ตอนที่ 1 (4)
วันนี้เป็วันที่คู่สมรสของเขาจะย้ายเข้ามา
หลังจอดรถภายในโรงจอด หยางฉุนก็ก้าวลงจากรถ เขาจำได้ว่ายังไม่เคยพบหน้า Omega คนนี้มาก่อน เห็นแค่ภาพถ่ายตรงหัวกระดาษประวัติเท่านั้น หน้ายังใสอยู่แท้ๆ แต่ใครจะรู้ว่าที่จริงแล้วโลกใบนี้ตื้นลึกหนาบางแค่ไหน
ถึงเขาจะไม่ได้ต่อต้านคู่สมรสที่แม่เลือกให้ แต่แน่นอนว่าในใจก็หวังว่าอีกฝ่ายจะรื่นหูรื่นตาอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นถ้าเอามาประดับบ้านโดยไม่ถูกชะตากันละก็ ความเจริญอาหารคงหมดกัน
หลังสแกนรูม่านตา ล็อกประตูก็เปิดออกดังแกร็ก
หยางฉุนเดินเข้าไปในห้องรับแขก และเห็นฉากเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องขบขันเหลือเกิน
ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟาดูเหนื่อยอ่อน แต่ทันทีที่ได้ยินเสียงเปิดประตู ศีรษะเล็กนั้นก็กระดุกกระดิกทันที ดีดตัวผึง ขยับนั่งตัวตรง ทั้งยังมองมาที่เขาด้วยท่าทางประหม่าราวกับสัตว์ตัวน้อย
ดวงตากลมโตที่ดูจะใสแป๋วยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้กำลังทอประกายสีม่วงรำไรอยู่ใต้แสงไฟ
หยางฉุนหัวเราะเสียงต่ำ เขาคิดว่าหน้าตาอีกฝ่ายเจริญหูเจริญตาไม่น้อย และดูเหมือนจะเป็เด็กดี ดังนั้นเขาไม่ควรเคร่งเครียดมากไปให้อีกฝ่ายใจะดีกว่า ถึงอย่างไรพวกเขาสองคนก็มีความสัมพันธ์ที่เอื้อประโยชน์ต่อกัน แน่นอนว่าหากพูดจากันดีๆ ได้ก็ควรจะคุยกันให้ดี
“ว่าไง หลินฉิงไห่ ฉันหยางฉุน นายจะเรียกชื่อเต็มฉัน หรือจะเรียกอย่างอื่นตามใจชอบก็ได้”
หลินฉิงไห่มาถึงบ้านตระกูลหยางั้แ่เช้า หลังจัดข้าวของเสร็จ เขาก็ได้แต่นั่งรอเวลาพบเ้าของบ้าน...ซึ่งก็คือคู่หมั้นของเขามาจนถึงตอนนี้
ในที่สุดก็ได้เจอกันสักที ดูเหมือนหน้าตาจะหล่อกว่าภาพถ่ายในใบประวัติเสียอีก หลินฉิงไห่คิดอย่างนั้นในใจ ความรู้สึกวิตกกังวลในใจเริ่มจะผ่อนคลายลงได้นิดหน่อย
“สวัสดีครับคุณหยาง ผมชื่อหลินฉิงไห่ คุณ คุณจะเรียกผมว่าฉิงไห่ก็ได้ครับ” หลินฉิงไห่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่กล้าล้ำเส้นเกินไป จึงตัดสินใจเรียกหยางฉุนว่าคุณหยาง
หยางฉุนเลิกคิ้ว ไม่ได้แสดงความคิดเห็นกับคำเรียกขานนั้น “คิดว่านายน่าจะรู้เื่ที่จะเกิดขึ้นระหว่างเราสองคนแล้วใช่ไหม งั้นฉันจะไม่พูดมากกับเื่นี้อีก ส่วนบ้านหลังนี้...” หยางฉุนลากเสียงคำสุดท้าย เขานึกถึงสายสนทนาที่เพิ่งคุยกับลุงอู๋เมื่อ่หัวค่ำ ฝ่ายนั้นเล่าว่าข้าวของของหลินฉิงไห่มีน้อยมาก แค่กระเป๋าเดินทางสองสามใบ นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอื่นอีก
“อืม ลุงอู๋บอกแล้วสินะว่าห้องนอนนายอยู่ไหน นายอยู่ห้องตรงข้ามฉัน ถ้ามีอะไรก็เคาะประตูเรียกได้ ถ้านาย้าข้าวของอะไรในบ้านก็บอกลุงอู๋ จะใช้อะไรก็ใช้ไป แค่อย่าเข้าไปในห้องหนังสือชั้นสองก็พอ” หยางฉุนอธิบาย
เขามองดวงตาเบิกกว้างของหลินฉิงไห่ที่กำลังแสดงท่าทางตั้งใจรับฟัง แต่มือสองข้างที่กำลังกุมหัวเข่ากลับทรยศเ้าตัว เพราะมันแสดงความประหม่าและกังวลกันอยู่เห็นๆ
“เื่จำเป็ก็มีแค่นี้ ส่วนเื่ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน ไม่ต้องรายงานอะไรหรอก แต่ถ้าจะกลับดึกก็ช่วยบอกกันหน่อย แล้วก็คอยระวังเื่ผลกระทบที่จะตามมาด้วย” หยางฉุนยิ้มอย่างเห็นแก่ตัว “ถึงยังไงอีกหน่อยพวกเราก็ต้องแต่งงานกัน แถมตระกูลหยางยังเป็ตระกูลที่ถูกจับตาเื่ส่วนตัว ถ้าเผลอให้พวกนักข่าวไปเจอข้อมูลอะไรเข้า คงจะไม่ใช่เื่ดีนักหรอกนะ”
หลินฉิงไห่นิ่งอึ้งไป จากนั้นก็เม้มปากอยู่นานก่อนจะพยักหน้าเบาๆ พลางตอบ “เข้าใจแล้วครับ คุณหยาง ผมจะระวัง”
แน่นอนว่าเตียงนอนของบ้านตระกูลหยางต้องเป็เตียงสุดหรู เทียบกับเตียงนอนไม้ในอพาร์ตเมนต์ทรุดโทรมเล็กแคบแล้วเรียกว่าเหนือกว่าไม่รู้กี่เท่า แต่ไม่ว่าผ้านวมจะอ่อนนุ่มเพียงใด เตียงนอนจะหรูหราแค่ไหน แต่หลินฉิงไห่ก็ไม่รู้สึกง่วงเลยสักนิด
สภาพแวดล้อมแบบนี้ไม่ใช่บรรยากาศที่เขาคุ้นเคยเลยแม้แต่นิดเดียว ความรู้สึกไม่ต่างจากแมวตัวหนึ่ง เมื่อกลิ่นอายประจำตัวหายไป เขาก็ไม่พบอาณาเขตและไม่รู้สึกถึงความเป็เ้าของ จึงได้แต่จับขอบผ้านวมแน่นอยู่ตลอดเวลา ราวกับการกระทำดังกล่าวจะทำให้กลิ่นอายตัวเองแผ่กระจายได้เร็วขึ้นกว่านี้อีกนิด
ห้องนอนกว้างไป ทั้งยังวังเวงเหลือเกิน
เขานอนตะแคงมองโทรศัพท์มือถือที่อยู่ข้างตัว หน้าจอมืดสนิท ไม่มีการแจ้งเตือนข้อความที่ยังไม่ได้อ่าน หลังสิ้นสุดสายสนทนาเมื่อตอนเช้า อาจารย์ก็ไม่ได้ส่งข้อความหาเขาอีกเลย
เขารู้ว่าตัวเองไม่ควรตั้งความหวัง แต่ในใจกลับเหลือความหวังนิดๆ อยู่เสมอ สุดท้ายกลับหมดหวังในที่สุด เขาเหมือนกับคนเป็มาโซคิสม์ เพราะในวินาทีที่รู้ว่าภรรยาของอาจารย์ตั้งท้องลูกคนที่สอง เขาก็ตอบตกลงรับข้อเสนอของพ่อด้วยความโกรธ
ตอนบอกข่าวเื่การแต่งงานกับอาจารย์ เขายังหวังว่าอาจารย์จะหันมาใส่ใจเขามากกว่านี้ อย่างน้อยก็น่าจะยื้อเขาไว้สักหน่อย
แต่อีกฝ่ายกลับไม่ทำอะไรสักอย่าง
วินาทีแรกที่รับรู้ข่าวการแต่งงานของเขา อาจารย์ยังอวยพรเขาเสียงเบา
มิหนำซ้ำยังพูดจาทิ่มแทงกันอีกว่าถ้าคู่สมรสของเขาไม่ถือสา เราสองคนจะรักษาความสัมพันธ์นี้กันต่อไปอีกก็ได้ ทำให้ความรู้สึกที่หลินฉิงไห่ตั้งตารออย่างตื่นเต้นต้องแหลกสลายเป็ผุยผงไปจนหมดสิ้น
เขานึกถึงเนื้อร้องของเพลงเพลงหนึ่งที่ร้องว่า ‘คอยหมุนตัวเองรอบเธอทุกวัน โคจรอยู่รอบอย่างนั้นจะให้ปลีกตัวไปที่อื่นอย่างไร’[1]
เขาหมุนรอบตัวอาจารย์มาเนิ่นนาน หลงรักอีกฝ่ายอย่างต่ำต้อย ทุกครั้งเอาแต่คิดเสมอว่าสักวันหนึ่งอาจารย์จะเห็นความดีของเขา
พวกเราเจอกันตอนตัวเขาเป็นักศึกษา กระทั่งเรียนจบ แต่สิ่งที่ต้องพบกลับกลายเป็การแต่งงานของอาจารย์ ตามด้วยการตั้งท้องลูกคนแรก ต่อด้วยการตั้งท้องลูกคนที่สอง...
ไม่ว่าเขาจะคิดถึงตำแหน่งที่อยู่ข้างกายอีกฝ่ายมากแค่ไหน สุดท้ายความสัมพันธ์ห้าปีก็จบลงตรงที่เขาไม่ได้รับอะไรกลับมาเลย
เชิงอรรถ
^ เพลงภาษากวางตุ้ง ชื่อเพลง: อ้ายเม่ย ผู้ร้อง: หวังเฟย