“ขนาดนั้นเลยเหรอ” วิษณุกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอ “ว่าแต่ทำไมต้องหลังบ่ายด้วยครับน้องปอย”
“่หลังบ่ายถือว่าเป็ยามซาที่สุดค่ะ” ปอยตอบอย่างเรียบๆ “พูดง่ายๆ ก็คือ เป็่ที่อัปมงคลที่สุดของวันนี้ ปีนี้ เป็เวลาที่สิ่งอัปมงคล หรือ ภูตผีิญญาจะมีพลังอำนาจสูงสุด ไม่ว่าคนดวงแข็งขนาดไหนก็ไม่รอดหรอกค่ะ ได้เจอดีแน่”
“ใครจะเข้า…ก็เข้าไปเถอะ…” ดาวพูดเสียงสั่น ขณะที่ก้าวถอยหลังจะกลับเข้าไปยังรถ “ทางนี้ไม่เอาละหนึ่ง”
“ไม่เอาไม่ได้โว๊ยไอ้ดาว” วิษณุคว้าหมับเข้าที่แขนของลูกน้องคนสนิทอย่างรวดเร็ว “ลงเรือลำเดียวกันแล้วก็ต้องไปให้รอดฝั่งซิวะ จำไม่ได้เหรอที่หลวงพ่อบอกว่าเรามีชะตาร่วมกันนะ แกไม่อยากรู้เหรอว่าทำไม และอีกอย่างหลวงพ่อบอกว่าพวกเราก็จะต้องเป็คนแก้ไขเื่นี้ด้วย อย่าลืมซิ”
“หลวงพ่อไม่ได้บอกนะพี่ ว่าต้องสี่คน” ดาวพยายามค้านขณะที่โดนวิษณุกึ่งลากกึ่งจูงให้เดินตาม “บางทีอาจจะเป็แค่สามคนก็ได้ หนูอาจจะไม่จำเป็ก็ได้นะพี่นุ”
“ไม่รู้ละ…” วิษณุเถียงกลับ “ถ้าหากว่าเป็สี่คนขึ้นมาแล้วแกไม่อยู่ พวกเราจะทำไง ไปกันทั้งหมดนี้แหละ อุ่นใจกว่า…”
“ม่าย……!”
ตลอดทางระหว่างที่ซินแสหวังเดินนำคนทั้งหมดไปทั่วทั้งตัวบ้านหลังใหญ่ โดยมีลูกศิษย์คอยแปลคำพูดอยู่ข้างๆ นั้น ทีมงานของวิษณุทั้งสี่ก็พลันรู้ว่าบัดนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะว่าบ้านหลังนี้จากเดิมที่จะรีโนเวทเพื่อขายต่อเหมือนบ้านหลังอื่นๆ ที่ผ่านมานั้น บัดนี้ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็เรือนหอในอนาคตของแพรวาและภาคินณ์ อีกทั้งจะใช้เป็สถานที่พักผ่อนของสองมหาเศรษฐีทั้งสองอันเป็บิดาของเ้าบ่าวเ้าสาวในอนาคต ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็สาเหตุที่คนระดับเศรษฐีระดับประเทศทั้งสองคนถึงได้เดินทางมาด้วยตัวเอง
“ห้องนี้ให้ทุบและเปลี่ยนเป็ห้องใหญ่ เพื่อใช้เป็ห้องรับแขกครับ” ลูกศิษย์ซินแสหวังอธิบาย ขณะที่บุรุษชราในชุดจอมยุทธ์ก้มๆ เงยๆ มองแผ่นหลอสูในมือตัวเอง “ให้ใช้สีเหลือง ตกแต่งด้วยอะไรที่สื่อถึงดิน หรือ ภาพของั จะช่วยเสริมเื่บุตรและบริวาร และความมั่งคั่ง”
“น้องแพรว่ายังไงครับ” ภาคินณ์หันไปถามว่าที่เ้าสาวตัวเอง “เอาแบบที่อาจารย์ท่านบอกเลยเนาะ”
“ค่ะ…” แพรวาพยักหน้ารับด้วยอาการอ้ำอึ้ง หลังจากเหลือบแลสายตามองดูท่าทีของบิดาของตนและภาคินณ์ “ยังไงก็ได้ค่ะ”
“ถ้าลูกชอบก็ดี” บิดาของแพรวายกมือขึ้นลูบศีรษะของเธออย่างแ่เบา “ทั้งหมดนี้ก็เพื่อลูกนั่นแหละ “
“ใช่…ทั้งหมดนี้ก็เพื่อครอบครัวของเรา” บิดาของภาคินณ์เสริมตามมา ขณะยกแขนขึ้นโอบไหล่ลูกชายของตน “หลังจากแต่งแล้วก็รีบๆ มีหลานให้พ่ออุ้มนะ พ่ออยากได้หลานแล้ว”
“โหว…พ่อก็” ภาคินณ์ยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยอาการเขินอาย “อายเขานะพ่อ”
“มีอะไรต้องอาย คนกันเองทั้งนั้น ฮาๆๆๆ” บิดาของภาคินณ์กางแขนหัวเราะร่า ทำท่าทางประหนึ่งว่าคนทั้งหมดคือครอบครัวของตน รวมถึงทีมงานรีโนเวทบ้านทั้งสี่คนด้วย
“จดรายละเอียดให้หมดนะมึง กูไม่อยากโดนด่าทีหลัง” วิษณุพูด ขณะที่หันหน้าไปทางคุนซึ่งยืนถือไอแพดและปากกาทำหน้าตาละห้อย “ได้ยินไหมนี้…แล้วมึงเป็อะไร ทำหน้าเป็หมาหงอยทำไม”
“ไม่ใช่หมาหงอยหรอกพี่ นี้เขาเรียกว่าหมาวัดต่างหาก” ดาวเสริมขึ้นด้วยอาการกึ่งยิ้มกึ่งเศร้า “หรือก็คือดอกฟ้ากับหมาวัดไงพี่”
“หุบปากไปเลยไอ้ดาว” คุนตวัดสายตาค้อนขวับไปยังเพื่อนสาวคนสนิททันที
“อะไรคือดอกฟ้ากับหมาวัดวะไอ้ดาว”
“ก็ไอ้คุนไงพี่” ดาวทำตาโต “นี่พี่ดูไม่ออกเหรอ ว่าไอ้คุนมันชอบคุนแพรวาเขานะพี่นุ”
“เห้ย…จริงดิ!” วิษณุอุทานด้วยท่าทีแปลกใจ
“หุบปากไปเลย” คุนเสียงสูง ใบหน้าเริ่มปรากฏสีแดงซ่าน “ทั้ง…สอง…คน…เลย”
“ไม่แปลกหรอก” ปอยที่รับฟังอยู่เอ่ยแทรกขึ้น “ก็คุนแพรวาทั้งสวยทั้งน่ารักขนาดนั้นเป็ใครก็ชอบ ขนาดหนูยังชอบเลย”
ดูเหมือนว่านี้จะเป็ครั้งแรกที่ปอยเข้าข้างคุนั้แ่รู้ที่จักกันมา ขณะที่คุนเองก็รู้สึกแปลกใจไม่น้อยเช่นกันที่หญิงสาวซึ่งเปรียบประหนึ่งไม้เบื่อไม้เมากับเขาตลอดมา จะเข้าข้างและเห็นใจตนเองเช่นนี้