สาวใช้คนใหม่ที่พึ่งถูกซื้อตัวอดเหลือบมองแผ่นหลังบางของฉีซินอี๋ไม่ได้เด็กคนนี้ขนาดอยู่ท่ามกลางผู้คนยังพึมพำกระซิบกับตัวเองคล้ายคนบ้า เกิดพาตนกลับไปถึงบ้านไม่รู้จะเจอกับความจิตวิปริตใดบ้างเพียงจินตนาการเื่ราวร้ายกาจที่จ้าวซื่อพร่ำกรอกใส่หูดวงตามีม่านหมอกสั่นไหวระริกความหวาดกลัวผุดขึ้นมาในใจ เม็ดเหงื่อแตกพลั่กกลางแผ่นหลัง
เมื่อมาไกลห่างจากสายตาสอดส่องของชาวบ้านฉีซินอี๋เหลือบมองเด็กน้อยที่ยังสั่นเทิ้มไม่เลิกตั้งใจจะทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ผ่อนคลายลงจึงเอ่ยปากถาม
“เ้าชื่ออะไร”
คนข้างหลังสะดุ้งเฮือกช้อนแววตาขลาดกลัวมองแวบหนึ่งก่อนจะหลุบตาลงอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากแห้งกร้านเผยอคำอ้ำๆ อึ้ง ๆ
ฉีซินอี๋คิดว่าอาจเพราะยังใอยู่มากแค่ดูจากาแเขียวช้ำตามร่างกาย ยิ่งบนใบหน้ายิ่งดูโดดเด่นเป็พิเศษ เกรงว่ายามขยับปากต้องเ็ปมากใบหน้าจึงเผยความอ่อนโยนอีกสามส่วน
คิดว่าเด็กน้อยน่าสงสารถ้านางไม่ช่วยไว้คงเหมือนตกลงไปในขุมนรกบนดิน
ดวงจิตแห่งหยกเอ่ยขึ้นมา“แต่ข้าคิดว่านางหนูนี่กลัวท่านมากกว่า”
ฉีซินอี๋เบิกตาโพลน“เป็ไปไม่ได้!” เพียงเท่านั้นร่างเล็กข้างหลังพลางสะดุ้งเฮือกคล้ายได้ยินเสียงกลั้นสะอื้นในลำคอ ไหล่เล็กลู่ลงดูน่าเวทนากว่าเดิม
“อืม...ถูกคนแปลกหน้าซื้อตัวไปไม่พอคนคนนั้นยังบ่นพึมพำกับตัวเองตลอดเวลา เป็ข้าข้าก็กลัวจนฉี่ราด”
ฉีซินอี๋“...”
ต่อให้จะคิดแล้วคิดอีกฉีซินอี๋ก็ไม่เห็นว่าตัวเองมีอะไรน่ากลัวตรงไหนลำพังมือเล็ก ๆ นี่กับขนาดตัวใกล้เคียงกันจะทำอะไรอีกฝ่ายได้
ดวงจิตแห่งหยกกลอกตามองบนน้ำเสียงเบื่อหน่ายสุดขีด “เ้ามีวรยุทธ์ มีพลังปราณสถิตกระดิกนิ้วเดียวนางก็ตายคามือเ้า”
นางชะงักริมฝีปากคุยจ้อหยุดกึก
“อะนั่นก็จริงแต่ข้าไม่คิดจะทำอะไรเด็กนี่เลยนี่นา”
“เ้าไม่คิดแต่คนอื่นอาจคิด”
“แล้วคนอื่นเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยเล่า!” ถ้าเช่นนั้น ก็แค่ถามอีกฝ่ายไปตามตรง
จู่ๆ คุณหนูที่ช่วยชีวิตพลันชะงักฝีเท้ากะทันหัน เด็กหญิงหยุดยั้งตัวเองเกือบไม่ทันเผลอแตะชายกระโปรงฉีซินอี๋ไปทีหนึ่งความหวาดกลัวขุมใหญ่พวยพุ่งขึ้นมากลางอก หน้าผากสกปรกเริ่มชื้นไปด้วยเหงื่อทันใดนั้น
หมับ!
“ขะข้า ฮือ ข้าผิดไปแล้ว!” เด็กหญิงที่ถูกช่วยมาตระหนกจนหัวใจหล่นไปถึงตาตุ่มครั้นจะคุกเข่าหมอบกราบกลับถูกฉีซินอี๋ยื่นมือมาหยิกแก้มสูบตอบ
“เ้ากลัวข้า?”ฉีซินอี๋ร้องถามขณะสำรวจร่องรอยอารมณ์บนใบหน้าเด็กที่นางไถ่ตัวมาไม่นึกรังเกียจคราบไคลสกปรกบนใบหน้าดังกล่าว
เด็กหญิงกะพริบตาถี่ๆ ทั้งสับสนทั้งมึนงง “ขะ ข้าเปล่า” เสียงแหบแห้งอู้อี้ไม่น้อยเพราะปากบู้บี้ไม่เป็ทรง
ฉีซินอี๋หรี่ตาจ้องเข้าไปในดวงตากระจ่างใสแม้จะผ่านเื่ร้ายมามากมาย“งั้นทำไมเ้าถึงต้องตัวสั่นยามข้าเอ่ยปาก”
เด็กคนนั้นเงียบกริบแพขนตางามสั่นไหวซุกซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้ข้างใน
“ดูสิแค่ข้ายื่นหน้าเข้ามาเ้ายังเหงื่อแตกพลั่กขนาดนี้ พูดมาเ้าหวาดระแวงอะไรข้า!”
ว่าที่สาวใช้คนใหม่อ้ำอึ้งปลายจมูกเปรอะเปื้อนแดงก่ำ“ขะ ข้า” น้ำเสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ
ดวงจิตแห่งหยกทนมองดูการกลั่นแกล้งของผู้ใหญ่นิสัยเสียไม่ไหวเอ่ยแทรกขึ้นมา “ท่านอยากจะรังแกจนกว่านางจะร้องไห้เลยหรือ”
“ข้ารังแกนางเสียเมื่อไร”ฉีซินอี้แย้ง
เด็กน้อยไม่ประสาใงุนงงไปหมดว่าฉีซินอี้พูดกับตัวเองหรือพูดกับใครไหล่ผอมแห้งสั่นเทา น้ำตาท่วมจอหยดลงมาทีละเม็ดดุจไข่มุก จากนั้น
“ฮึก...”
“ดะเดี๋ยว! ข้ายังไม่ทันทำอะไรเ้าเลยนะ” จู่ ๆ ก็ร้องสะอื้น นางกุลีกุจอทำตัวไม่ถูกใบหน้าเล็กน่ารักร้อนรนเมื่อผู้คนบางตารอบข้างหันมามองด้วยสายตาสื่อความนัยว่า
‘เ้าไปรังแกเด็กที่อายุน้อยกว่าทำไม’
ฉีซินอี๋ทางหนึ่งอยากจะหันไปอธิบายให้ชาวบ้านละแวกนั้นฟังทางหนึ่งคิดหาหนทางปลอบเด็กน้อยแต่กลับทำให้อีกฝ่ายเปล่งเสียงร้องดังกว่าเดิม
“ฮือฮืออ” แขนเล็ก ๆราวกับกิ่งไม้เพียงแค่ถูกลมพัดก็พร้อมจะหักทุกเมื่อยกขึ้นเช็ดใบหน้าไปพลางสะกดกลั้นก้อนสะอื้นไปพลางร่างกายสะท้านเป็ครั้งคราวจนแขนเสื้อสกปรกเปียกชื้นเป็วง
เื่ราวชักจะไปกันใหญ่ขบคิดแทบตายสุดท้ายฉีซินอี๋ลดน้ำเสียงตัวเองให้อ่อนลงกล่าวกระซิบหลอกล่อ
“เช่นนั้นข้าซื้อหมั่นโถวให้เ้าดีหรือไม่”
เด็กน้อย“ฮือ ฮือ”
“เสี่ยวหลงเปาดีหรือไม่”
เด็กน้อย“ฮือออ!”
“เอาๆ ล่ะ งั้นเ้าอยากกินอะไร ข้ายอมตามใจเ้าทุกอย่าง”
เสียงร้องไห้หยุดกึกเงียบไปชั่วครู่ฉีซินอี๋กลืนน้ำลายแห้งเหือดลงท้อง เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ขณะคิดว่าอีกฝ่ายตั้งท่าจะร้องไห้อีกครั้งกลับกลายเป็
“ถะถัง” พูดอู้อี้ในลำคอ
“หา?”นางเงี่ยหูฟัง “เ้าพูดอีกทีสิ”
“ถะถังหู...”
“ข้าไม่ได้ยิน”
ความเงียบกริบเข้ามาเยือนลมหายใจของฉีซินอี๋สะดุดทรวงอกสะท้านขึ้นลง บริเวณขมับชื้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อพึ่งประสบพบเจอทำให้รู้ว่าการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งจะยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าการฝึกพลังปราณสถิตคิดผิดหรือถูกที่ไปเก็บเด็กนี่มา
ดวงจิตแห่งหยก“ทีนี้เข้าใจความรู้สึกของข้าหรือยัง”
ฉีซินอี๋“...”
ฝนฟ้าเริ่มตั้งเค้าอีกครั้งดึงความสนใจของฉีซินอี๋ให้หันมาทางเด็กน้อย
“ฮึก...”
นั่นไงพายุลูกสองใกล้จะมาอีกแล้ว นางหลับตาก่อนจะลืมตาฉีกยิ้มกว้างไปถึงใบหู
“เมื่อกี้ข้าไม่ได้ยินเ้าพูดจริงๆ ถ้าเช่นนั้นเดี๋ยวข้าซื้อเสี่ยวหลงเปาให้เ้า”
“ถะถัง ข้าจะกินถังหูลู่” โผล่ดวงตาแดงก่ำออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะรีบซุกหน้าลงไปใหม่
“...” ฉีซินอี๋
ลัลลาลาลัลลา
ท้องฟ้าเปิดกว้างอากาศแจ่มใส ภายในใจปลอดโปร่งของกินเล่นก็ยังมีเต็มมือคงไม่มีใครมีความสุขมากกว่าฉีซินอี๋
อ้อยังมีอีกหนึ่ง ว่าพลางนางเหลือบไปมองเด็กน้อยหน้าตามอมแมมมือหนึ่งจับมือนางส่วนอีกมือถือถังหูลู่ไปพลางเคี้ยวไปพลาง ท่าทางรีบร้อนจนได้ยินเสียงกรุบกรอบเกรงว่าคงอดอยากปากแห้งมานาน
ทำเอาน้ำในกระเพาะของนางเริ่มเดินฉีซินอี๋กลืนน้ำลาย เมื่อกี้ยังกินไปไม่ถึงครึ่งก็ต้องเอาให้อีกฝ่าย“อร่อยหรือไม่”
แม้ชาติก่อนนางจะได้รับการดูแลจากม่อเจียหลีแต่เพราะร่างกายอ่อนแอเกินไปนอกจากยาแล้วนางทานได้เพียงอาหารรสอ่อนเท่านั้น
เด็กน้อยหยุดชะงักจ้องนางด้วยสายตาหวาดระแวงก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้า ฉีซินอี๋ทั้งฉุนทั้งขันต่อให้นางจะหิวโซขนาดไหนคงไม่คิดเข้าไปยื้อแย่งของกินกับเด็กแน่นอน
ดวงจิตแห่งหยก“เ้ามั่นใจ?”
“ข้าไม่ใช่คนใจคอคับแคบเสียหน่อย”
สิ้นคำกล่าวของนางเด็กน้อยพลันหยุดกึกช้อนแววตาสั่นไหวระแวงหนักกว่าเก่า นางรีบโบกมือจนข้าวของในมือเสียดสีไปมา
“ข้าไม่ได้พูดกับเ้าเ้ากินไปเถอะ”
ทว่าอีกฝ่ายยังคงจ้องนางเขม็งฉีซินอี๋ถอนหายใจ “ั้แ่เล็กจนโตข้าไม่มีเพื่อนเล่น เลยต้องเล่นกับตัวเองนานเข้าก็ติดเป็นิสัย ดังนั้นบางครั้งหากเ้าเห็นข้าบ่นพึมพำแสดงว่ากำลังคุยกับตัวเองนั่นแหละไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิด”
จากแววตาหวาดระแวงกลายเป็มองนางราวกับคนสติไม่ดีคนหนึ่งมีคนปกติคนไหนคุยคนเดียวนอกจากคนสติไม่ดี
ฉีซินอี๋เหนื่อยใจ“เอาล่ะ ๆ เอาเป็ว่าข้าชอบคุยคนเดียวก็พอ”
เด็กน้อยพยักหน้าแล้วหันไปจัดการกับถังหูลู่ในมือต่อฉีซินอี๋จ้องมองคิดดูแล้วยังไม่ได้ถามชื่อแต่หากว่าตามความเป็จริงผู้เป็นายต้องตั้งชื่อให้สาวใช้ที่ซื้อมาอืมมม งั้นเอาเป็...
“เสี่ยว...ปู้...เตี่ยนเล็ก ตัวเล็ก ตัวกระจิดริ้ด...เฟิ่งเสี่ยว...ดี! ต่อไปนี้เ้าชื่อชื่อเฟิ่งเสี่ยว”
เฟิ่งที่เอามาจากตระกูลเฟิ่งกับเสี่ยวจากคำว่าเสี่ยวปู้เตี่ยนไม่มีอะไรเหมาะไปกว่านี้แล้ว นางพยักหน้ากับไหวพริบของตัวเอง
เด็กน้อยที่ชื่อเฟิ่งเสี่ยวเหลือบมองนางแวบหนึ่งไม่มีท่าทีคัดค้านใดสุดท้ายจึงลงเอยด้วยชื่อเฟิ่งเสียว ดวงจิตแห่งหยกพ่นลมหายใจอย่างดูแคลน
“ท่านไม่รู้สึกว่าตัวเองมักง่ายไปหรือ”
นางส่ายหน้า“ข้าใคร่ครวญอย่างขะมักเขม้นแล้วชื่อนี้เหมาะกับนางที่สุด”
เอาเถอะจะทำอย่างไรก็ตามใจเขาดวงจิตแห่งหยกผู้ยิ่งใหญ่ไม่คิดจะเข้าไปร่วมเล่นในบ่อน้ำโคลน
ความจริงชาติที่แล้วฉีซินอี๋รู้สึกว่าเพราะเคยยากไร้เคยได้รับความทุกข์ไร้ผู้คนสนใจดังนั้นเมื่อม่อเจียลี่มาพบนางนางจึงพยายามปฏิบัติตนทุกอย่างตามขนบธรรมเนียมประเพณี เรียบร้อยดั่งผ้าพันไว้นิสัยใจคอกว้างขวาง ไม่พอใจสิ่งใดเพียงเก็บกดเอาไว้ ทำอย่างไรก็ได้เพื่อสร้างความลำบากใจให้ม่อเจียลี่ให้น้อยที่สุด
ดังนั้นบ่อยครั้งจึงต้องยอมถอยให้กู้ซินหยาน แต่ชาตินี้ในเมื่อได้รับโอกาสนางอยากจะทำสิ่งที่ตัวเอง้าจริงๆ อยากกินมูมมามอย่างไรก็ได้ อยากะโโลดเต้นทำตัวไม่มีสติบ้างเป็ครั้งคราวรู้สึกว่าเป็เช่นนี้ถึงจะดี ดียิ่ง!
“แม่นางน้อยตรงนั้นหยุดรอก่อน”
ขณะกำลังคิดอะไรในหัวอย่างเพลิดเพลินเสียงของชายฉกรรจ์คนหนึ่งพลันร้องเรียกจากข้างหลังฉีซินอี๋เงยหน้าปรายตามองรอบกายพึ่งพบว่าพวกนางเดินออกมายังท้ายหมู่บ้านซึ่งอยู่ระหว่าง่ต่อเข้าไปในป่า
มิน่าเล่าบรรดาบุรุษเหล่านี้ถึงกล้าขวางโดยไม่สนว่าจะเป็ที่สนใจของชาวบ้านกวาดสายตานับจำนวนพบว่ามีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่เปลือยท่อนบนถึงห้าคนกำลังล้อมพวกนางเอาไว้ตรงกลาง
ก่อนจะรับรู้ถึงแรงสั่นเบาๆ ในกำมือเช่นเดียวกับเม็ดเหงื่อท่วมฝ่ามือฉีซินอี๋ชำเลืองมองพบว่าเฟิ่งเสี่ยวน้อยใกลัวจนถังหูลู่ตกพื้นแล้ว
ท่าทางน่าสงสารหวาดกลัวเหล่าชายฉกรรจ์แต่เสียดายของกินเล่นจนน้ำตาทำท่าจะรื้นออกมาพลันนั้นฉีซินอี๋ก็คิดว่าทำไมถึงไม่ตั้งชื่อให้เฟิ่งเสี่ยวเป็ ‘คูปี๋จื่อ’(ร้องไห้ขี้มูกโป่ง) เสียให้รู้แล้วรู้รอดแบบนั้นน่าจะเหมาะกว่า
ยังมีแก่ใจมายืนพยักหน้าท่ามกลางสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
“แม่นางน้อยเมื่อสักครู่ในตลาดข้าเห็นว่าในแขนเสื้อเ้ามีถุงเงินใส่ก้วนเงินเต็มไปหมดเอาอย่างนี้ดีหรือไม่พี่ชายกลัวเ้าทำเงินหล่นหายเอามาให้พี่ชายช่วยถือไปส่งเ้าที่จวน”
เกรงว่าอีกฝ่ายคงจะเห็นตอนนางล้วงออกมาเพื่อซื้อตัวเฟิ่งเสี่ยวถึงเงินอีแปะนั่นจะได้มาจากการเต้นเร่าขอดวงจิตแห่งหยกช่วยใช้วิชาอำพรางตา
ค-แค่กแต่ก็บ่งบอกถึงความสะเพร่าของนางอยู่ดี คราวหน้าคราวหลังจะทำการใดต้องรอบคอบกว่านี้
ดวงจิตแห่งหยกพยักหน้า“ข้านึกว่าท่านจะไม่รู้ตัว ดี ๆ แสดงว่ายังสั่งสอนต่อได้”
ฉีซินอี๋“...”
‘ท่านควรสนใจกับความปลอดภัยของข้าก่อนไหม’
บุรุษที่คาดว่าน่าจะเป็หัวหน้าเดินมาใกล้โน้มลงมาให้ใบหน้าอยู่ระนาบเดียวกันเอ่ยปากส่งกลิ่นเหม็นหึ่งจนฉีซินอี๋ลอบนิ่วหน้าเบี่ยงตัวหลบอย่างแเี
ดวงตาของเขาเปล่งประกายลุกวาวแลบลิ้นสากเลียริมฝีปากแห้งแตก กลิ่นอายความโลภอบอวลทั่วร่างกายกระทั่งเฟิ่งเสี่ยวน้อยยังรับรู้
“พี่ใหญ่ข้าว่านางฟังท่านไม่รู้เื่หรอก เราแค่รีบชิงทรัพย์รีบหนีก่อนจะมีใครมาเห็นเข้า”
บุรุษที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่หันไปตวัดหางตาดุดัน“หุบปาก! ข้ากำลังใช้สมาธิ”
“ดียิ่ง!ท่านพ่อข้าคงจะเป็ห่วงข้าน่าดู เช่นนั้นข้าคงต้องรบกวนท่านอาแล้ว”นางแสร้งบีบเสียงเล็กน่ารักลูกตากระจ่างใสไร้เดียงสากลิ้งกลอกไปมาดุจหยดน้ำค้างบนต้นหญ้า
หัวหน้าโจรขู่กรรโชกดีใจจนเนื้อเต้นรีบยื่นมือมาเบื้องหน้านาง “เช่นนั้นเ้าจงรีบส่งมา”
ทว่าฉีซินอี๋กลับส่ายหน้าพร้อมกับชี้นิ้วเข้าไปในป่า“ข้ากลัวว่าท่านอาจะบิดพลิ้ว รอไปถึงตรงนู้นก่อนเถอะแล้วข้าจะเอาเงินในแขนเสื้อให้ท่านถือทั้งหมด”
หัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์แทบจะปิดบังความยินดีเอาไว้ไม่มิดสองมือถูไถกันไปมาราวกับได้เงินตำลึงมาไว้ในมือแล้วภายในหัวกำลังใคร่ครวญแผนการใหม่ จับแม่นางน้อยสองคนนี้ไปขายในเมืองดีไหมทำอย่างนั้นจะได้เงินสองต่อ
คิดพลางลอบส่งสายตาให้ลูกน้องทั้งหลายรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมผุดตรงมุมปากก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว วาดวิมานในอากาศประหนึ่งตัวเองได้เงินถุงเงินถังความเบิกบานทำเอาร่างกายเบาบาง ตอบรับนางอย่างง่ายดาย “ได้ ๆ”
ดวงจิตแห่งหยก“เ้าคิดจะใช้พลังปราณสถิตเล่นงานพวกเขา?”
นางแค่นเสียงหึ ทำไมจะไม่ได้เล่า! เป็พวกเขาที่กล้าแกว่งเท้าหาเสี้ยนก่อน กล้าหาเื่นางเช่นนี้หากไม่สั่งสอนเกรงว่าต่อไปคงจะมีชาวบ้านเดือดร้อนอีกมากมายดังนั้นให้นางจัดการนั่นแหละจะได้ไม่กล้าไปทำกับคนอื่นอีก
รอยยิ้มเล็กผุดตรงริมฝีปากฉีซินอี๋แล้วหายวับไปราวกับม่านหมอกยามนางย่างเท้าจะก้าวเดินต่อกลับถูกแรงจากข้างหลังฉุดรั้งเอาไว้เมื่อหันกลับไปพบว่าเฟิ่งเสี่ยวพยายามส่ายหน้าไม่ให้นางเดินเข้าไปในป่าเพราะคิดว่าแม่นางตัวน้อยเช่นนางไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมพวกมัน
ส่วนเฟิ่งเสี่ยวน้อยเคยพบเจอคนค้าทาสมาตั้งมากมายเลยค่อนข้างเข้าใจเื่นี้มากกว่าฉีซินอี๋เลิกคิ้วกำลังจะเอ่ยปาก หนึ่งในบุรุษรูปร่างสูงใหญ่อดรนทนไม่ไหวเดินมาคิดจะผลักหลังเฟิ่งเสี่ยวฉีซินอี๋เพ่งจิตใช้พลังปราณสถิตห่อหุ้มร่างกายเบาบางไม่ให้เป็ที่สังเกตกระตุกทีเดียวเฟิ่งเสียวก็ถลามากระแทกตัวนาง
ต่อจากนั้นแม้เฟิ่งเสี่ยวจะพยายามยื้อยุดแค่ไหนก็ไม่เป็ผลสุดท้ายจำยอมคอตกเดินตามท่ามกลางความหมดอาลัยตายอยาก หนีรอดจากเงื้อมมือผู้หนึ่งยังต้องมาตกอยู่ในเงื้อมมือคนอื่น์ช่างกลั่นแกล้งโชคชะตาของนางเหลือเกิน
เมื่อมองไม่เห็นหลังคาเรือนหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์หันขวับมาหาฉีซินอี๋พร้อมกับยื่นมือกระดิกนิ้ว
“แม่นางน้อยข้าขอตรวจดูถุงเงินของเ้าก่อนเผื่อมีหล่นหายกลางทาง”ท่าทางและน้ำเสียงไม่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘ขอ’ เลยสักนิดกระนั้นฉีซินอี๋ยังคงสอดมือเข้าไปข้างในแขนเสื้อ เฟิ่งเสี่ยวหยุดมือนางส่ายหัวแรงๆ
เพียะ!
ลูกน้องที่อยู่ใกล้พวกนางก้าวทีเดียวก็มาถึงตัวง้างฝ่ามือฟาดใบหน้าของเฟิ่งเสี่ยวน้อยเต็มแรงความเ็ปแผ่ซ่านไปทั้งกาย บนแก้มซูบตอบนอกจากเปื้อนดินเปื้อนทรายยังมีรอยประทับห้านิ้วเพิ่มเข้ามาร่างผอมแห้งสั่นระริกแต่ไม่กล้าเปล่งเสียงร้องสักแอะ ฝืนทนกลั้นเสียงสะอื้นพยายามส่ายหัวไม่ให้ฉีซินอี๋เอาถุงเงินให้พวกเขา
ฉีซินอี๋ส่งยิ้มอย่างจนใจก่อนจะทำถุงเงินหล่นลงพื้นยามล้วงออกมาให้หัวหน้าชายฉกรรจ์โดยไม่ได้ตั้งใจเสียงเหรียญทองแดงกระแทกพื้นดังสนั่น เงินอีแปะที่ไม่ได้มัดไว้หล่นกระจายไปทั่ว
หัวหน้าเหล่าชายฉกรรจ์ร้องครางราวกับเ็ปไปทั้งกระดองใจรีบสั่งให้พรรคพวกช่วยกันเก็บชั่วพริบตาที่เขาก้มลงกลับมีแสงสีชาดฟาดเข้าใบหน้าเต็มแรง
“อ๊าก!”ทีนี้ล่ะได้ร้องเพราะความเ็ปของจริง เขายกมือขยี้ตาและลูบใบหน้าครั้นลืมตาก็ไม่เห็นแม่นางน้อยทั้งสองอยู่ตรงนั้นแล้ว
เขาชะงักกวาดมองรอบข้างก่อนจะได้ยินเสียงเด็กหญิงตัวน้อยไพเราะเสนาะหูมาจากข้างบน
“มองหาข้าอยู่หรือ”
ยามเงยขึ้นมาก็เห็นเฟิ่งเสี่ยวกำลังนั่งกอดลำต้นของต้นไม้ตัวสั่นงันงกประหนึ่งขอเพียงมือคลายก็จะตกลงไปเบื้องล่างได้ทุกเมื่อ
ส่วนแม่นางน้อยอีกนางกำลังค้างอยู่ในอากาศ!
แทบจะในทันทีที่เกิดความสงสัยประกายแสงสีชาดสีเดิมพลันฟาดลงบนปลายเท้าของเขาหัวหน้าชายฉกรรจ์ร้องคร่ำครวญก้มลงกุมเท้าบวมเป่ง
ฉีซินอี๋หมุนตัวลงมาจอดบนพื้นอย่างงดงามถือโอกาสตีเหล็กตอนร้อนขณะคนอื่นกำลังตกตะลึงและไม่ทันตั้งตัว วาดฝ่าเท้าข้างหนึ่งเป็วงกว้างก่อนจะยกขึ้นสูงดีดนิ้วไปทางพวกเขาเป็รายคน
“โอ๊ยยจะ เจ็บ!”
“แม่นางน้อยข้าผิดไปแล้ว!”
เสียงร้องระงมดังขึ้นมาแต่นางไม่คิดจะออมมือะโหลบเช่นเดียวกับร่ายระบำไปทั่วประหนึ่งนี่ไม่ใช่เวทีต่อสู้แต่เป็เวทีสำหรับให้นางเริงระบำ มืออ่อนช้อยพลิ้วไหวปลายเท้าดุจดั่งเดินย่ำอยู่บนกลีบดอกเหลี่ยนฮวา กรีดกรายนิ้วอย่างประณีต
ยามเมื่อระบำจบลงหนึ่งบทเพลงบุรุษรูปร่างสูงกว่านางหลายฉื่อพากันดิ้นทุรนทุรายบนพื้นบ้างพยุงตัวลุกขึ้นมาสำลักเื บ้างสลบไสลไม่ได้สติ โชคดีที่หัวหน้ายังมีสติฉีซินอี๋เหยียบย่ำเท้าที่มีเพียงรองเท้าฟางห่อหุ้มแต่สำหรับหัวหน้าชายฉกรรจ์กลับเหมือนเป็ลูกตุ้มั์ที่พร้อมจะเข้ามาบดขยี้เขาผงะรีบถดกายถอยหลัง
แต่เพราะอยู่ในสภาพาเ็จึงไม่อาจไปได้ไกลกว่านั้นกระทั่งฉีซินอี๋มาประชิดตัวหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์รีบพนมมือ ดวงตาสั่นไหวมีแต่ความพรั่นพรึง
“มะแม่นางน้อย ปะ โปรดละมือไว้ มะ ไมตรี ผะ ผู้น้อยมีตา ตะ หามีแววไม่บังอาจล่วงเกินท่านเซียน”
นางยกยิ้มสาดสายตาเ็ามองมา“ไมตรี? น่าขัน! ทีพวกเ้ายังไม่คิดจะยั้งมือไว้ไมตรีให้พวกข้าบ้าง หากข้าไม่มีวิชาเอาชนะเ้าเกรงว่ายามนี้พวกข้าก็คง...”
เว้นจังหวะจนทำเอาแผ่นหลังของหัวหน้าชายฉกรรจ์เยียบเย็นรีบโน้มลงมากลับแทบเท้านางอย่างเอาเป็เอาตาย“ท่านเซียนจะทำอะไรกับผู้น้อยย่อมได้ ขะ ขอเพียงไว้ชีวิตผู้น้อยต่อไปผู้น้อยไม่กล้าอีกแล้วหากผู้น้อยยังกล้ารังแกคนอ่อนแอเมื่อนั้นท่านมาเด็ดหัวผู้น้อยได้ทันที”
“หึเ้าให้คำสัตย์กับข้าไว้แล้ว จงจดจำให้ขึ้นใจ” สิ้นคำยื่นมือไปบีบไหล่ของอีกฝ่ายอย่างแรงทั้งที่เป็แค่เด็กหญิงยังไม่ถึงวัยปักปิ่นเกิดเสียงร้อนซ่ากับกลิ่นเนื้อไหม้โชยมา หัวหน้าชายฉกรรจ์ดิ้นพล่านเสร็จแล้วนางค่อย ๆ ชักมือกลับ
“ยามใดที่เ้าก่อกรรมทำเข็ญ...หรือเอาเื่ข้าไปโพนทะนา...ยามนั้น...ข้าจะมาเอาชีวิตเ้า”น้ำเสียงเ็าบาดลึกไปถึงกระดูกไม่เหมือนแม่นางน้อยเลยสักนิด
หลังกล่าวจบฉีซินอี๋สะบัดแขนทีเดียวร่างนางก็ทะยานไปบนต้นไม้ที่เฟิ่งเสี่ยวอยู่ก่อนจะกระซิบข้างหูอีกฝ่าย “จับข้าให้ดี” ดีดตัวะโไปยังกิ่งไม้ท่อนต่อไปไม่นานนักทั้งคู่พลางหายลับไปจากสายตา
หัวหน้าชายฉกรรจ์ละล่ำละลักก้มกราบปากพร่ำเอ่ยแต่คำว่า “ขอบคุณ ๆ ท่านเซียนน้อย”
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีวี่แววของฉีซินอี๋กับเฟิ่งเสี่ยวถึงกล้าเงยหน้าขี้มูกขี้ตาไหลยื่นมือสั่นเทาไปเลิกสาบเสื้อข้างที่นางจับพบว่าในนั้นเป็รอยประทับดาวห้าแฉก หัวหน้าชายฉกรรจ์แทบล้มทั้งนั่งรีบก้มกราบฟ้าสาบานตนว่าต่อไปจะไม่ทำชั่วอีก
ทางด้านฉีซินอี๋ที่ใช้วิชาตัวเบาผสานกับพลังปราณสถิตหนีมาถึงเรือนพาเฟิ่งเสี่ยวน้อยลงไปเหยียบบนพื้นยามปลายเท้าแตะหินกรวดและพื้นดินเฟิ่งเสี่ยวเข่าทรุดลงไปนั่งทันที
“เฮ้อเ้านี่ไม่ไหวเลยจริงจริ๊ง” นางเอ่ยทั้งขันทั้งเอ็นดู
ดวงจิตแห่งหยก“อืม...เหมือนสภาพเ้าตอนที่ฝึกวรยุทธ์่แรก”
ฉีซินอี๋“...”
ดวงจิตแห่งหยก“ว่าแต่ ข้าจำได้ว่าไม่เคยสอนวิชาฝ่ามือประทับิญญาให้เ้าเ้าไปเรียนมาจากไหนหรือจำมาจากกองตำราของสำนักเจ็ดก้าวย่าง”
นางเอามือไพล่หลังยืดอกหลังตรง เชิดคางสูงเสียดฟ้า “ข้าไม่มีหรอกวิชาประทงประทับมีเพียงความรู้อันน้อยนิดไว้พลิกแพลงตามสถานการณ์อ้อ จริงสิ ท่านว่าหรือบางทีข้าควรจะสำแดงฤทธิ์ให้ชาวบ้านแถวนี้ดี ลองเป็เซียนน้อยดูท่าก็ไม่เลวเหมือนกัน”
ดวงจิตแห่งหยก“...”