พวกของทิวได้กลับมายังห้องพยาบาลแล้ว….
“แล้วทีนี้คุณจะทำยังไงต่อไปล่ะ?” ทิวถามขึ้นมาอย่างสงสัย
“ทำยังไงนี่หมายความว่าอย่างไรเหรอเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีถามกลับ
“ก็หมายความว่า ต่อจากนี้เธอจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง?” ทิวอธิบาย
“อ้อ เื่นั้นนี่เอง ก็.... ข้าก็คงต้องออกเดินทางตามหาเ้าทอง เพื่อนของข้าก่อน แล้วจากนั้นก็พวกเราค่อยเดินทางตามหาสร้อยคอแห่งกาลเวลาและ ‘ผู้กอบกู้’ ของพวกเราต่อไปน่ะเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีตอบ
“แล้วเื่การกินอยู่ คุณภาพชีวิตล่ะ?” ทิวถามต่อ
“ก็คงจะเดินทางไปเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั่น กลางแจ้งบ้าง ขอคนอื่นอาศัยบ้าง ถ้าหิวก็คงจะล่าสัตว์มากินประทังหิวน่ะเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีตอบหน้าตาเฉย
“ให้ตายสิ เธอเนี่ยน้า…. สมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อนซักหน่อยที่สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่จะเป็ป่าเขาลำเนาไพร เดี๋ยวนี้น่ะมีแต่ป่าคอนกรีตทั้งนั้น…. แล้วไหนจะเื่คนอีก…..คนสมัยนี้น่ะไม่ได้เป็คนใจดีไปซะทุกคนหรอกนะ ส่วนใหญ่ที่เห็นๆ น่ะมีแต่หน้าเนื้อใจเสือกันทั้งนั้น…เฮ้อ…” ทิวอธิบายและถอนหายใจอย่างหนักใจ
“อย่างนั้น….หรอเ้าคะ…?” จันทร์เพ็ญมณีตอบกลับ เธอก้มหน้าลงแล้วครุ่นคิด
“เฮ้อ…ช่วยไม่ได้น้า… ถ้าอย่างนั้นถ้าเธอไม่ว่าอะไรก็มาอยู่อาศัยที่บ้านเช่าของผมไปพลางๆ ก่อนก็ได้ รอเ้าทองของคุณกลับมา แล้วเราค่อยหาเบาะแสออกตามหาสร้อยคอแห่งกาลเวลาและผู้กอบกู้ของคุณด้วย….ดีไหม?” ทิวเสนอทางเลือก
“จะดีเหรอเ้าคะ!!?” จันทร์เพ็ญมณีะโด้วยความดีใจ เธอโผล่พรวดมาตรงหน้าของทิวตอนไหนก็ไม่รู้
“อ…อื้ม ก็ดีสิ ทำไมเหรอ?” ทิวตอบ เขาเบือนหน้าหลบสายตาของหญิงสาวที่จ้องมองมาอย่างเปล่งประกายอย่างเขินอาย
“ข้าขอถามได้ไหมเ้าคะ ว่าเหตุใดท่านถึงใจดีกับข้าถึงเพียงนี้?”
“ก็จะปล่อยให้ผู้หญิงเดินทางไปไหนมาไหนกันตามลำพังกับนกในยุคนี้มันก็อันตรายจนเกินไปใช่มั้ย? แล้วยิ่งเป็ผู้หญิงหลงยุคอีก….ผมก็แค่ทนไม่ได้ถ้าต้องเห็นคุณต้องไปลำบากแบบนั้นน่ะ….” ทิวตอบ
“เพราะเหตุผลแค่นั้นเอง….” จันทร์เพ็ญมณีพึมพำ เธอค่อยๆ กุมมือของทิวขึ้นมาอย่างช้าๆ
“ขอบคุณท่านมากเลยนะเ้าคะ! ท่านทิวบอกว่าผู้คนสมัยนี้ส่วนใหญ่หน้าเนื้อใจเสือ แต่ท่านทิวหาใช่คนแบบนั้นเลย ข้ารู้สึกโชคดีมากเลยล่ะเ้าค่ะที่ได้พบกับท่านทิว!” หญิงสาวกุมมือของสาวหนุ่มขึ้นมาและยิ้มกว้าง เล่นทำเอาชายหนุ่มหน้าแดง
“ผ…ผมไม่ได้เป็คนใจดีอะไรขนาดนั้นหรอกน่า…” ทิวเบือนหน้าหนี ขันทร์เพ็ญมณียิ้มหวานให้เขา
“ล..แล้วจะกุมมือกันไปถึงไหน!? ปล่อยมือได้แล้วน่า…หญิงสาวกุมมือกับชายหนุ่มที่พึ่งพบกันได้ไม่นานมันไม่ดีไม่งามไม่ใช่เหรอ?” ทิวกล่าวอย่างอายๆ
“ชะอุ้ย! ขออภัยเ้าค่ะ!!” จันทร์เพ็ญมณีรีบปล่อยมือของอีกฝ่าย ทิวหันหน้าไปอีกทางและเกาแก้มที่แดงก่ำด้วยความเขินอาย ซึ่งจันทร์เพ็ญมณีก็หันไปอีกทาง เธอกุมมือของตนและหน้าแดงเช่นกัน
………………………………………………………………………………………………………
วันรุ่งขึ้น ทิวจึงพาจันทร์เพ็ญมณีมาที่บ้านเช่าของเขา มันเป็บ้านสองชั้นที่สร้างแบบรูปทรงเลขาคณิตแบบง่ายๆ มีที่จอดรถติดกับตัวบ้าน มีรั้วกั้นไม้และที่หน้าบ้านนั้นมีสวนขนาดย่อมและมีต้นมะม่วงใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง มีชิงช้าห้อยลงมาจากกิ่ง และใกล้ๆ นั้นมีม้าหินอ่อนเล็กๆ ไว้พักผ่อน
“โอว…เรือนของท่านสวยมากเลยนะเ้าคะ” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวชมพลางมองดูรอบๆ อย่างตะลึงตาลาน ซึ่งเธอมีอาการแบบนี้มาั้แ่ทิวขับรถแกร๊บพาเธอออกจากโรงพยาบาลมาแล้ว
ทิวคิดถึงเหตุการณ์เมื่อตอนนั้นอีกครั้ง….
“โอว…นี่มันเกวียนชนิดใดกันเ้าคะ? ไยถึงทำจากเหล็กและมีเพียงแค่สองล้อเท่านั้น? แล้วม้าล่ะเ้าคะ? ไฉนถึงไม่มีม้าลาก? แล้วแบบนี้มันจะเคลื่อนที่ได้เหรอเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีถาม เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าโรงพยาบาลที่ทิวจอดรถแกร๊บไบท์ของเขาอยู่
“มันคือมอร์เตอร์ไซต์น่ะ ไม่ต้องใช้ม้าหรอก เพราะมันขับเคลื่อนได้ด้วยน้ำมันน่ะ อ้อ! แต่ก็มีแรงม้าอยู่นะ แต่ผมจำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ แต่รับรองว่าเร็วไม่แพ้ม้าของจริงแน่นอน!!” ทิวตอบกลับอย่างมั่นใจ
“แต่ว่า….,มันมีแค่สองล้อเองนะเ้าคะ มันจะไม่อันตรายงั้นหรือ?” จันทร์เพ็ญมณียังคงมีความกังวล
“เชื่อมือผมเถอะน่า!! นี่ขี่มาตั้งหลายปีก็ไม่เห็นเคยประสบอุบัติเหตุเลยนะ! ถ้าคุณกังวลล่ะก็ผมจะขับช้าๆ ให้ก็ได้ ตกลงไหม?” ทิวกล่าวอย่างมั่นใจ
“ถ้าท่านว่าอย่างนั้น….ก็ได้เ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณียอมในที่สุด
“ดีล่ะ!! ถ้างั้นก็โดดขึ้นรถมาเลย!!” ผมจะพาซิ่ง! เอ่อ หมายถึงขับกินลมชมวิวน่ะ แฮะๆๆ” ทิวกล่าวพลางก้าวขึ้นรถและตบเบาะเชื้อเชิญให้หญิงสาวขึ้นนั่ง
“เ้าค่ะ!” จันทร์เพ็ญมณีขึ้นนั่งบนรถด้วยท่าพับเพียบหันข้าง
“จับเอวผมไว้นะ จะได้ไม่ตก” ทิวกล่าวแนะนำ
“อ…เอ๋!? ตะ แต่ว่า…” จันทร์เพ็ญมณีอึกอัก
“เถอะน่า…เพื่อความปลอดภัยไง” ทิวย้ำเตือน
“ก…ก็ได้เ้าค่ะ…” จันทร์เพ็ญมณียอมตกลงในที่สุด เธอค่อยเอามือโอบเอวของชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล และเบือนน้าหนีไปอีกทาง
‘อ่ะ… จะว่าไปพอมาคิดๆ ดูอีกทีแบบนี้มันก็น่าอายนิดๆ แฮะ….’ ทิวพึ่งนึกได้ แต่สายไปเสียแล้ว เขาเลยต้องหน้าแดงไปพร้อมๆ กับหญิงสาวสักพักใหญ่ๆ เลย กว่าที่ทั้งสองคนจะกล้าเปิดปากคุยกัน
…………………………………………………………………………………………………………
“ท่านทิวเ้าคะ?” เสียงของจันทร์เพ็ญมณีดังขึ้น ปลุกชายหนุ่มจากภวังค์
“อ่ะ…อื้ม! ว่ายังไงเหรอ?” ทิวสะดุ้ง และกล่าวถามหญิงสาวออกไป
“ท่านเป็อะไรเหรอเ้าคะ? เห็นเหม่อมองอะไรอยู่นานเลย?” จันทร์เพ็ญมณีถามขึ้นด้วยความเป็ห่วง
“อ้อ!! เปล่าหรอก! แแค่คิดอะไรนิดหน่อย! ถ้างั้นเราเข้าไปในบ้านกันเลยดีกว่าไหม ป่านนี้ยัยพิมคงรอแย่แล้ว ฮะๆๆ” ทิวแก้ตัวน้ำขุ่นๆ แล้วรีบเปลี่ยนเื่ พลางผลักหลังหญิงสาวให้รีบเข้าไปในบ้านด้วยท่าทีมีพิรุธ
“อ…เอ๋!? ท่านทิวคะ? ไยถึงผลักไสข้าแบบนั้น!?” จันทร์เพ็ญมณีถามขึ้นด้วยความแปลกใจในท่าทีของอีกฝ่าย
ทิวพาจันทร์เพ็ญมณีมาถึงหน้าประตูบ้าน พอเขาผลักประตูเข้าไป เขาก็พบกับเด็กสาวคนหนึ่งที่เขาคุ้นเคย เด็กสาวหน้าตาดูเป็มิตร ไว้ทรงผมสั้นสีดำ ใส่เสื้อคอกระดุมแขนยาวและกระโปรงยาวที่อยู่ในวีลแชร์ คือพิมนั่นเอง
เด็กสาวเข็นวีลแชร์ของเธอเข้ามาใกล้ๆ และกล่าวขึ้นว่า “พี่ทิว! กลับมาแล้วเหรอคะ? หนูรอแทบแย่ ว่าแต่นี่คือพี่จันทร์เพ็ญมณีสินะคะ? เมื่อวานนี้พี่ทิวพูดถึงเื่ของพี่ไม่หยุดเลย ทั้งความสวยเอย ทั้งความมหัศจรรย์เื่พลังอาคมเอย—” พิมกล่าวพลางเข้าไปจับมือของหญิงสาว ทิวรีบเอามือปิดปากของน้องสาวไว้
“ยัยพิม!! พอแล้วน่า… ไม่เห็นเหรอว่าทำให้คุณจันทร์เพ็ญมณีเค้าลำบากใจแค่ไหน?” ทิวรีบกล่าวห้ามด้วยหน้าที่แดงก่ำ
“แหม…พี่ทิวนี่ล่ะก็….ไม่เห็นต้องอายเลย ทีตอนพูดกับน้องนี่ทำหน้ายิ้มตาปรือเสียเต็มประดา อุ้ป—-” พิมกล่าว แต่ก็โดนทิวเอามือปิดปากอีกครั้ง
“ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ! คือยัยนี่ก็พูดไปเรื่อย!” ทิวรีบแก้ตัวกับจันทร์เพ็ญมณี หญิงสาวยิ้มอย่างรู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ไม่ได้ปริปากอะไร
“งั่ม!!” เสียงของพิมที่กัดมือของทิวเข้าไปเต็มๆ
“อุจ๊ากกก!!!” ทิวะโขึ้นด้วยความเ็ป พลางจับมือของตนที่โดนฝังเขี้ยวเข้าไปเต็มๆ
“ทำบ้าอะไรของเธอเนี่ยยัยพิม!! เกิดนิ้วพี่ขาดจะทำยังไง!!?” ทิวหันมาเอ็ดน้องสาวทั้งน้ำตา
“ก็พี่ทิวหาว่าหนูพูดไปเรื่อยนี่คะ? ทั้งๆ ที่หนูพูดความจริงแท้ๆ! ฮึ! ให้มันโดนซะมั่ง!!” พิมหันมาตอบกลับเสียงแข็ง ทั้งสองคนจึงจ้องตากันจนราวกับเหมือนจะมีกระแสพลังไฟฟ้าเปรี๊ยะๆ ออกมาจากดวงตาเข้าปะทะกัน
“ฮิๆๆ พวกท่านทั้งสองคนเป็พี่น้องที่สนิทกันดีนะเ้าคะ” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ
“ตรงไหนกัน!!?” ทั้งสองคนหันมาถามขึ้นพร้อมกัน
“แหม…ก็ตรงนี้แหล่ะเ้าค่ะ เพราะทั้งสองคนมีนิสัยคล้ายๆ กัน จึงมักจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ข้าเชื่อว่าทะเลาะกันเดี๋ยวเดียวก็กลับมาคืนดีกันได้ นั้นแล คือสายสัมพันธ์ฉันพี่น้องอันแสนงดงาม” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และเดินเข้ามาใกล้ๆ และจับมือของทั้งสองคนเข้ามากุมไว้ด้วยกัน
“เพราะฉะนั้น… อะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็ให้อภัยกันไว้นะเ้าคะ” เธอกล่าวและยิ้มให้ทั้งสองคนจนคนทั้งคู่หน้าแดง
“อยู่แล้วล่ะค่ะ เพราะพี่ทิวคือพี่ชายที่พิมรักที่สุดนี่นา….” พิมกล่าวเสียงแ่เบาด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ
“ยัยบ้า…. ดันพูดเื่แบบนั้นซะได้….” ทิวตอบกลับ เขาค่อยๆ เอามือลูบหัวน้องสาวแทนความรู้สึกและเบือนหน้าหนีไปอีกทาง จันทร์เพ็ญมณีมองภาพทั้งสองคนและยิ้มจนตาปรือ
“อะแฮ่ม!! เอิ่ม จันทร์เพ็ญมณีพึ่งออกจากโรงพยาบาลมาใช่มั้ยล่ะ แล้วนี่ก็เที่ยงพอดี งั้นเรามาทานมื้อเที่ยงกันดีกว่า!” ทิวเปลี่ยนเื่เพื่อแก้เขิน
“เย้— กับข้าวฝีมือพี่ทิวล่ะ!! กับข้าวฝีมือพี่ทิวน่ะสุดยอดสุดๆ ไปเลยย!! พี่จันทร์เพ็ญมณีต้องลองดูนะคะ!” พิมกล่าวด้วยน้ำเสียงแบบดีอกดีใจจนออกนอกหน้า
“ยัยพิมก็พูดจนเกินไป ฝีมือการทำอาหารของผมมันก็ไม่เท่าไหร่หรอกน่า…” ทิวพูดเช่นนั้น แต่ตอนนี้รู้สึกร่างของเขาดูเหมือนจะลอยขึ้นขณะที่กำลังเดินไปยังห้องครัวแล้วนะ เท้าแทบจะไม่ติดพื้นแล้ว!
“โอว…น่าสนใจจังเลยเ้าค่ะ ข้าขอตามเข้าไปดูด้วยได้ไหมเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวขึ้นอย่างสนอกสนใจ
“ได้สิ” ทิวตอบ
………………………………………………………………………………………………………
“วันนี้พี่ทิวจะทำเมนูอะไรเหรอคะ?” พิมถามขึ้น ตอนนี้ทั้งสามคนอยู่ในครัวที่สะอาดสะอ้าน
“ผัดผักบุ้งไฟแดงน่ะ” ทิวตอบ
“โหว— เล่นของยากเลย เอ๊– หรือเพราะอยากจะอวดสาวหรือเปล่าน้าา?” พิมแกล้งทำเสียงสงสัย
“ม…ไม่ใช่น่า!! พี่ก็แค่อยากกินเท่านั้น! แล้วอีกอย่างนี่ก็เป็ของโปรดของพิมด้วยไม่ใช่หรือไง?” ทิวรีบปฏิเสธและแก้ตัวอย่างรวดเร็ว
“ค่าๆ พี่ทิวจอมปากไม่ตรงกับใจ ฮิๆๆ” พิมกล่าวและหัวเราะออกมาเบาๆ
“หนอย...ยัยเด็กคนนี้...แสบจริงๆ นะ!” ทิวพึมพำเบาๆ
ทั้งสองคนพี่น้องต่างก็แยกย้ายกันทำหน้าที่ภายในครัว ทิวเตรียมครกเพื่อตำพริกกระเทียม ขณะที่พิมเตรียมล้างผักบุ้งเพื่อนำมาผัด
ขณะที่พิมกำลังหั่นผักบุ้งอยุ่นั้น จันทร์เพ็ญมณีที่กำลังดูอยู่ไม่ห่างก็ชักสนใจ
“ว้าว! ท่านพิม ข้าขอลองดูมั่งได้ไหมเ้าคะ? เกิดมาข้าก็ไม่เคยทำอาหารเช่นนี้เลย ทว่า ดูๆ แล้ววิธีนี้ก็น่าจะทำง่ายๆ มิได้ยากเย็นอะไรนะเ้าคะ” จันทร์เพ็ญมณีกล่าว
“แหม… หนูนึกว่าพี่จันทร์เพ็ญมณีจะเป็แม่ศรีเรือนอยู่แล้ว ผิดคาดเลยนะคะเนี่ย! อ่ะ ลองดูสิคะ” พิมกล่าว พลางยื่นมีดให้อีกฝ่าย
“แฮ่ๆ พอดีข้าเกิดในราชวงศ์น่ะเ้าค่ะ ก็เลยไม่ได้ฝึกงานบ้านงานเรือนแบบผู้หญิงธรรมดาๆ …” จันทร์เพ็ญมณีกล่าว เธอยิ้มเศร้าๆ เล็กน้อย ขณะที่นึกถึงตนเองในวัยเด็ก ที่ครั้งนึงเธอเคยแอบหนีมาในห้องครัวของปราสาท และขอให้คนครัวสอนทำอาหารให้ แต่กลับโดนปฏิเสธเพราะถูกมองว่าเธอเป็องค์หญิง ไม่ควรมาทำอะไรแบบนี้
“อย่างนั้นเหรอคะ? อืมๆ น่าเสียดาย… แต่ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ! ถ้าพี่้า หนูจะช่วยสอนวิถีแห่งแม่ศรีเรือนให้! เผื่อในอนาคตจะได้เป็แม่ศรีเรือนให้คนแถวนี้ อิๆๆ” พิมกล่าวพลางหัวเราะเบาๆ
“อ่ะแฮ่ม!!” เสียงของทิวกระแอมมาจากด้านหลัง
“ให้ตายสิ หูดีชะมัดเลย ไกลขนาดนี้แล้วยังอุส่าได้ยินอีกนะคะ....” พิมพูดด้วยเสียงที่แ่เบาลงกว่าเดิม จันทร์เพ็ญมณีมองดูเธอและยิ้มตาปรืออย่างเอ็นดู โดยไม่ทันระวังเลยว่า…!
“โอ้ย!” เธอร้องขึ้นด้วยความเ็ป
“พี่จันทร์เพ็ญมณี! เป็อะไรรึเปล่าคะ?” พิมถามด้วยความเป็ห่วง
“ไหนดูซิ…อูว…มีดบาดนิ้วชี้…ไม่เป็ไรนะครับ? ยัยพิม พาคุณจันทร์เพ็ญมณีไปทำแผลก่อน พี่จะจัดการต่อเอง ตอนนี้พี่ก็ตำพริกกระเทียมเสร็จแล้ว” ทิวเข้ามาดูอาการและสั่งน้องสาว
“รับทราบค่ะ!” พิมรับคำ ก่อนที่จะพาหญิงสาวออกไป
…………………………………………………………………………………………………………
“เท่านี้ก็เรียบร้อย!” พิมกล่าวและถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างผ่อนคลาย หลังจากทำการปฐมพยาบาลให้หญิงสาวสำเร็จ
“ขอบน้ำใจท่านมากนะเ้าคะ และขออภัยที่ต้องรบกวน ข้านี่มันช่างสะเพร่าจริงๆ เลยเ้าค่ะ….ฮือ...” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวอย่างรู้สึกผิด เธอก้มหน้าลง ดูนิ้วชี้ของตนที่ถูกพันไว้ด้วยผ้าพันแผลอย่างดี และหยาดน้ำตาเล็กๆ ก็ไหลออกมาข้างแก้ม
“ไม่หรอกค่ะ! พี่ทำได้ดีแล้วสำหรับมือใหม่ ไม่โดนมีดบาดซักครั้งสิถึงจะแปลก ถือว่าเป็บทเรียน คราวหน้าจะได้ระมัดระวังตัวมากขึ้นด้วย” พิมกล่าวปลอบใจและชี้ให้เห็นถึงข้อดีจากความผิดพลาด
“เ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีตอบกลับ เธอคลายความเศร้าลงแล้ว
“ฮิๆ พี่จันทร์เพ็ญมณีต้องฝึกเข้าครัวให้มากๆ นะคะ จะได้มาเป็แม่ศรีเรือนได้อย่างเต็มภาคภูมิ
จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้พี่ทิวด้วย เค้าจะได้ทำงานได้อย่างเต็มที่” พิมกล่าวขึ้นพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“ได้เลยเ้าค่ะ! เอ่ะ— เดี๋ยวก่อนนะเ้าคะ?” จันทร์เพ็ญมณีตอบรับ แต่แล้วก็ต้องเอะใจกับประโยคหลัง “ข… ข้ามิได้คิดกับท่านทิวในทำนองนั้นเลยนะเ้าคะ!!” จันทร์เพ็ญมณีปฏิเสธด้วยใบหน้าที่คค่อยๆ แดงขึ้น เธอรีบปัดมือเป็พัลวันอย่างลนลาน
“เห…แน่ใจเหรอคะ? หนูเห็นพวกพี่สองคนตอนอยู่ด้วยกันก็มีออร่าฟรุ้งฟริ๊งๆ ออกมาตลอดจนหนูััได้…ััเื่ความรักของหนูน่ะเฉียบคมมากเลยนะคะ ขอบอก.... ฮิๆๆ” พิมกล่าวและเอามือปิดปากและหัวเราะเบาๆ
“ท่านพิมนี่ล่ะก็! พูดมิรู้เื่! ข้ามิพูดด้วยแล้ว!” จันทร์เพ็ญมณีปึงปังและเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ซึ่งพิมสังเกตว่าหลังหนูของเธอแดงก่ำ เธอจึงอมยิ้มและหลุดขำออกมาเบาๆ
“กับข้าวเสร็จแล้วนะ…หืม? ทั้งสองคนเป็อะไรไปเหรอ?” ทิวเดินเข้ามาตามทั้งสองคน แต่ก็สงสัยขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นอาการของทั้งสองคน
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ พิมแค่คุยกับพี่จันทร์เพ็ญมณีกันเื่ทั่วไป เื่ของผู้หญิงน่ะ ผู้ชายไม่ต้องรู้หรอก ฮิๆๆ” พิมหัวเราะ และรีบเปลี่ยนเื่ทันที “ว่าแต่กับข้าวเสร็จแล้วใช่ไหมคะ? เย้— ไปกินกันเลย พี่จันทร์เพ็ญมณี ไปกินกันเถอะค่ะ! พี่ทิว!! เข็นรถให้น้องด้วย น้องหิวจนไม่มีแรงเข็นเองแล้วค่า!!”
“คร้าบๆ ถึงไม่ขอก็จะทำให้อยู่แล้ว…” ทิวกล่าว แล้วเข้ามาเข็นวีลแชร์ของน้องสาว พลางนึกสงสัยว่าสองคนนี้คุยอะไรกัน แต่ไม่ได้ถามอะไร
“ไม่ต้องขอ– ชั้นก็จะทำให้—” พิมร้องเพลงออกมาอย่างอารมณ์ดี
…………………………………………………………………………………………………………
บนโต๊ะอาหารรูปวงกลมที่ปูด้วยผ้าสีขาวสะอาด มีขนาดพอๆ ที่สี่คนนั่งได้ ทิว พิม และจันทร์เพ็ญมณีกำลังนั่งและกำลังรับประทานอาหารกันอยู่
“อื้ม! รสมือของท่านทิวนี้ดีมากเลยล่ะเ้าค่ะ น่าแปลกมากเลย ข้าไม่เคยเจอผู้ชายที่ทำอาหารเป็มาก่อนเลยล่ะเ้าค่ะ” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวพลางตักข้าวเข้าปากแล้วเคี้ยวพลางเอามือลูบแก้มด้วยความฟิน
“ก็ค่านิยมสมัยก่อนเขาเน้นในเื่การแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนนี่นะ ผู้ชายต้องห้าวหาญ ทำงานนอกบ้าน ส่วนผู้หญิงต้องเป็แม่ศรีเรือน ทำงานในบ้านเกือบทั้งหมด ส่วนสมัยนี้น่ะ แิแบบนั้นก็ห่างหายไปตามกาลเวลา” ทิวครุ่นคิด
“อย่างนั้นเหรอเ้าคะ?”
“ใช่แล้วค่ะ! แต่อย่างไรเสียพี่จันทร์เพ็ญมณีก็จะเป็แม่ศรีเรือนอยู่แล้ว ใช่มั้ยล่ะคะ?”
“ยังจะพูดถึงเื่นั้นอีกเหรอเ้าคะ!? ขืนพูดอีกครั้งข้าจะไม่คุยกับท่านพิมอีกต่อไปแล้วนะคะ!!”
จันทร์เพ็ญมณีลุกขึ้นยืนเอามือค้ำโต๊ะด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยทั้งความเขินอายและความโกรธ
“เดี๋ยวสิ พูดเื่อะไรกัน? ผมไม่เห็นจะเข้าใจเลย แล้วทำไมคุณต้องโกรธขนาดนั้น?” ทิวถามขึ้นมาอย่างงงงวย
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะท่านทิว! ข้าจักไปล้างภาชนะเหล่านี้ให้นะเ้าคะ!” จันทร์เพ็ญมณีบ่ายเบี่ยงประเด็นและรีบเก็บจานทั้งหมดบนโต๊ะและเดินเข้าครัวไปอย่างรวดเร็ว “อ๊ะ! เดี๋ยวสิ! คุณรู้วิธีใช้น้ำยาล้างจานกับอ่างล้างจานหรอไง? มา ผมช่วย!” ทิวรีบตามไปด้วยความเป็ห่วง
“ฮิๆ ไปดีมาดีนะคะทั้งสองคน—” พิมโบกมือลาและอวยพรตามหลังคนทั้งคู่อย่างอารมณ์ดี
‘สองคนนี้เหมาะกันดีจริงๆ ….. หนูไม่รังเกียจเลยนะถ้าพี่จันทร์เพ็ญมณีจะมาเป็พี่สะใภ้ของหนู… สู้ๆ นะคะ พี่ทิว! พี่จันทร์เพ็ญมณี!’ นั่นคือสิ่งที่เธอคิด
…………………………………………………………………………………………………………
‘ฟิ้ว… วันนี้ข้าได้เรียนรู้หลายๆ เื่เลย ทั้งวิธีการล้างจานด้วยน้ำยาล้างจาน การอาบน้ำด้วยฝักบัว เตาแก๊ส กระทะ ทีวี อินเตอร์เน็ต…. โลกเปลี่ยนไปมากเลยใน่600กว่าปีมานี้….’ จันทร์เพ็ญมณีนั่งคิดอยู่คนเดียวที่ม้าหินอ่อนหน้าบ้านของทิว ตอนนี้เธออยู่ในชุดเสื้อแขนยาวสีชมพูสดใสและกระโปรงสีฟ้าที่พิมให้ยืมมา แรกๆ เธอก็ปฏิเสธที่จะใส่มันเพราะเพราะเกรงใจ แต่ว่าก็ต้องจำยอมด้วยเหตุผลที่ว่ามันเหมาะกับการใส่นอนมากกว่าชุดไทยสไบเฉียงแสนรุ่มร่ามของเธอที่ใส่มาตลอด
เธอมองไปที่ตัวบ้านและรอบๆ บ้าน ชื่นชมบรรยากาศในยามเย็น ข้างหน้าบ้านนั้นเป็ถนนในซอยเล็กๆ ในชุมชนแห่งหนึ่ง
“พี่จันทร์เพ็ญมณี นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้วนะคะ หนูว่ารีบเข้าบ้านก่อนดีกว่า เดี๋ยวอากาศเย็นแล้วพี่จะเป็หวัดนะคะ” พิมเปิดประตูออกมาเตือนด้วยความหวังดี
“เ้าค่ะ ขอข้าอยู่ต่ออีกนิดนะเ้าคะ พอดีบรรยากาศยามเย็นมันงดงามดี มันทำให้จิตใจข้าสงบลงด้วย” จันทร์เพ็ญมณีกล่าวและยิ้มให้เด็กสาว
“ก็ได้ค่ะ งั้นพิมขออยู่ด้วยนะคะ” พิมพูดเช่นนั้นพลางเข็นวีลแชร์ของตนออกมานอกตัวบ้านและปิดประตู
“ได้เลยเ้าค่ะ ได้ชมบรรยากาศยามเย็นกับสหายมันก็ดีเหมือนกัน” จันทร์เพ็ญมณีตอบรับ
“น้องสาวต่างหากล่ะคะ ตอนนี้พี่จันทร์เพ็ญมณีเป็พี่สาวของหนูแล้ว!” พิมกล่าวเช่นนั้นพลางยิ้มกว้าง เธอเข้ามากอดจันทร์เพ็ญมณีั้แ่ตอนไหนก็ไม่รู้
“โถ่… ท่านพิมนี่ล่ะก็… ก็ได้เ้าค่ะ ถ้าท่านว่าเช่นนั้นข้าจักเป็พี่สาวให้ท่านก็ได้” จันทร์เพ็ญมณีตัดพ้อ แต่ก็ยอมแต่โดยดี ทั้งนี้ เพราะเธอเห็นว่าพิมนั้นดีกับเธอมามาก จึงยอมตามใจให้เป็กรณีพิเศษ
“เย้— พี่จันทร์เพ็ญมณีใจดีจังเลย หนูรักพี่ค่ะ!” พิมกล่าวเช่นนั้นและยิ่งกระชับอ้อมกอดของตนให้แน่นขึ้นอีก
สองสาวพูดคุยและหยอกล้อเล่นกันสักพัก แล้วเปลี่ยนมาพากันมองบรรยากาศในยามเย็น เช่นนกที่บินเป็กลุ่มบนท้องฟ้าบ้าง ต้นไม้บ้าง รถราต่างๆ ที่ขับผ่านหน้าประตูบ้านไปบ้าง
“พี่จันทร์เพ็ญมณี! ดูนั่นสิคะ! นกขุนทองที่พึ่งบินมาเกาะบนเสาไฟนั่นดูจะตัวใหญ่กว่านกขุนทองทั่วไปมากเลยนะคะ ว้าว!” พิมชี้ให้หญิงสาวดูนกกาที่บินมาเกาะเสาไฟอีกฟากของถนน มันหันซ้ายหันขวาคล้ายกับกำลังหาอะไรบางอย่าง
“ไหนๆ เอ… จริงด้วยนะเ้าคะ แปลกจัง นกขุนทองปกติแล้วจักไม่ตัวใหญ่อย่างนี้ ร…หรือว่า?” จันทร์เพ็ญมณีครุ่นคิด และเหมือนจะเอะใจบางอย่างได้ เธอรีบะโเรียกทันที
“ทอง! นั่นใช่เ้าหรือเปล่า!? ทอง!?” หญิงสาวะโเรียกอย่างมีความหวัง
นกขุนทองตัวนั้นหันทางเธอ พลันก็บินมาหาหญิงสาวอย่างรวดเร็ว
“นายหญิงของบ่าว!!” นกขุนทองตัวนั้นส่งเสียงพูดออกมา มีน้ำตาแห่งความปิติไหลออกจากดวงตา
“ทอง!!” จันทร์เพ็ญมณีวิ่งออกไปหานกขุนทองตัวนั้น เธอกางแขนออกไปในท่าทางที่เหมือนเตรียมจะกอดมัน
“นายหญิงของบ่าว!!”
“ทอง!!”
“นายหญิงของบ่าว!!”
พิมมองภาพนั้นอย่างแปลกใจ พลางพึมพำเบาๆ ว่า “อุว... นกขุนทองพูดภาษาคนได้ น่ามหัศจรรย์มาก….แต่บทพูดเนี่ย....เหมือนหลุดออกมาจากหนังรักสมัยก่อนเลยแฮะ...”
จันทร์เพ็ญมณี บทที่ ๓ จบ.