บรรยากาศบนกำแพงเมืองเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด จากที่มองด้วยสายตากองกำลังของศัตรูดูเหมือนจะมีประมาณหนึ่งพันห้าร้อยคน ซึ่งกองกำลังของเมืองเบอเนียร์ในเวลานี้มีประมาณแปดร้อยคนเท่านั้นหากนับกำลังเสริมที่มาจากตระกูลตระกูลริชาร์ทและตระกูลโจฮันเนสก็คงจะมีกำลังพลประมาณหนึ่งพันสองร้อยคนซึ่งก็ยังคงน้อยกว่ากองทัพของอีกฝ่ายอยู่ดี โชคดีที่กองกำลังของเมืองเบอเนียร์ยังได้เปรียบด้านสมรภูมิรบ แต่การศึกสงครามของนักเวทนั้นหาใช่วัดกันที่จำนวนทหารหรือสมรภูมิเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือความแข็งแกร่งของพลัง หากเป็นนักเวทในระดับราชันย์นั้นเพียงอาศัยแค่การร่ายทักษะเพียงบทเดียวก็สามารถกำจัดกองทัพนับพันเหล่านี้ไปได้ แต่น่าเสียดายที่เมืองเบอเนียร์เป็นเพียงเมืองเล็กๆไม่ได้มีนักเวทที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น
“ ไอรีนนี่เจ้ามาทำอะไรทีนี่ ..เฮเลน่านี่เจ้าก็มาด้วย !? “
ดยุคโคเว่นที่เคร่งเครียดอยู่กับจัดการเรื่องราวในกองทัพหันกลับมาด้วยสีหน้าแตกตื่นเมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวสองคนกำลังก้าวเดินมาทางเขา หนึ่งคนเป็นหญิงสาวอายุประมาณสี่สิบปีเศษใบหน้าเต็มไปด้วยความซีดเซียว รอบดวงตาคล้ำราวกับผู้ที่ไม่หลับนอนมาอย่างยาวนาน ร่างกายของนางผอมบางใบหน้าตอบเล็กน้อย เพียงแค่มองก็รู้ว่านางมีสุขภาพที่ย่ำแย่นัก ที่เคียงข้างนางคือเฮเลน่าบุตรสาวของดยุคโคเว่นที่กำลังเดินกึ่งประคองมารดาของตนเอาไว้ ใช่แล้วหญิงสาวท่าทางอมโรคผู้นี้คือภรรยาของดยุคโคเว่นและมารดาของเฮเลน่านั่นเอง
ดยุคโคเว่นที่กำลังยืนสั่งการเหล่าทหารอยู่รีบเดินเข้ามาประคองไอรีนแทนเฮเลน่าในทันที เห็นได้ชัดว่าร่างกายของไอรีนดูอ่อนแรงเป็นอย่างมาก แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ใบหน้าของนางก็ยังคงมีรอยยิ้มบางประดับอยู่
“ ทำไมเจ้ากับเฮเลน่าถึงมาที่นี่ได้ แล้วทหารที่มันทำที่คอยอารักษ์ขาเจ้าพวกมันไปไหนหมด ..ข้าคงใจดีกลับพวกมันมากไปสินะ เสร็จศึกนี้เมื่อไหร่ข้าจะลงโทษพวกมันให้เป็นเยี่ยงอย่างว่าการกล้าขัดคำสั่งของเจ้าเมืองเป็นเช่นไร“
คำพูดแรกเต็มไปด้วยความห่วงใยและความอ่อนโยน แต่เมื่อกล่าวถึงเหล่าทหารที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้กลับไอรีนท่าทีของดยุคโคเว่นก็เปลี่ยนไปในทันที แววตาแฝงไปด้วยอำนาจ วาจาเต็มไปด้วยความโกรธ องครักษ์ที่ควรจะทำหน้าที่คุ้มกันไอรีนกลับปล่อยให้นางที่เจ็บป่วยต้องเดินมายังกำแพงเมืองแห่งนี้ได้ เขาจำได้ว่าเขากำชับเป็นอย่างดีว่าห้ามไม่ให้ไอรีนออกมาจากบริเวณตระกูลฮาร์เกนโดยเด็ดขาด กำแพงเมืองแห่งนี้มันเต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นตอนไหน แม้ตอนนี้ข้าศึกจะทำเพียงการตั้งทัพไว้ที่ฝั่งแม่น้ำเท่านั้นแต่สงครามครั้งนี้มันราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา
“ อย่าลงโทษทหารพวกนั้นเลย ข้าเป็นคนสั่งพวกทหารเองว่าให้พาข้ามายังทีนี่ ท่านอย่าลืมสิข้าก็มีอำนาจในฐานะของภรรยาเจ้าเมืองเหมือนกัน “
ไอรีนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหยอกล้อพร้อมด้วยเสียงหัวเราะเล็กๆที่ทำให้ดยุคโคเว่นคลายความโกรธออกมา
“ เจ้ามาทำไมที่นี่ไอรีน? เจ้าก็ด้วยเฮเลน่าเหตุใดถึงพาแม่ของเจ้ามาที่นี่“
ดยุคโคเว่นเอ่ยถามไอรีนก่อนจะหันไปทำสายตาเชิงตำหนิใส่เฮเลน่าที่ยืนนิ่งเงียบอยู่
“ ข้าได้ยินเสียงของแตรสงคราม ข้าเองก็เป็นนักเวทคนหนึ่ง พลังของข้าอาจจะเป็นประโยชน์ในศึกครั้งนี้ แค๊กๆๆ “
แม้แววตาจะฉายความเด็ดเดี่ยวออกมาแต่เสียงไอของนางก็ทำให้รู้ว่าร่างกายของนางไม่ได้พร้อมจะต่อสู้กับผู้ใด ไอรีนเริ่มล้มป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ตั้งแต่นางทะลวงระดับจากนักรบเข้าสู่ระดับอัศวิน จากนั้นนางก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องแคบๆกับเตียงของนาง แม้นางจะเป็นถึงระดับอัศวินขั้นที่หนึ่งแต่พลังของนางก็อ่อนแอเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นท่าทางของไอรีนดยุคโคเว่นก็ได้แต่ส่ายหัวออกมา
“ ข้าห้ามปรามท่านแม่แล้ว แต่ท่านยืนยันจะมาที่นี่ให้ได้ “
เฮเลน่าบ่นโอดออกมา
“ พวกเจ้าทั้งสองกลับไปยังตระกูลเถอะ นี่มันก็แค่สงครามเล็กๆเท่านั้น “
แม้วาจาจะเอ่ยมาเช่นนั้นแต่ในใจของดยุคโคเว่นกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ในใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอันหนักอึ้ง แม้กองทัพศัตรูจะตั้งอยู่ห่างไกลแต่ดยุคโคเว่นก็สัมผัสได้ถึงพลังของนักเวทระดับอัศวิน และที่สำคัญมันไม่ได้มีเพียงคนเดียว
ย้อนกลับมายังตระกูลสการ์เชีย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วคฤหาสน์ของตระกูล ร่างของผู้คนนับสิบนอนเกลื่อนกลาดบนพื้น บ้างก็เป็นเพียงร่างอันไร้ดวงวิญญาณ บ้างก็เป็นร่างที่หายใจออกมาอย่างรวยริน มันมีทั้งศัตรูและฝ่ายที่เป็นมิตร ฝ่ายที่ยังจงรักภักดีกับฟาร์ฮานนั้นแรงใจทั้งหมดย่อมมาจากการต้องการปกป้องตระกูล มีนักเวทผู้หนึ่งที่ก่อนตายยังร่ายทักษะเวทบทหนึ่งที่นำศัตรูไปยังยมโลกกับตัวเองด้วย แอเรียสได้กัดฟันด้วยความเจ็บใจยามเมื่อมองดูการกระทำของชายผู้นั้นที่เขาไม่อาจจะสอดมือเขาไปช่วยเหลือได้ คนเช่นนี้นับว่าน่าเสียดายนักที่จะตกตายไปเช่นนี้
“ เหม่อมองไปทางไหนเจ้าหนู! “
เสียงของนักเวทที่กำลังร่ายเวทส่งบอลเพลิงเข้าโจมตีแอเรียสอย่างไม่คาดสาย แม้จะเอ่ยวาจาด้วยคำดูถูกแต่มันกลับไม่ได้ประมาทแอเรียสเลยแม้แต่น้อย มันรู้สึกเสียศักดิ์ศรีอยู่ไม่น้อยที่นักเวทระดับนักรบขั้นสามเช่นมันจะต้องมาคอยหวาดระแวงนักเวทระดับผู้ใช้มนตราเช่นนี้ บอลเพลิงที่มันส่งออกไปนับสิบกลับไม่ระแคะระคายผิวหนังของเด็กหนุ่มตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย แม้จะอยู่ห่างไกลนับสิบเมตรแต่มันก็ยังรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวจากพลังของเด็กหนุ่ม
คลื่นอัคคี!!
มันแสยะยิ้มขึ้นอย่างมีชัยบอลเพลิงนั้นเป็นแค่ตัวล่อเท่านั้น ทักษะที่มันต้องการใช้โจมตีแอเรียสอย่างแท้จริงคือคลื่นอัคคี นี่เป็นทักษะระดับกลางที่มันภาคภูมิใจ เปลวเพลิงอันร้อนแรงโหมเข้าโจมตีแอเรียสจนแทบจะไม่มีหนทางให้หลบหนี คลื่นเปลวไฟอันร้อนแรงเปลี่ยนอากาศเบื้องหน้าของมันให้กลายเป็นสีแดงชาด เปลวไฟนั้นราวกับสัตว์อสูรสีแดงขนาดใหญ่ที่กำลังมุ่งไปขย้ำเหยื่อให้ตายลงภาคใต้คมเขี้ยวอัคคี พลังของระดับนักรบนั้นสามารถปลดปล่อยพลังเวทอันแข็งแกร่งได้มากกว่าระดับผู้ใช้มนตรามากนัก หนำซ้ำระยะการโจมตีของมันก็ยังไกลกว่านักเวทระดับผู้ใช้มนตราอีกด้วย สำหรับมันแล้วแอเรียสย่อมไม่มีหนทางจะหลีกหนีไปได้
“ บังอาจ! “
เสียงอันโกรธเกรี้ยวของฟาร์ฮานดังออกมาจากที่ห่างไกล เขาละสายตาจากการต่อสู้ตรงหน้าก่อนจะส่งพลังเวทอันแข็งแกร่งเข้าขัดขวางคลื่นอัคคีที่กำลังจะโจมตีแอเรียส สายน้ำอันเชี่ยวกราดเข้าปะทะกับคลื่นอัคคีของมัน ทักษะที่มันภาคภูมิใจพลันสลายไปในพริบตารวมถึงตัวมันเองก็ถูกโจมตีจนกระเด็นไปกระแทกกับผลังอิฐจนกระอักโลหิตออกมา แม้จะอยู่ห่างไกลหลายสิบเมตรแต่พลังของฟาร์ฮานกลับสลายการโจมตีของมันได้โดยง่าย นี่คือความแข็งแกร่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าระดับอัศวิน
การโจมตีในฉับพลันทำให้มันไม่อาจแม้แต่จะตั้งตัว มันไม่คาดคิดเลยว่าฟาร์ฮานที่กำลังต่อสู้กับดาร์คเอลฟ์จะสอดมือเข้ามายุ่งกับการต่อสู้ของผู้อื่นได้ ร่างกายของมันเต็มไปด้วยความจุกและเจ็บปวดจากการถูกโจมตีด้วยเวทวารีอันแข็งแกร่ง สายน้ำนั้นหากโดนในระยะใกล้คงสามารถฉีกกระชากร่างของมันให้กลายเป็นชิ้นๆได้
ยังไม่ทันที่มันจะได้ทันตั้งตัวมันก็มองเห็นเงาอันมืดดำที่ด้านหน้าของมัน มันมองไปยังประกายสีเงินที่ฟาดฟันลงมาด้วยความกลัว พริบตานั้นราวกับมันเห็นรอยยิ้มอันเย็นเยียบของมัจจุราช แม้มันจะร่ายเวทขึ้นแต่ดูเหมือนอาการบาดเจ็บเมื่อครู่จะยังคงอยู่ มันร่ายเวทเชื่องช้าจนเกินไป รู้ตัวอีกทีคมดาบก็เสียบทะลุร่างของมันไปแล้ว แอเรียสไม่อาจจะทิ้งโอกาสที่ฟาร์ฮานสร้างให้ เมื่อฟาร์ฮานเปิดโอกาสให้เขาก็รีบเข้าสังหารศัตรูในทันที เขามองร่างที่กระตุกอยู่ภายใต้คมดาบของเขาด้วยสายตาอันเย็นชา ในดวงตาคู่นั้นมันไม่มีความสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ตลอดเวลาที่เขาทำก็เพียงตวัดคมดาบพร้อมกับร่ายเวทเพื่อสังหารเท่านั้น
แต่ทันใดนั้นเองแอเรียสก็ได้ยินเสียงของฟาร์ฮานที่ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด เขามองเห็นร่างของฟาร์ฮานที่กระเด็นออกไปกว่าสิบเมตร บนร่างปรากฏรอยไหม้ดำจากเปลวอัคคี ดาบสีครามร่วงหล่นอยู่ไม่ห่างจากกายของเขามากนัก ส่วนหลักฐานของผู้ที่โจมตีคือเปลวเพลิงสีแดงที่ยังลุกโชคอยู่บนฝ่ามือของดาร์คเอลฟ์ผู้นั้น
“ มัวเหม่อมองไปทางไหนกันฟาร์ฮาน ตัวเองยังจะเอาไม่รอดยังมัวไปห่วงหลานชาย ฮิๆๆ “
รอยยิ้มของดาร์คเอลฟ์ผู้นี้เต็มไปด้วยความดูถูก
“ พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่ !? “
ฟาร์ฮานกัดฟันถาม แม้พลังจะเหนือกว่าแต่เพราะการประมาทในที่สุดเขาก็กลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ
“ เจ้าก็ลองถามบุตรชายของเจ้าเองสิว่าต้องการสิ่งใด เขาเป็นคนที่ชักนำพวกข้ามาเองเลยนะ หนำซ้ำแผนการหลายอย่างเขาก็เป็นคนคิดทั้งหมด ทั้งการชักจูงหรือปลุกปั่นพวกคนในตระกูลจนยอมร่วมมือนั่นก็ฝีมือของเขา ฮิๆๆ“
ดาร์คเอลฟ์ผู้นั้นกลับไม่ได้ตอบคำถามของฟาร์ฮานแต่กลับโยนคำถามเหล่านั้นไปยังเมอร์สันแทน
“ เมอร์สันเจ้าลูกไม่รักดี เจ้ากล้าที่ทรยศตระกูล !! เจ้ามันไม่สมควรจะเกิดมาในตระกูลสการ์เชีย !!“
“ ในสายตาท่านก็ไม่เคยหัวข้าอยู่แล้วนี่ อะไรท่านก็คาดหวังเอาไว้แต่เจ้าอัลเบิร์ต ขนาดที่บุตรชายของมันพิการไร้พลังเวทท่านก็ยังไม่หยุดความคิดที่จะมอบตำแหน่งหัวหน้าตระกูลให้กับมัน หากข้าไม่ทำเช่นนี้ท่านก็ไม่มีวันยกตำแหน่งหัวหน้าตระกูลให้กับข้าหรอกท่านพ่อ ..จำไว้ว่าท่านเป็นคนบังคับข้าเอง!! “
เมอร์สันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชัง ดวงตาของมันยามที่มองไปยังบิดาไม่มีความเคารพเลยแม้แต่น้อย
“ ผู้ใหญ่เขากำลังพูดคุยอันอยู่เด็กน้อยแบบเจ้าก็ควรนั่งฟังแบบเงียบๆนะรู้ไหม ..เพราะว่ามันเสียมารยาท“
ดาร์คเอลฟ์ผู้นั้นแสยะยิ้มออกมาก่อนจะสะบัดมือเบาๆร่ายเวทบทหนึ่งออกมา พลังเวทที่พุ่งตรงไปยังเมอร์สันทำให้มันถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความกลัว มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงโจมตีมาที่มัน แต่แล้วมันก็รู้สึกกระจ่างใจขึ้นเมื่อร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แอบลอบเข้าโจมตีจากด้านหลังต้องกระเด็นออกไปกว่าสิบเมตร