กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 95 ท่านบังคับข้าเอง

          บรรยากาศบนกำแพงเมืองเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด จากที่มองด้วยสายตากองกำลังของศัตรูดูเหมือนจะมีประมาณหนึ่งพันห้าร้อยคน  ซึ่งกองกำลังของเมืองเบอเนียร์ในเวลานี้มีประมาณแปดร้อยคนเท่านั้นหากนับกำลังเสริมที่มาจากตระกูลตระกูลริชาร์ทและตระกูลโจฮันเนสก็คงจะมีกำลังพลประมาณหนึ่งพันสองร้อยคนซึ่งก็ยังคงน้อยกว่ากองทัพของอีกฝ่ายอยู่ดี โชคดีที่กองกำลังของเมืองเบอเนียร์ยังได้เปรียบด้านสมรภูมิรบ แต่การศึกสงครามของนักเวทนั้นหาใช่วัดกันที่จำนวนทหารหรือสมรภูมิเพียงอย่างเดียว  สิ่งสำคัญคือความแข็งแกร่งของพลัง  หากเป็นนักเวทในระดับราชันย์นั้นเพียงอาศัยแค่การร่ายทักษะเพียงบทเดียวก็สามารถกำจัดกองทัพนับพันเหล่านี้ไปได้  แต่น่าเสียดายที่เมืองเบอเนียร์เป็นเพียงเมืองเล็กๆไม่ได้มีนักเวทที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น   

     

         “ ไอรีนนี่เจ้ามาทำอะไรทีนี่   ..เฮเลน่านี่เจ้าก็มาด้วย !?  “

     

        ดยุคโคเว่นที่เคร่งเครียดอยู่กับจัดการเรื่องราวในกองทัพหันกลับมาด้วยสีหน้าแตกตื่นเมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวสองคนกำลังก้าวเดินมาทางเขา  หนึ่งคนเป็นหญิงสาวอายุประมาณสี่สิบปีเศษใบหน้าเต็มไปด้วยความซีดเซียว รอบดวงตาคล้ำราวกับผู้ที่ไม่หลับนอนมาอย่างยาวนาน  ร่างกายของนางผอมบางใบหน้าตอบเล็กน้อย  เพียงแค่มองก็รู้ว่านางมีสุขภาพที่ย่ำแย่นัก ที่เคียงข้างนางคือเฮเลน่าบุตรสาวของดยุคโคเว่นที่กำลังเดินกึ่งประคองมารดาของตนเอาไว้ ใช่แล้วหญิงสาวท่าทางอมโรคผู้นี้คือภรรยาของดยุคโคเว่นและมารดาของเฮเลน่านั่นเอง

     

        ดยุคโคเว่นที่กำลังยืนสั่งการเหล่าทหารอยู่รีบเดินเข้ามาประคองไอรีนแทนเฮเลน่าในทันที เห็นได้ชัดว่าร่างกายของไอรีนดูอ่อนแรงเป็นอย่างมาก  แต่แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่ใบหน้าของนางก็ยังคงมีรอยยิ้มบางประดับอยู่    

     

         “ ทำไมเจ้ากับเฮเลน่าถึงมาที่นี่ได้  แล้วทหารที่มันทำที่คอยอารักษ์ขาเจ้าพวกมันไปไหนหมด  ..ข้าคงใจดีกลับพวกมันมากไปสินะ เสร็จศึกนี้เมื่อไหร่ข้าจะลงโทษพวกมันให้เป็นเยี่ยงอย่างว่าการกล้าขัดคำสั่งของเจ้าเมืองเป็นเช่นไร“

     

        คำพูดแรกเต็มไปด้วยความห่วงใยและความอ่อนโยน  แต่เมื่อกล่าวถึงเหล่าทหารที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ให้กลับไอรีนท่าทีของดยุคโคเว่นก็เปลี่ยนไปในทันที  แววตาแฝงไปด้วยอำนาจ  วาจาเต็มไปด้วยความโกรธ  องครักษ์ที่ควรจะทำหน้าที่คุ้มกันไอรีนกลับปล่อยให้นางที่เจ็บป่วยต้องเดินมายังกำแพงเมืองแห่งนี้ได้ เขาจำได้ว่าเขากำชับเป็นอย่างดีว่าห้ามไม่ให้ไอรีนออกมาจากบริเวณตระกูลฮาร์เกนโดยเด็ดขาด  กำแพงเมืองแห่งนี้มันเต็มไปด้วยอันตรายที่ไม่รู้จะเกิดขึ้นตอนไหน แม้ตอนนี้ข้าศึกจะทำเพียงการตั้งทัพไว้ที่ฝั่งแม่น้ำเท่านั้นแต่สงครามครั้งนี้มันราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ตลอดเวลา

     

         “ อย่าลงโทษทหารพวกนั้นเลย  ข้าเป็นคนสั่งพวกทหารเองว่าให้พาข้ามายังทีนี่ ท่านอย่าลืมสิข้าก็มีอำนาจในฐานะของภรรยาเจ้าเมืองเหมือนกัน “

     

         ไอรีนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหยอกล้อพร้อมด้วยเสียงหัวเราะเล็กๆที่ทำให้ดยุคโคเว่นคลายความโกรธออกมา

     

          “ เจ้ามาทำไมที่นี่ไอรีน?  เจ้าก็ด้วยเฮเลน่าเหตุใดถึงพาแม่ของเจ้ามาที่นี่“

     

         ดยุคโคเว่นเอ่ยถามไอรีนก่อนจะหันไปทำสายตาเชิงตำหนิใส่เฮเลน่าที่ยืนนิ่งเงียบอยู่

     

          “ ข้าได้ยินเสียงของแตรสงคราม  ข้าเองก็เป็นนักเวทคนหนึ่ง  พลังของข้าอาจจะเป็นประโยชน์ในศึกครั้งนี้  แค๊กๆๆ “

     

         แม้แววตาจะฉายความเด็ดเดี่ยวออกมาแต่เสียงไอของนางก็ทำให้รู้ว่าร่างกายของนางไม่ได้พร้อมจะต่อสู้กับผู้ใด ไอรีนเริ่มล้มป่วยอย่างหาสาเหตุไม่ได้ตั้งแต่นางทะลวงระดับจากนักรบเข้าสู่ระดับอัศวิน  จากนั้นนางก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องแคบๆกับเตียงของนาง  แม้นางจะเป็นถึงระดับอัศวินขั้นที่หนึ่งแต่พลังของนางก็อ่อนแอเป็นอย่างมาก เมื่อเห็นท่าทางของไอรีนดยุคโคเว่นก็ได้แต่ส่ายหัวออกมา

     

         “ ข้าห้ามปรามท่านแม่แล้ว  แต่ท่านยืนยันจะมาที่นี่ให้ได้ “

     

        เฮเลน่าบ่นโอดออกมา

     

          “ พวกเจ้าทั้งสองกลับไปยังตระกูลเถอะ  นี่มันก็แค่สงครามเล็กๆเท่านั้น “

     

         แม้วาจาจะเอ่ยมาเช่นนั้นแต่ในใจของดยุคโคเว่นกลับไม่ได้คิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย  ในใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวลอันหนักอึ้ง  แม้กองทัพศัตรูจะตั้งอยู่ห่างไกลแต่ดยุคโคเว่นก็สัมผัสได้ถึงพลังของนักเวทระดับอัศวิน  และที่สำคัญมันไม่ได้มีเพียงคนเดียว 

     

         ย้อนกลับมายังตระกูลสการ์เชีย  กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วคฤหาสน์ของตระกูล  ร่างของผู้คนนับสิบนอนเกลื่อนกลาดบนพื้น  บ้างก็เป็นเพียงร่างอันไร้ดวงวิญญาณ  บ้างก็เป็นร่างที่หายใจออกมาอย่างรวยริน  มันมีทั้งศัตรูและฝ่ายที่เป็นมิตร ฝ่ายที่ยังจงรักภักดีกับฟาร์ฮานนั้นแรงใจทั้งหมดย่อมมาจากการต้องการปกป้องตระกูล มีนักเวทผู้หนึ่งที่ก่อนตายยังร่ายทักษะเวทบทหนึ่งที่นำศัตรูไปยังยมโลกกับตัวเองด้วย  แอเรียสได้กัดฟันด้วยความเจ็บใจยามเมื่อมองดูการกระทำของชายผู้นั้นที่เขาไม่อาจจะสอดมือเขาไปช่วยเหลือได้ คนเช่นนี้นับว่าน่าเสียดายนักที่จะตกตายไปเช่นนี้ 

     

         “ เหม่อมองไปทางไหนเจ้าหนู! “

     

          เสียงของนักเวทที่กำลังร่ายเวทส่งบอลเพลิงเข้าโจมตีแอเรียสอย่างไม่คาดสาย  แม้จะเอ่ยวาจาด้วยคำดูถูกแต่มันกลับไม่ได้ประมาทแอเรียสเลยแม้แต่น้อย มันรู้สึกเสียศักดิ์ศรีอยู่ไม่น้อยที่นักเวทระดับนักรบขั้นสามเช่นมันจะต้องมาคอยหวาดระแวงนักเวทระดับผู้ใช้มนตราเช่นนี้ บอลเพลิงที่มันส่งออกไปนับสิบกลับไม่ระแคะระคายผิวหนังของเด็กหนุ่มตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย แม้จะอยู่ห่างไกลนับสิบเมตรแต่มันก็ยังรับรู้ได้ถึงความน่ากลัวจากพลังของเด็กหนุ่ม

     

          คลื่นอัคคี!!

     

          มันแสยะยิ้มขึ้นอย่างมีชัยบอลเพลิงนั้นเป็นแค่ตัวล่อเท่านั้น ทักษะที่มันต้องการใช้โจมตีแอเรียสอย่างแท้จริงคือคลื่นอัคคี  นี่เป็นทักษะระดับกลางที่มันภาคภูมิใจ เปลวเพลิงอันร้อนแรงโหมเข้าโจมตีแอเรียสจนแทบจะไม่มีหนทางให้หลบหนี คลื่นเปลวไฟอันร้อนแรงเปลี่ยนอากาศเบื้องหน้าของมันให้กลายเป็นสีแดงชาด เปลวไฟนั้นราวกับสัตว์อสูรสีแดงขนาดใหญ่ที่กำลังมุ่งไปขย้ำเหยื่อให้ตายลงภาคใต้คมเขี้ยวอัคคี  พลังของระดับนักรบนั้นสามารถปลดปล่อยพลังเวทอันแข็งแกร่งได้มากกว่าระดับผู้ใช้มนตรามากนัก หนำซ้ำระยะการโจมตีของมันก็ยังไกลกว่านักเวทระดับผู้ใช้มนตราอีกด้วย  สำหรับมันแล้วแอเรียสย่อมไม่มีหนทางจะหลีกหนีไปได้

     

           “ บังอาจ! “

     

          เสียงอันโกรธเกรี้ยวของฟาร์ฮานดังออกมาจากที่ห่างไกล เขาละสายตาจากการต่อสู้ตรงหน้าก่อนจะส่งพลังเวทอันแข็งแกร่งเข้าขัดขวางคลื่นอัคคีที่กำลังจะโจมตีแอเรียส สายน้ำอันเชี่ยวกราดเข้าปะทะกับคลื่นอัคคีของมัน  ทักษะที่มันภาคภูมิใจพลันสลายไปในพริบตารวมถึงตัวมันเองก็ถูกโจมตีจนกระเด็นไปกระแทกกับผลังอิฐจนกระอักโลหิตออกมา แม้จะอยู่ห่างไกลหลายสิบเมตรแต่พลังของฟาร์ฮานกลับสลายการโจมตีของมันได้โดยง่าย นี่คือความแข็งแกร่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าระดับอัศวิน

     

          การโจมตีในฉับพลันทำให้มันไม่อาจแม้แต่จะตั้งตัว  มันไม่คาดคิดเลยว่าฟาร์ฮานที่กำลังต่อสู้กับดาร์คเอลฟ์จะสอดมือเข้ามายุ่งกับการต่อสู้ของผู้อื่นได้  ร่างกายของมันเต็มไปด้วยความจุกและเจ็บปวดจากการถูกโจมตีด้วยเวทวารีอันแข็งแกร่ง สายน้ำนั้นหากโดนในระยะใกล้คงสามารถฉีกกระชากร่างของมันให้กลายเป็นชิ้นๆได้ 

     

        ยังไม่ทันที่มันจะได้ทันตั้งตัวมันก็มองเห็นเงาอันมืดดำที่ด้านหน้าของมัน มันมองไปยังประกายสีเงินที่ฟาดฟันลงมาด้วยความกลัว  พริบตานั้นราวกับมันเห็นรอยยิ้มอันเย็นเยียบของมัจจุราช  แม้มันจะร่ายเวทขึ้นแต่ดูเหมือนอาการบาดเจ็บเมื่อครู่จะยังคงอยู่  มันร่ายเวทเชื่องช้าจนเกินไป  รู้ตัวอีกทีคมดาบก็เสียบทะลุร่างของมันไปแล้ว  แอเรียสไม่อาจจะทิ้งโอกาสที่ฟาร์ฮานสร้างให้ เมื่อฟาร์ฮานเปิดโอกาสให้เขาก็รีบเข้าสังหารศัตรูในทันที เขามองร่างที่กระตุกอยู่ภายใต้คมดาบของเขาด้วยสายตาอันเย็นชา  ในดวงตาคู่นั้นมันไม่มีความสั่นไหวเลยแม้แต่น้อย  ตลอดเวลาที่เขาทำก็เพียงตวัดคมดาบพร้อมกับร่ายเวทเพื่อสังหารเท่านั้น 

     

        แต่ทันใดนั้นเองแอเรียสก็ได้ยินเสียงของฟาร์ฮานที่ร้องออกมาอย่างเจ็บปวด  เขามองเห็นร่างของฟาร์ฮานที่กระเด็นออกไปกว่าสิบเมตร  บนร่างปรากฏรอยไหม้ดำจากเปลวอัคคี  ดาบสีครามร่วงหล่นอยู่ไม่ห่างจากกายของเขามากนัก  ส่วนหลักฐานของผู้ที่โจมตีคือเปลวเพลิงสีแดงที่ยังลุกโชคอยู่บนฝ่ามือของดาร์คเอลฟ์ผู้นั้น 

     

          “ มัวเหม่อมองไปทางไหนกันฟาร์ฮาน  ตัวเองยังจะเอาไม่รอดยังมัวไปห่วงหลานชาย  ฮิๆๆ  “

     

        รอยยิ้มของดาร์คเอลฟ์ผู้นี้เต็มไปด้วยความดูถูก

     

          “ พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่ !?  “

     

         ฟาร์ฮานกัดฟันถาม แม้พลังจะเหนือกว่าแต่เพราะการประมาทในที่สุดเขาก็กลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ

     

         “ เจ้าก็ลองถามบุตรชายของเจ้าเองสิว่าต้องการสิ่งใด  เขาเป็นคนที่ชักนำพวกข้ามาเองเลยนะ  หนำซ้ำแผนการหลายอย่างเขาก็เป็นคนคิดทั้งหมด ทั้งการชักจูงหรือปลุกปั่นพวกคนในตระกูลจนยอมร่วมมือนั่นก็ฝีมือของเขา ฮิๆๆ“

     

         ดาร์คเอลฟ์ผู้นั้นกลับไม่ได้ตอบคำถามของฟาร์ฮานแต่กลับโยนคำถามเหล่านั้นไปยังเมอร์สันแทน

     

         “ เมอร์สันเจ้าลูกไม่รักดี  เจ้ากล้าที่ทรยศตระกูล !! เจ้ามันไม่สมควรจะเกิดมาในตระกูลสการ์เชีย !!“

     

         “ ในสายตาท่านก็ไม่เคยหัวข้าอยู่แล้วนี่  อะไรท่านก็คาดหวังเอาไว้แต่เจ้าอัลเบิร์ต ขนาดที่บุตรชายของมันพิการไร้พลังเวทท่านก็ยังไม่หยุดความคิดที่จะมอบตำแหน่งหัวหน้าตระกูลให้กับมัน  หากข้าไม่ทำเช่นนี้ท่านก็ไม่มีวันยกตำแหน่งหัวหน้าตระกูลให้กับข้าหรอกท่านพ่อ  ..จำไว้ว่าท่านเป็นคนบังคับข้าเอง!! “

     

          เมอร์สันพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความชิงชัง ดวงตาของมันยามที่มองไปยังบิดาไม่มีความเคารพเลยแม้แต่น้อย 

     

         “ ผู้ใหญ่เขากำลังพูดคุยอันอยู่เด็กน้อยแบบเจ้าก็ควรนั่งฟังแบบเงียบๆนะรู้ไหม  ..เพราะว่ามันเสียมารยาท“

     

         ดาร์คเอลฟ์ผู้นั้นแสยะยิ้มออกมาก่อนจะสะบัดมือเบาๆร่ายเวทบทหนึ่งออกมา พลังเวทที่พุ่งตรงไปยังเมอร์สันทำให้มันถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความกลัว  มันไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางจึงโจมตีมาที่มัน  แต่แล้วมันก็รู้สึกกระจ่างใจขึ้นเมื่อร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่แอบลอบเข้าโจมตีจากด้านหลังต้องกระเด็นออกไปกว่าสิบเมตร 

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน