21 1-1
ตอนที่27 คนใดกระทำคนนั้นรับผิดชอบ
“โถ่ ถงเอ๋อร์ไฉนจิตใจของเ้าถึงได้โเี้นัก? ทั้งที่สามารถเอาชนะนางได้ไม่ยากแล้วเหตุใดต้องถึงขั้นทำให้นางเสียโฉม? หากแม่ทัพจางเจิ้นกั๋วร้องเรียนโวยวายเื่นี้ขึ้นมาข้าจะทำอย่างไรล่ะ?”
เซี่ยอี้เฉินตรงเข้ามาโอดร้องโวยวายสีหน้าร้อนรนใจ
โเี้?
เซี่ยอี้เฉินหรี่ตาจับจ้องเซียถงเขม็งอย่างเ็าไร้ความรู้สึกใดๆทั้งที่ตามเนื้อตามตัวของบุตรสาวตัวเองเปียกชุ่มไปด้วยเืนี่น่ะรึ? เขาไม่แม้แต่จะไยดีเอ่ยถามตัวนางด้วยซ้ำว่าได้รับเจ็บตรงไหนหรือไม่? เป็อะไรรึเปล่า? ไม่มีเล็ดลอดออกมาเลยแม้แต่คำเดียวจริงๆแต่กลับดุด่าว่าร้ายนางอยู่ฝ่ายเดียว?
จางเสวี่ยหรงลงมือถึงขั้นจะเอาชีวิตนางก่อนหน้านี้ใครบ้างเอ่ยปากเรียกร้องความเป็ธรรมแก่เซียถง?
เพียงขณะนี้เซียถงทำให้ใบหน้าของอีกฝ่ายเสียโฉม กลับโดนกล่าวโทษหนักหนายิ่งกว่าเพิ่งไปฆ่าใครมาเสียอีก
“หากอีกฝ่ายบุกมาเรียกร้องก่อปัญหาที่นี่ เ้าเพียงแค่สั่งให้ใครสักคนมาเรียกข้าเป็พอ”
เซียถงเมินคำกล่าวอีกฝ่ายปริปากตอบน้ำเสียงเรียบ สุดแสนจะเ็าไร้อารมณ์เช่นกัน
“เ้าคิดว่าตนเองเป็ใครกัน?แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วมีทหารนับแสนนายอยู่ในอาณัติแต่ละนายล้วนแต่เป็ยอดฝีมือช่ำชองการศึกาทั้งสิ้น แล้วเ้าล่ะ? ก็แค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ฆ่าใครยังเป็เลยกระมัง? หึหึ...”
เซี่ยอี้เฉินจ้องมองใบหน้าของเซียถงพลางหัวเราะเยาะเสียงหนึ่งมือขวายกขึ้นหวดทุบโต๊ะหินอ่อนตรงลานหน้าเรือนจนแตกละเอียดเป็ฝุ่นผงในพริบตาเพื่อเสริมสร้างความจริงจังให้แก่สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน
อิ๋งเอ๋อร์รีบทิ้งคู่เข่าก้มลงกราบกรามโดยไวกล่าวพร้อมสีหน้าวิตกกังวลสุดขีดว่า
“นายท่านโปรดฟังความสองข้าง!กลับเป็จางเสวี่ยหรงที่คิดจะเจตนาสังหารคุณหนูก่อน!คล้อยหลังพลาดท่าจึงโดนคุณหนูกรีดหน้าให้เสียโฉมเป็การสั่งสอน...”
“แล้วคุณหนูของเ้าตายหรือไม่?ก็ไม่! แต่ความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ปรากฏคือบุตรสาวของแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วถูกทำให้เสียโฉม นี่แหละคือทั้งหมด!!”
ยังไม่ทันที่อิ๋งเอ๋อร์จะเอ่ยกล่าวเล่าจบดีเซี่ยอี้เฉินพลันตวาดลั่นน้ำเสียงสั่นเครือ โกรธเกรี้ยวสุดขีด
“เสนาบดีเซี่ย คนใดกระทำคนนั้นรับผิดชอบ อย่าได้เป็เดือดเป็ร้อนตัวแทนคนอื่นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ข้ามีปัญญาคลี่คลายได้โดยไม่จำเป็ต้องรบกวนเ้าและหากแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วออกโรงมาเองจริงๆ ข้าจะออกไปเผชิญหน้าเพียงลำพังท่านอย่ามาแส่ก็เป็พอ”
“เอาล่ะหมดเื่จะพูดแล้วกระมัง? เชิญ!”
เซียถงผายมือเรียนเชิญอีกฝ่ายให้ออกไปสีหน้าการแสดงออกปราศจากแววกลัวเกรงใดๆ เบื้องลึกภายในใจไม่ว่าจะเสาะแสวงหาอย่างไร ก็พบแต่ความเ็า
ในสายตาของเซี่ยอี้เฉินชีวิตของนางคงไม่สำคัญเท่าใบหน้าของคนนอกจริงๆ ช่างน่าขันโดยแท้
ใจหนึ่งเซียถงก็รู้สึกดีใจเช่นกันที่เ้าของร่างคนเก่าได้หมดเวรหมดกรรม ตายจากครอบครัวบัดซบนี้เสียที
ส่วนตอนนี้น่ะเหรอ? ปล่อยให้เป็หน้าที่ข้าจัดการต่อเอง!
สีหน้าการแสดงออกของเซี่ยอี้เฉินแปรเปลี่ยนเป็สีเขียวสลับดำสะบัดแขนเสื้อยาวอย่างแรง ยกมือขึ้นขู่จะตบต่อหน้าต่อตาเซียถงสายตาคู่นั้นของนางยังคงเ็าดังเดิมไม่แววไสวรวนเร
ทั้งยังโน้มตัวยื่นใบหน้าออกไปยั่วราวกับกำลังพูดว่า ‘ตบข้าสิหากเ้ามีปัญญา!’
เซี่ยอี้เฉินจ้องนางตาเขม็งบึ้งตึงสีหน้ายิ่งทวีความมืดหม่นลงหลายส่วน ก่อนในท้ายที่สุด จะเก็บมือลงไปสลบเสียงหนึ่งดัง ‘หึ’ และหมุนตัวจากออกไปทันที
ชั่วอึดใจออกมาเขารีบหมุนตัวเดินออกไปโดยไว ทิ้งให้อิ๋งเอ๋อร์วิ่งไปหาเซียถงด้วยความเป็ห่วงเป็ใย
“ในเมื่อข้ากล้าทำลูกสาวของแม่ทัพนั่นเสียโฉมข้าเองก็กล้าออกไปประจันหน้ากับมันเช่นกัน”
เซียถงกล่าว
อิ๋งเอ๋อร์เป็กังวลอย่างยิ่งว่าการมาครั้งนี้ของแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วจะเพื่อลงโทษสถานหนักกับคุณหนูของนางแต่...หลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์อันน่าเหลือเชื่อครั้งแล้วครั้งเล่าที่คุณหนูได้ลงมือกระทำลงไปนางก็รู้สึกว่า มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ต้องแหกปากโวยวายสุดท้ายนี้เพียงเป็ห่วงอยู่ห่างๆ เท่านั้นนับว่าดีที่สุดแล้ว
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น รอบการประลองก็ผ่านไปอีกหลายนัดจนบัดนี้เหลือเพียงสี่คนเท่านั้นที่เข้ารอบ
ถงเซียและหลัวซีเป็สองในสี่คนนั้นอย่างไม่ต้องสงสัยส่วนหนึ่งในสองคนที่เหลือคือ องค์รัชทายาท ไป๋หลี่เย่ และรอบการประลองของทั้งสี่จะเริ่มต้นขึ้นในวันพรุ่งนี้เพื่อเฟ้นหาผู้เข้าแข่งขันสองคนสุดท้าย เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ
ฉลากที่เหลือมีเพียงตัวเลขหนึ่งถึงสี่เท่านั้นให้จับหลังจากที่เซียถงหยิบฉลากขึ้นมาก็คลี่ออกมาดู ปรากฏว่าบนแผ่นกระดาษมี หมายเลขสองเขียนเอาไว้ นั่นหมายความว่า คู่ต่อสู้ในรอบต่อไปของนางคือหมายเลขหนึ่งซึ่งก็คือ...องค์รัชทายาทไป๋หลี่เย่
เซียถงจับจ้องหมายเลขบนกระดาษแผ่นนั้นทันใดนั้นก็แสยะยิ้มฉีกกว้างออกมา ในที่สุดนางก็มีโอกาสได้จัดการกับไป๋หลี่เย่สวะชิ้นนี้เสียที สักพักหนึ่งคล้ายว่านางจะััได้ว่า กำลังใครบางคนมองอยู่พอหันมองสวนออกไปก็พบไป๋หลี่เย่ที่กำลังจ้องนางตาเขม็ง สีหน้ามืดทมิฬสุดขีดไป๋หลี่เย่โยนแผ่นกระดาษในมือทิ้ง และเดินติดตามเข้ามาใกล้นางทันที
ทางดเนเซียถงยักไหล่โดยไม่แยแสอันใดหมุนตัวเตรียมเดินจากออกไป
“เซียถง!ยืนอยู่ตรงนั้นห้ามไปไหน! องค์รัชทยาทผู้นี้มีบางสิ่ง้าจะกล่าวกับเ้า!”
ไป๋หลี่เย่ะโไล่หลังใส่
แต่เซียถงแสร้งทำราวกับหูหนวกไม่ได้ยินอะไรไปชั่วขณะฝีเท้ายังคงจังหวะชักก้าวต่อเนื่อง เดินออกไปโดยไม่มีท่าทีหยุดชะงักใดๆนางคร้านใจเกินกว่าจะมาเสียเวลาอันล่ำค่าให้แก่ขยะชิ้นหนึ่งอย่างไป๋หลี่เย่
“เซียถง! เ้าหูหนวกรึไง!!ข้าผู้นี้สั่งให้เ้าหยุดอยู่ตรงนั้นไง!!”
ไป๋หลี่เย่ขบฟันแน่นกัดกรามเสียงดังกรอดนี่เขาถูกเซียถงนังอัปลักษณ์เมินใส่นับห้าครั้งได้แล้วกระมัง! น่าอัปยศสิ้นดี!
“แถวนี้สุนัขจรเยอะโดยแท้ได้ยินเสียงเห่าหอนอีกแล้ว”
เซียถงเพียงรำพึงคำหนึ่งออกไปเสียงไม่เบาไม่ดังจนเกินไป แต่ก็มากเพียงพอแล้วที่จะทำให้ไป๋หลี่เย่ได้ยิน
“เ้า...เ้าช่างกล้า!!เ้ากล้าเรียกองค์รัชทายาทผู้นี้เป็สุนัขจรงั้นรึ?! จงคุกเข่าขอขมาข้าเสียเดี๋ยวนี้!!!”
ทั่วใบหน้าของไป๋หลี่เย่แปรเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำลามมาจนถึงใบหู ส่วนบรรดาสาวกคนสนิททั้งหลายที่อยู่ท้ายหลังต่างก้มหน้าก้มตาพยายามกั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถเพื่อมิให้องค์รัชทยาทของพวกเขาได้ยิน แต่แน่นอนว่าภายในใจของแต่ละคนต่างตลกท้องแข็งกันโดยสิ้น
“อ้าว? องค์รัชทายาทเองหรอกรึ? ไฉนถึงพูดเช่นนี้ออกมาล่ะ?ข้ายังไม่บอกสักคำเลยว่า ท่านเป็สุนัขจร? มีแต่ตัวท่านเองที่บอกว่าตัวเองเป็สุนัข”
เซียถงตีหน้าซื่อใสหันไปเลิกคิ้วใส่อีกฝ่ายกวาดสายตาจากบนจรดลงไปทีหนึ่ง นางยังกล่าวทิ้งท้ายอีกว่า
“ไม่เลว ไม่เลวดูไปท่านก็คล้ายอยู่หลายส่วน”
“พร๊วดดด! ฮ่าฮ่าฮ่าๆๆ!!”
ในเวลานี้สาวกคนสนิทบางคนไม่สามารถกลั้นขำได้อีกต่อไปะเิเสียงหัวเราะพรวดพราดออกมาลั่นไปทั่วบริเวณ
“ไอ้พวกสามหาว!!”
ไป๋หลี่เย่โกรธจัดหันกลับไปใช้หลังมือตบหน้าพวกมันเรียงคน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าเกลียดสิ้นดีพร้อมทั้งก่นด่าน้ำเสียงเย็นขึ้นว่า
“พวกเ้าคงเหนื่อยนักกับการมีชีวิตใครหน้าไหนยังกล้าหัวเราะ มันผู้นั้นตาย!”
คนพวกนั้นหน้าเสียรีบคุกเข่าก้มศีรษะจรดแทบพื้นขอความเมตตากันในทันที
เซียถงเหลือบหางตามองคนพวกนั้นไม่ต่างจากกำลังดูสุนัขขอข้าวขอน้ำ เจือสีหน้าเวทนารังเกียจ ก่อนจะหันหลังกลับและเดินจากออกไป
“เซียถง!หากเ้ายังกล้ามาประลองในวันพรุ่งนี้ ข้าขอบอกให้รู้เสียว่าความตายมันเป็อย่างไร!”
ไป๋หลี่เย่กัดฟันกรอดคำรามเสียงใหญ่ลือลั่น
เซียถงมิได้สนใจอันใดนางเดินจากออกไปทันที
ไป๋หลี่เย่ยืนนิ่งอยู่ที่เดินจ้องมองแผ่นหลังของเซียถงที่ทิ้งห่างออกไปจนสุดสายตาทั้งความเกลียดชังและอาฆาตแค้นยิ่งทวีทบอัดแน่นภายในใจและยากเกินกว่าที่จะขจัดออกไปได้ สองกำหมัดใต้แขนเสื้อยาวกระชับบีบแน่นเขาหมุนตัวเดินจากไปอีกทางเช่นกัน
จะว่าไป หลังจากที่นังอัปลักษณ์เซียถงทำให้จางเสวี่ยหรงต้องเสียโฉมข้าก็ยังไม่มีโอกาสไปเยี่ยมนางเลย เช่นนั้นแล้วนี่ถือเป็โอกาสอันดีแวะเวียนเยี่ยมเยือนนางสักครั้งดีกว่า
“นายท่านองค์รัชทยาทกำลังเดินทางไปยังจวนแม่ทัพจางเจิ้งกั๋วขอรับ”
ภายในโรงเตี๊ยม โม่ซวนตรงเข้ามารายงานกับไป๋หลี่หานจากทิศทางที่ไป๋หลี่เย่เคยอยู่
ไป๋หลี่หานพยักหน้าประกายตาโฉบแล่นวูบหนึ่งภายใต้หน้ากาก เหลือบสายตาหันมองไปยังทิศทางของจวนแม่ทัพกล่าวว่า
“สงสัยคืนนี้จะมีละครน่าสนุกฉากใหญ่เราไม่ควรพลาด”
…………..
ณ เวลากลางดึกเซียถงกำลังเดินลมปราณ ขัดสมาธิบำเพ็ญตบะอยู่ภายในเรือนนอนของนาง แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของอิ๋งเอ๋อร์รีบวิ่งปรี่รุดเข้ามมา ะโเสียงดังลั่นว่า
“คุณหนู! แย่แล้วเ้าค่ะ!แม่ทีพจางเจิ้งกั๋วนำกำลังทัพมาถึงหน้าประตูจวนแล้ว!”
“เข้าใจแล้วเดี๋ยวข้าออกไปเอง”
เซียถงลุกขึ้นออกจากเตียงไปก้าวย่างเดินจากไปอย่างสงบ ตรงไปยังโถงหลักหน้าจวนภายในใจของนางก็แอบสงสัยอยู่ทุกวันว่า เมื่อใดกว่าที่แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วจะบุกมาและสุดท้ายก็มาถึงเสียที
“คุณหนู! ไม่ได้เ้าค่ะ!แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วนำเหล่าทหารยอดฝีมือมานับร้อยนาย ทางที่ดีคุณหนูรีบหนีออกจากจวนเสนาบดีผ่านประตูหลังดีกว่าเ้าค่ะ!”
อิ๋งเอ๋อร์พยายามวิ่งไปหยุดเซียถงมิได้เดินทางออกไป
“คนใดกระทำคนนั้นรับผิดชอบ ข้าเป็คนผูกปมนี้ไว้ย่อมต้องแก้ด้วยตัวเอง”
เซียถงผลักร่างของอิ๋งเอ๋อร์ออกไปและเดินตรงไปยังโถงหลักหน้าจวน ทุกฝีเท้ามั่นคงดุจหินผา ไม่มีหวั่นไหวเกรงกลัว
เมื่อเดินทางมาถึงก็พบเห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งสวมชุดเกราะออกรบ และชายหนุ่มอีกคนหนึ่งยืนผงาดภาคภูมิ สองมือไขว้หลังดูท่าทีหยิ่งผยองซึ่งหาใช่ใครอื่นนอกจาก แม่ทัพจางเจิ้งกั๋วและไป๋หลี่เย่ที่มาด้วยกัน