“ผู้น้อยเทพลิขิตจากเผ่า์ เทียนจวินมีรับสั่งให้ผู้น้อยมาหาท่านผู้เฒ่าในปรโลกขอรับ” เทพลิขิตคารวะก่อนจะจับเสื้อผ้าที่ยุ่งเหยิงเงียบๆ ด้วยความเขินอาย
เฮยหลงปรายตามองคนมาใหม่คล้ายรอคำพูดต่อไป การยืนเงียบๆ ของเขาสร้างความกดดันให้เซียนน้อยหลายส่วนจนคำพูดถัดมาติดๆ ขัดๆ “อะเอ่อ เทียนจวินบอกว่าอาจจะมีบางเื่ที่ผู้น้อยสามารถช่วยเหลือท่านผู้เฒ่า ดะ ได้ ขอรับ” เซียนน้อยหน้าแดงระเรื่อทั้งตื่นเต้นทั้งเขินอายที่ทำเื่ขายหน้าต่อเทพผู้ยิ่งใหญ่
“อืม” เฮยหลงเพียงพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมรอฟังคำพูดต่อไปของเทพลิขิต
“อะเอ่อ” เทพลิขิตเกาหัวจนชี้ฟูด้วยความสับสนว่าควรทำอย่างไรเพราะเทียนจวินไม่มีคำสั่งอื่นนอกจากบอกให้เขารีบตามมหาเทพมา ซ้ำเมื่ออยู่ต่อหน้ามหาเทพ ท่านผู้เฒ่ายังยืนเงียบและส่งเสียงตอบในลำคอเท่านั้น
เทพลิขิตยิ้มเขินอายก่อนจะเสกหนังสือเล่มใหญ่มาถือไว้บนมือและเปิดหาหน้าที่ตัวเองจำได้แม่นรีบอธิบายเสียงจริงจังว่า “ชะตาในโลกมนุษย์ของท่านผู้เฒ่าเป็์กำหนด ไม่มีในหนังสือโชคชะตาของข้า และข้าไม่สามารถขีดเขียนชะตาชีวิตในโลกมนุษย์ของท่านผู้เฒ่าได้ แหะๆ” เทพลิขิตบอกพลางเกาหัวและเหลือบมองมหาเทพผู้เฒ่าด้วยความเกรงกลัว
เฮยหลงขมวดคิ้วเล็กน้อยคล้ายรอให้เทพลิขิตพูดให้จบ
เซียนน้อยกระแอมไอก่อนจะพูดต่อว่า “เทียนจวินใช้อำนาจแอบดูลิขิต์ หน้าที่ของท่านผู้เฒ่าในโลกมนุษย์มีเพียงลิขิต์ที่ปรากฏในหนังสือ บอกให้ท่านยุติาเท่านั้น อาจจะเป็เพราะว่าสถานที่ท่านผู้เฒ่ากำลังไปเกิดอยู่ใน่กลียุคมีามากมายและมีคนที่กำลังได้รับความยากลำบาก เอ่อ... ในหนังสือบอกว่าขอแค่ยุติาในโลกมนุษย์เท่านั้นขอรับ”
เทพลิขิตพยายามเพ่งตามองอักษรโบราณเมื่อเห็นว่ามันเขียนเพียงประโยคเดียวเท่านั้น ในใจโอดครวญว่า์กำลังล้อเขาเล่นแล้วหรือ หากแค่้ายุติา มหาเทพในร่างเทพผู้ยิ่งใหญ่เพียงโบกมือครั้งเดียว อย่าว่ายุติาเลย ต่อให้ทำให้มนุษย์ธรรมดามีกินมีใช้มีชีวิตอย่างสุขสำราญยังสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
เซียนน้อยเกาหัวแกรกๆ เมื่อเห็นว่า์อาจจะผ่อนปรนบทลงโทษก็ได้ เขาจึงรีบพูดเสริมอีกสักประโยค “เพียงแค่ยุติาในโลกมนุษย์ได้ ท่านผู้เฒ่าก็สามารถผ่านด่านเคราะห์สำเร็จแล้วขอรับ แต่หากไม่ผ่าน.....” เทพลิขิตหยุดพูดทั้งยังเกาหัวแอบเหลือบตามองมหาเทพผู้เฒ่าอีกครั้งก่อนจะหลุบตาลงด้วยความใเพราะถูกดวงตานิลประกายทองจ้องมองมาไม่หยุด
“....แล้ว....” เฮยหลงถามเสียงเรียบ
“หะ หากไม่ผ่านด่านเคราะห์ ท่านผู้เฒ่าจะถูกพลัง์สะท้อนกลับ มากสุดคือาเ็ พลังหายไปสามส่วน น้อยสุดอาจจะเพียงาเ็รักษาตัวหมื่นปีเท่านั้น” เทพลิขิตบอกก่อนจะทำหน้ากังวล เพราะแม้แต่โทษน้อยสุดเขายังหวาดกลัวเลย แต่หากถูกพลัง์สะท้อนกลับต้องลดพลังเทพสามส่วน
ตบะของมหาเทพผู้เฒ่ากี่แสนปีกัน หากลดสามส่วนคงลดลงหลายแสน แค่กๆ การนินทาอายุของเทพนั้นไร้มารยาทเกินไป เขาไม่กล้าคำนวณส่งเดช เพราะเป็การไม่ให้เกียรติหน้าตาหล่อเหล่าคล้ายชายหนุ่มของมหาเทพ
“ทะท่านผู้เฒ่า้าให้ผู้น้อยหาผู้ช่วยให้หรือไม่ขอรับ” เทพลิขิตรีบถามเพราะกลัวมหาเทพรู้ถึงความคิดไร้สาระในใจตนเอง
เฮยหลงขมวดคิ้วคิดก่อนจะส่ายหน้า “ไม่ต้อง หากมีผู้ช่วยยิ่งยากจะผ่านด่านเคราะห์ เคราะห์์นี้เป็หน้าที่ของข้า เ้าเพียงเขียนเพิ่มให้ข้าตระหนักรู้หน้าที่ของตัวเองก็พอแล้ว” เฮยหลงบอกเพราะกลัวว่าเมื่อดื่มน้ำแกงยายเมิ่ง หากหลงลืมหน้าที่ของตน จะไม่ใช่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมหรือ
นอกจากนี้เทพลิชิตไม่สามารถลิขิตชีวิตในโลกมนุษย์ให้เขาได้อีก ทุกอย่างในโลกมนุษย์แล้วแต่เขาจะกำหนด หากอิงตามนิสัยตัวเอง เขากลัวว่าหากตัวเขาเองเกิดเบื่อหน่ายความวุ่นวายแล้วหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำเงียบๆ ลืมหน้าที่ลืมด่านเคราะห์ เช่นนั้นคงต้องผิดต่อ์แล้ว
“ขอรับๆ” เทพลิขิตขีดเขียนในหนังสือเล็กน้อยด้วยความภูมิใจ แม้จะไม่สามารถกำหนดชีวิตของมหาเทพได้ แต่เื่เพียงเขียนเพิ่มความคิดลงไปก็พอฝืนชะตาได้บ้าง
“อะเอ่อ มหาเทพขอรับ” เทพลิขิตอึกอักไม่กล้าพูด
เฮยหลงขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้ง เพียงเดินทางออกมาจากวังเมฆานิล เขาก็รู้สึกว่าตัวเองขมวดคิ้วไปหลายครั้งแล้ว ซ้ำยังมีปัญหาไม่หยุดหย่อน ด้วยนิสัยไม่ชอบความวุ่นวายไฝ่หาความสงบและเร้นกายหนีจากสี่ทะเลแปดดินแดน จึงทำให้เขาไม่ชอบปัญหา แต่ตอนนี้ต้องมาขมวดคิ้วไม่คลายั้แ่เดินทางมาถึงปรโลก
หรือหลังจากผ่านด่านเคราะห์์ได้ ข้าควรปิดประตูขังตัวเองในวังเมฆานิลไม่รับแขกดี เพื่อทดแทนรอยขมวดตรงหว่างคิ้ว
“ไม่มีอะไรขอรับ น้อมส่งองค์มหาเทพ” เทพลิขิตบอกเมื่อเห็นความไม่สบอารมณ์บนใบหน้าของมหาเทพผู้เฒ่า แม้อยากจะแอบเปิดเผยหนังสือชะตาให้ท่านผู้เฒ่าเตรียมใจเล็กน้อย แต่คิดดูอีกครั้งแล้วถึงบอกไปท่านผู้เฒ่าก็ดื่มน้ำแกงยายเมิ่งลืมเลือนอยู่ดี บอกหรือไม่บอก สุดท้ายก็หนีด่านเคราะห์์นี้ไม่ได้
เมื่อเห็นว่าเทพลิขิตไร้คำพูด เฮยหลงจึงพยักหน้ารับก่อนจะเดินไปยังเส้นทางปรโลกไม่สนใจใบหน้ากระอักกระอ่อนของเทพลิขิตอีกต่อไป
สะพานกว้างใหญ่ที่เคยเต็มไปด้วยความวุ่นวายของิญญามากมายตอนนี้เงียบสงบ ิญญาซึ่งกำลังต่อแถวรอคิวตัวเองรีบหลบด้านข้างอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ชายหนุ่มชุดดำที่มีพลังแสนน่ากลัวแซงคิวไปได้เลย เฮยหลงมุ่นหัวคิ้วเดินไปจนสุดปลายทางของสะพานแห่งนี้ เมื่อสิ้นสุดสะพานจะมีหญิงชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น เบื้องหน้าเต็มไปด้วยหม้อประหลาดมากมาย ในมือกำลังกวนน้ำซ้ำๆ กันโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย
หญิงชรารู้สึกถึงพลังมหาศาลอันน่ากลัวก็รีบเงยหน้าขึ้นมามองอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่สามารถบอกได้ทันทีว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็ใคร แต่อยู่มานานแสนปีก็พอจะนำเื่เล่าของทหารในปรโลกมารวมๆ กันได้ว่าคนผู้นี้คงจะเป็มหาเทพของสี่ทะเลแปดดินแดนอย่างแน่นอน
ยายเมิ่งถือถ้วยน้ำแกงค้างไว้ด้วยปากอ้าตาค้างเพราะไม่รู้ว่าจะวางมือไว้ตรงไหนดี ควรลุกขึ้นยืนคารวะหรือไม่ หรือว่านางควรทำตัวอย่างไร นางไม่คิดว่าวันหนึ่งน้ำแกงถ้วยนี้จะส่งต่อให้มหาเทพผู้เฒ่าดื่มกระทันหัน น้ำแกงถ้วยนี้นางกวนทิ้งไว้มาหลายหมื่นหลายแสนปีแล้วด้วยสิ ซ้ำน้ำที่เอามาทำน้ำแกงยัง..... แค่กๆ ความลับ์ไม่อาจเปิดเผย
เมื่อคิดถึงที่มาของน้ำแกงในมือแล้ว สิ่งเดียวที่คิดได้ตอนนี้ก็คือ ....หนี......
ยายเมิ่งทิ้งถ้วยในมืออย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งหนีไปทันทีเพราะกลัวว่ามหาเทพจะลงโทษนาง แม้หน้าที่นี้จะน่าเบื่อไปบ้าง แต่นางก็มีความสุขกับการเติมนิดเติมหน่อยในน้ำแกงของนางนี่นา เพียงแค่คิดถึงิญญาน่ารังเกียจดื่มน้ำแกงของนางลงท้องไปถ้วยหนึ่ง นางก็มีความสุขไปหลายวันแล้ว
“อ้าว ยายเมิ่ง” าาปรโลกคารวะมหาเทพเรียบง่ายก่อนจะรีบวิ่งตามลูกน้องตัวเองเพราะกลัวขายหน้าต่อหน้าท่านมหาเทพ
“อะเอ่อ” เทพลิขิตยืนเกาหัวด้วยความกระอักกระอ่อนเล็กน้อย เพราะเป็ครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีคนกล้าหักหน้ามหาเทพผู้เฒ่า เื่นี้เขาต้องปล่อยให้เน่าอยู่ในท้องเท่านั้น จนวันตายก็ไม่กล้าบอกใครเด็ดขาด
“ขะข้า จะไปแทนท่านเอง” เสียงหวานของใครบางคนบอกก่อนจะกระโจนเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าของเฮยหลงอย่างรวดเร็ว ป๋ายฮวากัดฟันเพราะหากไม่ทำอะไรสักอย่าง นางต้องรู้สึกผิดมากแน่นอน เมื่อเห็นโอกาส ดรุณีน้อยจึงรีบวิ่งออกจากหลังก้อนหินและมายืนอยู่ต่อหน้ามหาเทพกัดฟันหลับตาพูดจนจบประโยค
ความผิดของนาง.... นางจะรับผิดชอบเอง
“เ้าเป็ใคร” เฮยหลงมองผู้มาใหม่พร้อมขมวดคิ้วอย่างไม่สบอารมณ์นัก หลายแสนปีมานี้ไม่เคยมีใครกล้าขัดคำสั่งเขา นอกจากความเคารพและความเลื่อมใส มารยาทของเทพเซียนเมื่ออยู่ต่อหน้าเขาล้วนเต็มไปด้วยความเกรงใจ
นี่เป็ครั้งแรกในรอบแสนปีที่มีคนกล้าไร้มารยาทต่อหน้าเขา ไม่ใช่เพียงหนึ่งคนแต่มีถึงสองคน เขาเชื่อแล้วว่าผู้คนต่างพูดว่าที่ที่วุ่นวายที่สุด หากปรโลกบอกว่าตนอยู่อันดับสอง คงไม่มีใครกล้าพูดถึงอันดับหนึ่ง
ป๋ายฮวากัดริมฝีปากจนแดงก่ำ ลืมตาขึ้นจ้องมองเขาพยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น “พะเพียงแค่ยุติาไม่ใช่หรือ ข้าทำได้แน่นอน ข้าทำเอง เคราะห์์ข้าจะจัดการแทนท่านเอง”
“หลบไป” เฮยหลงเดินหลบเพราะคิดว่าิญญาตัวนี้คงเลอะเลือนไปแล้ว
ป๋ายฮวาใช้เล็บหยิกแขนตัวเองเพื่อปลุกความกล้าในตัว “ขะข้าผิดเอง เป็ความผิดข้าเอง ขะข้าผิดไปแล้ว ฮึก ข้าผิดเอง ฮือ ข้าขอโทษ” เสียงหวานพูดวกไปวนมา
ยิ่งพูดก็ยิ่งร้องไห้ ยิ่งร้องไห้ก็ยิ่งเสียงดังมากขึ้นจนคนอื่นหันมามอง แต่นางควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้นี่นา ั้แ่เกิดมาแม้ถูกรังแกไปบ้าง แต่นางก็เติบโตมาด้วยความรักของท่านตาท่านพ่อท่านแม่ แม้จะไม่ได้รับความเป็ธรรม แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ตัวเองทำผิดต่อคนอื่น นี่เป็ครั้งแรกที่รู้สึกผิด นอกจากนี้คนผู้นั้นยังเป็มหาเทพเฮยหลงอีก นอกจากความรู้สึกผิดแล้ว ความกลัวนางก็มีมากเช่นกัน
หากมหาเทพรู้ว่านางเป็ต้นเหตุ ท่านจะทำโทษนางหรือไม่ จะกล่าวโทษบิดามารดานางหรือไม่ จะผิดใจกับท่านตาเผ่าจิ้งจอกเก้าหางหรือไม่ หากท่านโกรธจนทำร้ายคนรอบตัวของนางล่ะ นางแบกรับความกลัวนี้ไม่ไหวแล้ว
“ฮึก ขะ ข้าผิดเอง ข้าคนเดียว ขะข้าผิดไปแล้ว ฮือ” ยิ่งพูดยิ่งร้องไห้ ยิ่งพยายามอธิบายยิ่งหวาดกลัวว่าเขาจะรู้ตัวตนของนางและพาลโกรธบิดามารดาและท่านตาด้วย
เฮยหลงยกนิ้วนวดขมับจนเส้นเืเต้นตุบๆ พยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น มองหญิงสาวเปื้อนโคลนตรงหน้าด้วยสายตาจนปัญญา อาจจะเป็เพียงิญญาที่ขึ้นมาจากโลกมนุษย์เท่านั้น จึงทำใจไม่ได้ว่าตัวเองตายไปแล้ว เขาบอกตัวเองอย่างใจเย็นก่อนจะเดินหลบออกไปอีกด้าน
“ท่านจะไปไหน” ป๋ายฮวาน้อยรีบร้องห้ามเพราะนี่คือครั้งที่สองแล้วที่มหาเทพหลบนางไปทางด้านข้าง ทำให้นางมีความกล้าคว้าข้อมือเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว ทั้งน้อยใจที่ถูกเดินหลบทั้งความรู้สึกผิด ทำให้นางทำอะไรไร้ความยั้งคิด
“ปล่อย” เฮยหลงบอกเสียงเย็นก่อนจะสะบัดมือน้อยๆ เปื้อนโคลนออกจากแขนตนเอง ใบหน้าหล่อขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เพราะหลายแสนปีนับแต่โตมา ไม่เคยมีใครกล้าแตะเนื้อต้องตัวเขามาก่อน แม้แต่เวลาต่อสู้เขายังไม่เคยแตะต้องตัวศัตรู ไม่ใช่ว่ารังเกียจ เขาเพียงไม่คุ้นชินที่มีคนมาแตะเนื้อต้องตัวเท่านั้น
“โอ้” เทพลิขิตเอามือปิดปากด้วยความใ ดวงตากลมเท่าไข่ห่านมองทั้งสองคนสลับไปมา ไม่เห็น ข้ามองไม่เห็น ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เขาส่ายหน้าบอกตัวเองเพราะวันนี้เห็นมหาเทพผู้เฒ่าเสียหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่รู้ว่าตบะเซียนของเขาลดน้อยลงไปมากเท่าใดแล้ว
ป๋ายฮวาน้อยถูกสะบัดมือทิ้งก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม “ท่านหลบข้าอีกแล้ว หลบข้าอีกแล้ว ข้ายอมรับผิดแล้วไม่ใช่หรือ ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ท่าน.... ฮึก” ยิ่งพูดก็ยิ่งไม่รู้เื่มากกว่าเดิม
เฮยหลงมองร่างเล็กก่อนจะขมวดคิ้วมุ่น ยกแขนที่มีรอยโคลนขึ้นมาดม “กลิ่นลูกท้ออีกแล้ว .....เ้า......” เขามองร่างซึ่งเต็มไปด้วยโคลนด้วยความสงสัยเพราะกลิ่นลูกท้อนี้อีกแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เขาควรซักถามเพื่อคลายความข้องใจหรือควรรีบลงไปเกิดในโลกมนุษย์เบื้องล่างดี
“มหาเทพผู้เฒ่า ยายเมิ่งหนีไปแล้วขอรับ เดี๋ยวข้าตักน้ำแกงลืมเลือนให้ท่านเอง เอ๊ะ เกิดเื่อะไรขึ้นหรือไม่” าาปรโลกรีบกลับมารับหน้าที่แทนยายเมิ่งซึ่งหนีไปไกลแล้ว ก่อนจะตักน้ำแกงด้วยตัวเองและยื่นให้มหาเทพ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นมองมหาเทพและิญญาร่างโคลนด้วยความสงสัย
เขามองซ้ายมองขวา เห็นเส้นเืข้างขมับมหาเทพเต้นตุบๆ คล้ายข่มอารมณ์โกรธ กับิญญาสาวซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายความตายยืนร้องไห้คล้ายได้รับความไม่เป็ธรรม เขาวิ่งตามยายเมิ่งไปครู่เดียว เกิดเื่อะไรขึ้นงั้นหรือ
“ไม่มีอะไร” เฮยหลงส่ายหน้าก่อนจะเดินผ่านไปเพราะไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายในปรโลกไปมากกว่านี้ และอยากจะออกไปจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายเหล่านี้สักที
“นี่” ป๋ายฮวาเมื่อเห็นว่าเฮยหลงไม่สนใจก็จะเดินตามไปทันที “หยุดๆ” ิญญาด้านข้างรีบจับตัวนางไว้เพราะไม่อยากให้พวกพ้องต้องดับสูญสลายเพราะความไม่รู้เื่ของนาง
นั่นคือท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่เชียวนะ เพียงสะบัดมือครั้งเดียวิญญาเล็กๆ ของพวกเขาก็สามารถสูญสลายไปแล้ว ดับสูญชั่วนิจนิรันดร์ ทางที่ดีไม่ควรหาเื่ยั่วโทสะเทพท่านนั้น และหนีห่างให้ไกลที่สุด ไม่ดีกว่าหรือ
“ปะปล่อย ปล่อยข้า” ป๋ายฮวาบอกเสียงสั่นด้วยความกลัวเมื่อคิดถึงประสบการณ์ของหุบเหวหลายวันก่อน แม้รู้ว่าิญญาเหล่านี้ปราถณาดี แต่นางไม่สามารถเอาชนะความหวาดกลัวในใจที่ฝังลึกนี้ได้จริงๆ
ิญญาตนอื่นทำเป็ไม่ได้ยินทั้งยังจับนางไว้แน่นกว่าเดิม “ปะปล่อย” เสียงเล็กเบาหวิวขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาการสั่นจากความกลัว ไร้เรี่ยวแรงจะเรียกเฮยหลงให้หันกลับมาอีกต่อไป
มหาเทพเฮยหลงมองร่างเปื้อนโคลนซึ่งกำลังถูกิญญาตนอื่นดึงไว้ครู่หนึ่งก่อนจะรับถ้วยแกงลืมเลือนจากในมือาาปรโลกมาดื่มอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากเสียเวลาในปรโลกไปมากกว่านี้
“อึก” ชายหนุ่มกลืนน้ำแกงรสชาติไม่ได้เื่พร้อมขมวดคิ้วไปด้วย พยายามกลืนมันลงคอจนหมดทั้งที่จมูกยังได้กลิ่นสาปคล้ายความตายกลิ่นอายของการดับสูญในโพลงปาก อยากจะคายออกมาแต่กลับเริ่มไร้ความนึกคิดจนต้องกลืนมันลงไปอย่างเหม่อลอยจนหมด
ดวงตาไร้ความรู้สึก มีเพียงความว่างเปล่าคล้ายลืมไปแล้วว่าตัวเองคือใคร และอยู่ที่ใด ดวงตาัมองตรงเพียงข้างหน้าเท่านั้น าาปรโลกคารวะอย่างนอบน้อมหนึ่งครั้งก่อนจะเดินหลบทางให้มหาเทพเฮยหลงเพราะตอนนี้รู้ว่าท่านเทพลืมตัวตนจนหมดสิ้นแล้ว
“มะไม่ นะ” เสียงหวานร้องะโบอกก่อนจะตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต “อึก” เสียงหวานกลืนรสหวานคาวลงคอเมื่อต้องตัดใจถอนขนหงส์ออกมาหนึ่งเส้นด้วยความเ็ป “ตามไป” นางบอกก่อนจะสะบัดขนหงส์สีขาวใส่แผ่นหลังของเฮยหลงรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกตเห็นทัน
มหาเทพเฮยหลงชะงักเล็กน้อยก่อนจะหันหลังมาบอกทุกคนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก าาปรโลกเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ หรือท่านผู้เฒ่ายังไม่ลืมเลือนตัวตนเพราะพลังเทพมากเกินไป น้ำแกงยายเมิ่งจึงทำให้ลืมเลือนไม่ได้ บางทีอาจจะต้องเพิ่มอีกถ้วย าาปรโลกคิดเพราะตอนนี้เริ่มตัดสินใจไม่ถูก ดื่มมากเกินไปก็อาจจะปัญญาอ่อน น้อยเกินไปอาจจะไม่ลืมเลือน
เขาควรทำอย่างไรดี
แต่ก่อนที่าาปรโลกจะตัดสินใจยากไปมากกว่านี้ มหาเทพเฮยหลงก็หันกลับไปและเดินไปยังเส้นทางโลกมนุษย์ตามเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ร่างกายแข็งทื่อ ดวงตาเลื่อนลอย าาปรโลกจึงวางถ้วยแกงในมือลงเมื่อเห็นว่าเขาคงจะลืมเลือนไปจนหมดแล้วจริงๆ
“เฮ้อ” ป๋ายฮวาถอนใจที่สามารถฝังขนหงส์ลงบนตัวมหาเทพเฮยหลงได้แล้ว หากว่ามีขนหงส์เส้นนี้ โลกมนุษย์หลายพันล้านใบ นางต้องหาเขาเจอแน่นอน ถึงตอนนั้นค่อยตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรต่อไป หากเป็เมื่อก่อน ตามตบะของมหเทพเฮยหลง นางคงไม่สามารถแอบทำการลับหลังเช่นนี้ได้ โชคยังดีที่ท่านมหาเทพลืมเลือนหมดสิ้นทุกอย่าง ทำให้นางปักขนหงส์บนตัวเขาได้อย่างง่ายดาย
ขอเฝ้าฝันเพียงพานพบรัก
แม้หยาดน้ำตาตกกระทบธุลีดิน