“เ้าไปอยู่ที่เชิงเขาหากติดขัดอันใดก็ให้มาหาแม่เข้าใจหรือไม่”
โจวหลิงเยี่ยน มารดาของเหวินหลงวัยสี่สิบแปดปี เดินเข้ามากุมมือบุตรชาย ก่อนที่จะกวักมือเรียกหลานชายให้เข้าไปรับเงินขวัญถุง
“ขอบคุณขอรับท่านย่า”
โจวเว่ยคลี่ยิ้มออกมาและรับเอาถุงใบเล็กมาเก็บไว้ในอกเสื้อ
“เด็กดี ดูแลน้องกับพ่อแม่ของเ้าให้ดีๆ ล่ะ”
นางโจวลูบหัวหลานชาย
“ขอรับ”
โจวเว่ยรับคำ
“ท่านแม่ ข้ากับครอบครัวแค่แยกบ้านอยู่ อ่อจริงสิขอรับ ข้าได้นำหน่อไม้บนเขามาด้วย ถึงมันจะมีไม่มากนัก…”
เหวินหลงรีบเดินเร็วๆ ไปที่เกวียนลาข้างที่นั่งคนบังคับเกวียน เขายกห่อผ้าลงมาแล้วส่งห่อผ้านั้นให้มารดาด้วยรอยยิ้ม
“ขอบใจๆ หากหน่อไม้มีมาก เ้าก็เก็บไว้ทำอาหารเถอะ คราวหลังไม่ต้องลำบากห่อกลับบ้านมาก็ได้”
โจวหลิงเยี่ยนอมยิ้มแล้วก้มมองหน่อไม้ในห่อผ้า
“ไปเถอะๆ ขืนเ้ายังทำตัวชักช้าอยู่อีก เย็นนี้คงจะจัดการเื่ที่อยู่ไม่เรียบร้อยเสียที”
โจวต้านเป่า บิดาของโจวเหวินหลงรีบโบกมือไล่บุตรชาย ขืนเขามัวแต่พูดคุยกันอยู่แบบนี้ แล้วเมื่อไหร่ที่พักอาศัยจะเข้าที่เข้าทาง
“อย่าห่วงไปเลยขอรับท่านพ่อ ข้ากับต้าผางช่วยกันทำที่พักเสร็จหมดแล้ว แค่ขนที่นอนกับห่อผ้านี้ไปเก็บให้เข้าที่ ก็นอนหลับพักผ่อนได้แล้วล่ะขอรับ”
เหวินหลงหันไปทางบิดาพลางบอกว่าตนเตรียมการเรียบร้อยหมดแล้ว
“อย่างน้อยๆ เ้าก็ควรรีบเร่งให้มากกว่านี้ มืดค่ำขึ้นมาประเดี๋ยวก็ลำบากลูกเมียของเ้าอีก”
โจวต้านเป่าถอนหายใจพลางโบกมือไล่บุตรชายคนเล็กอีกครั้ง
“ท่านลุง ท่านปู่ ท่านย่าข้าลานะขอรับ”
โจวเว่ยผสานมือก้มหัวก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งข้างที่คนบังคับลา
“ข้าไปนะขอรับ”
เหวินหลงยิ้มกว้างแล้วหันไปลาทางพ่อกับแม่และพี่ชาย
ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้จะไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย วันนี้เป็วันแยกบ้านของตนแท้ๆ แต่นางกลับไม่ออกมาส่งเขาเลยสักนิด
เหวินหลงหันไปทางบ้านพี่ชายก่อนจะลดรอยยิ้มลงเล็กน้อยแล้วหันหลังจากไป
“เจี้ยนจื่อ เมียและลูกของเ้านี่ยังไงกัน น้องชายของเ้าย้ายออกจากบ้านขนของเสียงดังอึกทึกขนาดนี้ พวกเขายังไม่ออกมาจากบ้านกันอีกรึ”
โจวต้านเป่าหันไปทางบุตรชายคนโตแล้วกล่าวตำหนิ
“ท่านพ่อคงไม่ทราบ เมียกับลูกของข้าออกไปตักน้ำที่บ่อป่านนี้ยังไม่กลับมาเลยขอรับ”
โจวเจี้ยนจื่อบอกกล่าวบิดาไปตามจริง
“เหลวไหล! รู้ทั้งรู้ว่าวันนี้บ้านเล็กจะย้ายออก แต่นางกลับมัวไปเถลไถลข้างนอก แถมยังพาหลานๆ ข้าออกไปด้วยอีก ข้ารู้นะว่าเมียเ้าทำอะไรไว้กับครอบครัวของน้องชายเ้าบ้าง นางเห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าบ้านอื่นๆ ก็ตุนเสบียงเช่นกัน แต่นางกลับคอยจ้องแต่จะขอส่วนแบ่งเสบียงกับน้องชายของเ้าเสมอมา ข้าไม่อยากยุ่งเื่นี้เลยจริงๆ แต่มันคันปากจนอดไม่ไหว เห้อ… ช่างเถอะๆ ต่อไปเหวินหลงก็คงไม่กลับมาแล้ว หวังว่าเมียของเ้าจะเลิกนิสัยคอยจับผิดผู้อื่นได้เสียที”
โจวต้านเป่าส่ายหัวก่อนจะเดินเข้าบ้านหลักไป
ในรั้วบ้านของบ้านโจว มีบ้านสามหลังอยู่ติดกัน บ้านที่อยู่ตรงกลางคือบ้านหลัก ซึ่งเป็บ้านที่โจวต้านเป่ากับโจวหลิงเยี่ยนอาศัยอยู่ และเป็บ้านที่สองพี่น้องเคยอยู่ร่วมกันมาั้แ่เกิด
บ้านทางขวามือปัจจุบัน เป็บ้านพี่ชายที่แยกเรือนออกไปตอนแต่งงาน
บ้านทางซ้าย เป็ของเหวินหลงที่สร้างไว้เมื่อคราวออกเรือนเช่นกัน
หลังจากที่ภัยแล้งเริ่มต้น ทุกบ้านเรือนก็พากันตุนข้าวของเก็บไว้
โจวลี่เสวี่ย - ภรรยาเจี้ยนจื่อทำหน้าที่ดูแลบ้านและคอยทำความสะอาดบ้านให้พ่อกับแม่สามี บ้านเล็กของเหวินหลงมีหน้าที่ทำอาหารส่งให้พ่อกับแม่
แต่พักหลังๆ เนื่องจากข้าวของหายากขึ้นเรื่อยๆ บ้านเล็กที่ขยันทำมาหากินก็เก็บตุนเสบียงไว้ได้มากจนทำให้พี่สะใภ้อิจฉาตาร้อน ถึงจะพูดว่านางอิจฉาแต่จริงๆ นางก็สามารถไปทำงานแลกสิ่งของเองได้ ทว่านางกลับอ้างว่า… หากข้าไปทำงานแล้วใครจะดูแลบ้านเรือน!!
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ว่าบ้านใหญ่ของพี่ชายมีเสบียงน้อย และเมื่อนางเห็นบ้านของเหวินหลงได้ของกินมามากมาย นางจึงเกิดความริษยา อยากได้อยากมีของคนอื่นเขา
เื่ราวใหญ่โตขึ้นเมื่อทุกอย่างกำลังซบเซา โจวลี่เสวี่ยออกปากพูดกับสามีว่าบ้านเล็กมีอาหารและสิ่งของมาก แต่พวกเขาไม่คิดจะแบ่งปัน นางทั้งพูดต่อหน้าและลับหลังบ้านเล็กว่า เห็นแก่ตัว ไม่รู้จักเผื่อแผ่
พอเหวินหลงได้ยินเข้า เขาก็เกิดความไม่พอใจ เพราะสิ่งของที่เขาหามาได้ก็เป็น้ำพักน้ำแรงของเขาเอง สุดท้าย คนที่หยุดความวุ่นวายในครั้งนั้นก็เป็โจวต้านเป่าซึ่งยังคงเป็ผู้นำครอบครัวอยู่ เขาบอกว่า ของที่หามาได้ก็เก็บไว้ได้ แต่ก็ควรแบ่งปันกันเล็กน้อย
โจวลี่เสวี่ยเหมือนไม่พอใจที่ได้รับส่วนแบ่งน้อยเกินไป ั้แ่วันนั้นมา นางจึงคอยมาพูดแขวะบ้านเล็กจนทะเลาะกับเหวินหลงใหญ่โต และท้ายที่สุดก็มองหน้ากันไม่ติด
ถึงกระนั้น ทุกครั้งที่เหวินหลงได้อาหารกลับบ้านมา เขาก็จำต้องแบ่งส่วนหนึ่งให้บ้านของพี่ชาย รวมถึงต้องแบ่งของให้กับพ่อและแม่ซึ่งเขาก็ทำเช่นนั้นเป็ประจำอยู่แล้ว
แต่ถึงกระนั้น โจวลี่เสวี่ยที่เป็พี่สะใภ้ก็ยังมิวาย นางบ่นให้เขาว่าไม่เท่าเทียม ควรแบ่งอาหารให้บ้านทุกหลังในจำนวนที่เท่าๆ กัน ในทีแรกเจี้ยนจื่อยังพอพูดห้ามปรามเมียได้บ้าง แต่พักหลังๆ มานี้เหมือนนางจะไม่ฟังคำของเขาเลย เจี้ยนจื่อเองก็จนปัญญา เขาไม่อยากมีปากเสียงในครอบครัวเพราะเกรงจะกระทบกับลูกทั้งสองของเขา ดังนั้น เขาจึงได้แต่เมินเฉยต่อนาง และคอยแอบนำของมาคืนให้น้องชายในยามที่นางไม่อยู่บ้าน
โจวเจี้ยนจื่อถอนหายใจออกมาเมื่อได้รับคำตักเตือนจากบิดา
“เห้อ… ข้ารู้ว่าเ้าลำบากใจ แต่บางครั้งเ้าที่เป็ผู้นำก็ต้องชัดเจนให้มากกว่านี้”
โจวหลิงเยี่ยนลูบหัวไหล่บุตรชาย
สองพี่น้องช่างไม่เหมือนกันแม้แต่นิด พี่ชายเรียบร้อย พูดน้อย ส่วนผู้เป็น้องถึงจะห่วงเล่นไปหน่อยแต่ก็จริงจังกับงานและไม่ยอมคน
‘หากเจี้ยนจื่อเป็เหมือนเหวินหลงที่คุมคนในบ้านได้คงจะดีกว่านี้’ โจวหลิงเยี่ยนผู้เป็มารดาถอนหายใจออกมา
“ข้าเองก็อยากทำเช่นนั้น”
โจวเจี้ยนจื่อถอนหายใจออกมา เขาตามใจภรรยาเกินไปจนนางกลายเป็แบบนี้ ส่วนลูกๆ ของเขา ถึงจะรู้ความเพราะได้รับการสอนสั่งจากท่านปู่และท่านย่า แต่พวกเขาก็เชื่อฟังมารดาเสียส่วนใหญ่ หวังว่าพอเหวินหลงจากไปแล้วนางจะเลิกนิสัยชอบสอดส่องผู้อื่นได้เสียที
…
“ท่านพ่อเหตุใดท่านถึงยังยิ้มอยู่อีกล่ะขอรับ”
โจวเว่ยเอ่ยถามบิดาของเขา
“หลุดพ้นจากความวุ่นวาย ก็ต้องมีความสุขสิถึงจะถูก”
เหวินหลงตอบบุตรชาย
“แล้วท่านพ่อไม่เป็ห่วงท่านปู่กับท่านย่าหรือขอรับ”
“แน่นอนว่าพ่อต้องห่วงใยพวกท่าน พ่อถึงได้นำหน่อไม้จำนวนหนึ่งมอบให้พวกท่านเก็บไว้ หึ คอยดูเถอะ หลังจากที่พวกเราแยกตัวออกมา นางก็คงต้องเหนื่อยขึ้นเป็เท่าตัวเป็แน่”
มุมปากของเหวินหลงยกขึ้นอย่างพอใจ
“ท่านพ่อหมายถึงท่านป้าลี่เสวี่ยหรือขอรับ”
“แน่นอนสิ เมื่อก่อนคนที่รับหน้าที่ทำความสะอาดบ้านทำอาหารให้ปู่กับย่าก็เป็แม่ของเ้า หลังจากที่พวกเราแยกออกมานางก็ต้องทำหน้าที่นั้นโดยเลี่ยงไม่ได้”
“ท่านพ่อขอรับ ท่านแม่ทำแค่อาหารไม่ใช่หรือ”
โจวเว่ยเลิกคิ้วถาม
“นั่นคือสิ่งที่เ้าได้ยินมา แต่เื่จริงคือแม่ของเ้าเป็คนทำทั้งหมด”
“เช่นนั้นท่านป้าก็แอบอ้างใช้ชื่อท่านแม่หน่ะสิขอรับ”
“เื่นั้นแม่ของเ้าไม่ถือสาหรอกนะ เพราะอย่างไรเสียท่านปู่กับท่านย่าของเ้าก็รู้ดีอยู่เต็มอก”
เหวินหลงยิ้มกว้างออกมา
“ข้าก็ว่า เหตุใดทุกครั้งที่ท่านแม่ไปบ้านหลักถึงได้อยู่นานมากนัก ที่แท้…”
“เ้ายังเด็ก ไม่จำเป็ต้องคิดมากเื่พวกนี้หรอก”
เหวินหลงลูบหัวบุตรชาย
“ใครว่าข้าเด็กกัน ปีนี้ข้าอายุสิบสามปีแล้วนะ อีกไม่กี่ปีข้าก็จะหาเมียและออกเรือนได้แล้ว”
โจวเว่ยคว่ำปากลง เขาโตขนาดนี้แล้ว สูงเกือบเท่าพ่อแล้ว แต่พ่อของเขาก็มักมองว่าเขาเป็เด็กเสมอ
“นั่นสินะ เ้าใกล้ถึงเวลาหาเมียเข้าบ้านแล้ว แต่ทำอย่างไรดีเล่า พ่อไม่มีอีแปะไปขอเมียให้เ้าในเวลาเช่นนี้ด้วยสิ”
“หึ ข้ายังไม่มีหญิงที่ถูกใจเลยด้วยซ้ำ แต่งงานหาเมียอะไร ใครเขาสนใจกัน”
โจวเว่ยกอดอกแน่น ถึงเขาจะพูดไปแบบนั้น แต่เขาก็แอบมองแม่นางคนหนึ่งเอาไว้ในใจแล้ว
“เอาไว้รอให้พ้นความลำบากครั้งนี้ไปก่อนนะ พ่อจะให้เ้าเลือกดูว่าถึงเวลานั้นเ้าชอบพอใคร”
“ก็ข้าพึ่งบอกท่านไปอย่างไรเล่า ว่าข้ายังไม่สนใจเื่นี้”
สองพ่อลูกพูดจาหยอกล้อกันจนกระทั่งกลับมาถึงตีนเขาและขับเกวียนเข้าไปด้านใน โดยใช้เส้นทางเล็กๆ อ้อมผ่านบ้านของต้าผางเข้าไปด้วยรอยยิ้ม
“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้วหรือเ้าคะ”
ชิงเหอที่เดินมาเอาน้ำที่คันโยกเอ่ยถาม
“มาแล้ว แล้วเจียหลินนางไปที่ใด”
เหวินหลงชะเง้อคอหาบุตรสาว
“นางไปเก็บไม้ฟืนหน่ะเ้าค่ะ”
“เจียหลินของพวกเราเก่งขนาดนี้เชียว”
เหวินหลงเลิกคิ้วอย่างสงสัย
“ท่านพี่ ลูกสาวเราอยู่ในวัยเรียนรู้ ยิ่งได้อยู่ใกล้กับม่านหลง นางก็ยิ่งมีทัศนคติที่ดียิ่งขึ้น แถมนางรู้จักช่วยงานและแบ่งเบาภาระของข้าแล้ว”
โจวชิงเหอกล่าวชมลูกสาว
“เป็เช่นนั้นหรือ”
เหวินหลงยกคิ้วสูง ม่านหรงนี่นะที่จะเปลี่ยนเจียหลินได้
“แน่นอนสิเ้าคะ ั้แ่เช้าจรดเย็น ท่านเคยเห็นเจียหลินช่วยงานหรือไม่เล่า”
โจวชิงเหอพูดยิ้มๆ
“ท่านแม่ขอรับ ข้าว่านางไม่มีเพื่อนเล่นเสียมากกว่า นางถึงได้มาคอยช่วยงานและหาเพื่อนคุยแทน ถ้าตอนนี้นางอยู่ในหมู่บ้านก็คงเป็เช่นเดินนั่นแหละ”
โจวเว่ยส่ายหัว ฮึ เพียงแค่วันเดียวเจียหลินจะเปลี่ยนไปได้อย่างไรกัน
“เ้าก็พูดให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ นั่นน้องสาวของเ้านะ รู้จักเอาใจนางบ้าง กล่าวชมนางหน่อย”
ชิงเหอหันไปต่อว่าบุตรชาย เห็นๆ อยู่ว่าเจียหลินเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เ้าลูกชายคนนี้ก็เอาแต่กล่าวหาว่าน้องห่วงแต่เล่นอยู่นั่นแหละ
“ขอรับๆ ข้าทราบแล้ว หากครั้งหน้าข้าเห็นนางทำดี ขยัน ข้าจะเอ่ยปากชมเชยนางเป็แน่”
โจวเว่ยยิ้มเจื่อนๆ พลางตอบมารดาไป ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้เขาเป็พี่ของนางล่ะ สุดท้ายก็ต้องยอมนางอยู่วันยังค่ำ
“เร็วเข้ารีบขนของเข้าที่พักกันเถอะ”
ชิงเหอหันไปบอกสามีและบุตรชาย ทั้งสามจึงช่วยกันทำงานอย่างรีบร้อน
ตกเย็นข้างบ้านไป๋ก็มีแสงไฟเพิ่มมาหลายดวง เหวินหลงกลัวว่ากลางคืนจะมืดมากเกินไปเขาจึงลงทุนจุดคบเพลิงเพิ่มมาอีกหลายจุด ความเงียบเชียบในบริเวณใกล้ตีนเขานี้ ชวนให้คนมาใหม่รู้สึกใจคอไม่ดีเท่าไหร่นัก
เมื่อก่อนมีคนกล่าวว่า นายพรานกลุ่มหนึ่งเจอเข้ากับเสือเ้าถิ่น โชคดีที่คนกลุ่มนั้นรอดพ้นจากความตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่เื่นั้นมันก็นานมาแล้ว ถึงจะเป็แบบนั้นความคิดของคนเรานั่นแหละที่น่ากลัว คิดไปเอง หวาดระแวงไปเอง จนนอนหลับตาไม่ลง
“ท่านพี่ ท่านจะนอนพลิกตัวไปมาอะไรบ่อยนักหรือเ้าคะ”
หลังมื้อค่ำจบลง คนบ้านโจวก็แยกย้ายกันเข้านอน เจียหลินบอกว่านางไปล้างตัวที่ห้องอาบน้ำมาแล้วรู้สึกสบายตัวมาก บ้านโจวจึงทยอยไปชะล้างร่างกายบ้าง แต่ทันทีที่เข้านอน โจวเหวินหลงก็เกิดความคิดที่ไม่ควรขึ้นมา เขากลัวว่าจะมีเสือลงมาจากเขา แล้วทำให้เกิดเื่โชคร้ายขึ้น ทว่าเขาก็ไม่กล้าพูดออกไปเพราะกลัวเมียรักจะคิดมากไปตามๆ กัน
“ข้าทำให้เ้าตื่นหรือ ขอโทษนะข้ายังไม่ชินกับเตียงนอนใหม่ เลยพลิกตัวบ่อยไปหน่อย”
ชิงเหอไม่ได้พูดอะไรนางเพียงแค่ส่งยิ้มในความมืดให้เขาและมอบความอบอุ่นให้เขาผ่อนคลาย
‘ข้ารู้ว่าท่านคิดมากหลายอย่าง แต่ขอบคุณท่านมากที่นำพาข้ากับลูกๆ ออกมาจากความทุกข์ใจ’
ชิงเหอกระชับอ้อมกอด แล้วนอนซบตรง่อกของเหวินหลงก่อนจะหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า