน้อยก็ขอคารวะคุณชายหยางหลงก่อนเป็นอันดับแรก ” แม่นางผู้ชุดม่วงได้กล่าวด้วยความนอบน้อม แม้ว่านางนั้นเป็นเจ้าของบ่อนแห่งนี้แต่ตัวของนางนั้นกลับวางตัวดีอย่างเหลือเชื่อ ในความคิดของหยางหลงแล้วเจ้าของบ่อนการพนันเช่นนี้คงเป็นพวกที่เขี้ยวลากดินมิไม่สตรีผู้มีมารยาทเรียบร้อยเช่นนี้ มันชั่งน่าประหลาดใจสำหรับหยางหลงซะเหลือเกิน “ ท่านเป็นเจ้าของบ่อนแห่งนี้งั้นหรือ ” หยางหลงได้เอ่ยถามออกมา ในยุคสมัยที่เขานั้นจากมาสตรีเช่นนี่คงจะไม่มีท่าเป็นหัวหน้าบ่อนการพนันไป เขานั้นกลัวว่าแม่นางผู้นี้แค่ถูกใช้มาเป็นตุ๊กตาเท่านั้น แม่นางคนนั้นพยักหน้า “ แล้วท่านเรียกข้ามาพบด้วยเรื่องอันใดกันอย่าบอกนะว่าท่านเห็นข้าเล่นได้เยอะจนเกะกะสายตาของท่าน ” หยางหลงนั้นเอ่ยพลางกับแสดงรอยยิ้มที่มุมปากขนาดที่พูดไปด้วย ที่น่าแปลกก็คือแม่นางคนนั้นกลับยิ้มรับคำพูดของหยางหลงก่อนที่นางนั้นจะส่ายหน้าไปมาแล้วเอ่ย“ ไม่หรอกคุณชายถ้าหักลบจากส่วนที่ท่านได้รับไปทุกคืนบ่อนของข้ายังคงได้กำไรมากอยู่ ” “ งั้นท่านจะเชิญข้ามาสนทนาเรื่องอันใดล่ะ ” หยางหลงนั้นเอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย “ ตัวข้าก็แค่อยากรู้เท่านั้นว่าคุณชายทำอย่างไรถึงชนะการพนันได้เกือบทุกตาในระยะเวลาสามเดือนที่ผ่านมาก็เท่านั้น ข้าเลยเชิญคุณชายมาสนทนาเพื่อจะได้ความกระจ่างในข้อนี้ ” นางนั้นเอ่ยออกมาท่าทางที่เป็นธรรมชาติจริงๆ ขนาดหยางหลงนั้นพยายามจับข้อผิดปกติยังหาไม่เจอสักแม้สักนิด เฮ้อ!!! หยางหลงนั้นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่หลังจากที่พยายามจับพิรุธของนางแต่กลับหาไม่เจอ “ เจ้าเนี่ยชั่งเป็นสตรที่ร้ายกาจเสียจริงๆ ” หยางหลงนั้นเอ่ยต่อด้วยท่าทางหนักใจหลังจากที่ถอนหายใจ “ อย่าพูดเช่นนั้นสิข้ากลับรู้สึกว่าข้าเป็นสตรีที่อ่อนแอ่เสียมากกว่านะคุณชาย ” นางได้พูดพลางกับยกกาน้ำชารินใส่ถ้วยของนางอย่างพิถีพิถัน “ มีผู้หนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่าสิ่งที่เป็นอันตรายต่อบุรุษมากที่สุดมิใช่คมดาบหรือคมหอกแต่เป็นความงามของสตรีดูเหมือนว่าจะจริงตามที่คนผู้นั้นกล่าวเอาไว้ ” หยางหลงนั้นกล่าวออกมาพลางกับยกถ้วยน้ำชาของตนเองดื่มอย่างช้าๆ “ แต่สำหรับสตรีแล้วบุรุษเองก็เป็นสิ่งที่อันตรายไม่แพ้กัน ” แม่นางคนนั้นได้ตอบกลับหยางหลงมา ฝีปากของนางนั้นไม่แพ้กับหยางหลงเลยสักนิด เขาเริ่มจะปักใจเชื่อแล้วว่าแม่นางท่านนี้เป็นเจ้าของบ่อนการพนันแห่งนี้จริงๆ หยางหลงนั้นประเมินว่าความฉลาดของนางนั้นคงไม่จะด้อยกว่าเขาเพียงสักเท่าหรอก “ ดวงของข้าดีอย่างไงละ ” หยางหลงนั้นตอบคำถามที่แม่นางผู้นี้ถามหา เขานั้นรู้ดีอยู่แล้วว่านางคงจะไม่เชื่อเพราะจากการสนทนานั้นแสดงให้เห็นว่านางนั้นก็เป็นคนฉลาดพอการ “ คุณชายท่านคิดว่าข้าจะเชื่อจริงๆงั้นเหรอว่าท่านชนะด้วยดวงของท่าน ” แม่นางชุดสีม่วงได้ตอบกลับไปด้วยท่าทางสงบนิ่ง ฮ่าๆๆๆ หยางหลงนั้นหัวเราะออกมาก่อนจะกล่าว “ งั้นเจ้าจะให้ข้าตอบว่าอย่างไรละ ” “ ท่านก็แค่พูดความจริงกับข้า... ” นางได้เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่ยังคงเต็มไปรอยยิ้ม “ เจ้าเป็นสตรีที่ร้ายกาจจริงๆด้วย ” หยางหลงนั้นได้เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่เขานั้นจะยกถ้วยน้ำชาในมือดื่มจนหมด “ คุณชายท่านว่าข้าเยี่ยงนี้จะมีชายใดอยากจะเข้าใกล้ของข้าอีกกันเล่า... ” แม่เอ่ยจบนางก็ได้ยกน้ำชาในถ้วยของนางดื่มจนหมดเช่นกัน พวกเขาทั้งสองต่างเย้าหยอกกันด้วยรอยยิ้ม เมื่อแม่นางผู้นั้นได้วางถ้วยน้ำชาที่ดื่มจนหมดลงกับโต๊ะร่างของหยางหลงนั้นก็ได้ลุกขึ้น เขาได้โน้มตัวลงมาทางด้านหน้าก่อนที่ปลายนิ้วของเขานั้นจะสัมผัสเข้าไปใต้ปลายคางของแม่นางชุดม่วงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ เขานั้นช้อนใบหน้าอันงดงามของแม่นางผู้นี้ขึ้นมามองใบหน้าของเขา ดวงตาของหยางหลงได้ชื่นชมความงดงามของแม่นางผู้นี้ใกล้ๆ แม้จะโดนหยางหลงกระทำเช่นนั้นแต่นางก็ไม่ได้มีท่าทางขัดขืนหรืออะไรดวงตาของทั้งสองต่างมองไปที่ดวงตาของอีกฝ่ายอย่างไม่กระพริบตา “ มีผู้ใดเคยบอกหรือเปล่าว่าความงามของเจ้าสามารถทิ่มแทงดวงใจของบุรุษได้ทั้งแผ่นดิน ” หยางหลงนั้นเอ่ยออกมาด้วยเสียงเบาๆราวกับเสียงกระซิบ “ คุณชายท่านนี้ชั่งปากหวานเสียจริงๆ... ” แม่นางผู้นางได้เอ่ยขึ้นขนาดที่ปลายคางของนางยังคงโดนช้อนด้วยนิ้วมือของหยางหลงอยู่ “ นี่เจ้าชื่ออะไร... ” หยางหลงเอ่ยถามขนาดที่เขานั้นจ้องเข้าไปที่ดวงตาของนาง “ เสวี่ยเฟย... ” “ เจ้ามีสามีหรือเปล่า ” “ ไม่!!! ” “ เจ้ามาเป็นผู้หญิงของข้าเอามั้ย ” “ คุณชายท่านนี้คงจะไม่รู้ว่าข้านั้นสาบานว่าจะไม่ก้มหัวให้กับบุรุษผู้ใดในแผ่นดินนี้อีก ” เสวี่ยเฟยนั้นกล่าวอย่างหนักแน่น เมื่อหยางหลงนั้นมองเข้าไปในดวงตาของนางก็สามารถสัมผัสได้ว่านางคงจะมีภูมิหลังในอดีตที่เป็นแผลฝังใจมาจนถึงปัจจุบัน “ เจ้าคงจะมีเรื่องอะไรสักอย่างทำให้เจ้านั้นเกลียดบุรุษมาจนถึงปัจจุบัน...แต่ข้ามาเหมือนกับชายพวกนั้นหรอกนะ ” หยางหลงนั้นกล่าวด้วยประโชคสั้นๆนั้นทำให้เสวี่ยเฟยมองที่ใบหน้าของหยางหลงอยู่พักหนึ่งก่อนที่นางนั้นจะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม“ ข้าว่าราตรีนี้แค่น้ำชาคงจะไม่พอสำหรับเราทั้งคู่จริงมั้ย ” หยางหลงนั้นยิ้มเมื่อได้ยินเช่นนั้น ณ ประตูหลังด้านของวังหลวง บริเวณประตูทางเข้าวังหลวงด้านหลังเหยียนหานที่เดินกลับมาพึ่งคนเดียวด้วยท่าทางหัวฟัดหัวเหวี่ยง เขานั้นได้แบกถุงเงินขนาดใหญ่ที่หยางหลงนั้นสามารถเล่นได้ในคืนนี้กลับมาด้วย “ องค์ชายนะองค์ชายอยู่ๆท่านก็บอกว่าให้ข้านั้นกลับมาที่วังคนเดียวแล้วบอกว่าให้ข้านั้นช่วยปิดบังเรื่องที่หายไป ข้าละปวดหัวจริงๆท่านคิดอะไรอยู่กันแน่ ” เหยียนหานนั้นได้พึมพำออกคนเดียวขนาดที่กำลังเดินกลับไปที่วังหลวง เมื่อเดินไปถึงประตูหลังของวังหลวงเหยียนหานนั้นก็ได้ทำสิ่งที่หยางหลงนั้นกำชับมานั้นคือการที่เขียนจดหมายไว้ให้ทหารยามสองคนนี้ที่กำลังสลบอยู่ เหยียนหานนั้นได้นำจดหมายนั้นติดเข้าไปที่ร่างกายของทหารยามที่ยังคงสลบอยู่ หลังจากที่เหยียนหานนั้นจัดเตรียมทุกอย่างจนเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วเขาได้เดินทางกลับไปที่เรือนขององค์ชายหยางหลงที่ตั้งอยู่ในสวนของพระราชวังหลวง เหยียนหานนั้นพยายามใช้เส้นทางทึ่มืดมิดและไม่ค่อยมีแสงสว่างมากเพื่อไม่เห็นคนอื่นนั้นสงสัย ในขนาดที่กำลังเดินกลับไปนั้นเหยียนหานที่กำลังแบกถุงเงินไว้ที่หลังก็ต้องถึงกับหยุดชะงักเขานั้นเข้าไปหลบไปเงามืดของทางเดินเพราะว่าด้านหน้านั้นมีเงาของบุคคลปริศนาที่สวมใส่ชุดสีดำทั้งกายกำลังยืนสนทนากันอย่างลับๆล่อๆ เหยียนหานนั้นพยายามเดินเข้าไปใกล้ๆที่สุดเพราะความอยากรู้อยากเห็น “ ข้ามีงานให้เจ้าทำ.... ” เสียงของบุคคลชุดดำคนหนึ่งได้กล่าวขึ้นเมื่อได้ยินเหยียนหานนั้นรู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ชาย “ ว่าอย่างไรขอรับ ” “ ในอีกสองวันให้เจ้าสังหารองค์ชายหยางหลี่ซะ องค์ชายนั้นอยู่นานไปก็มีแต่เป็นข้อบกพร่องให้แก่ราชวงศ์ ” เมื่อได้ยินคำสั่งของชายคนนั้นก็ทำให้เหยียนหานนั้นแทบจะสะดุ้งแต่เขานั้นก็พยายามจะข่มใจเอาไว้เพราะกลัวอีกฝ่ายนั้นจะได้ยิน เหยียนหานนั้นนำสองมือขึ้นมาปิดปากของตนเองเอาไว้เพราะกลัวจะส่งเสียงร้องออกมา “ ขอรับ!!! ” บุรุษชายดำอีกคนนั้นขานรับพร้อมกับโค้งคำนับ เหยียนหานนั้นนั่งแอบฟังอยู่ในมุมมืดเขานั้นได้เริ่มตรองดูว่าใครจะเป็นส่งมือสังหารผู้นี้มาแต่ตัวเลือกที่ปรากฏนั้นก็มีมากมาย เหล่าเชื่อพระวงศ์นั้นต่างรังเกียจองค์ชายหยางหลงไม่เว้นแม้แต่เสด็จพ่อขององค์ชายเอง คราวนี้แย่แน่แล้วองค์ชาย!!!จบบท