สำหรับ ‘รินรดา’ สาวไทยวัย 22 ปีที่กำลังจะก้าวพ้นชีวิตมหาวิทยาลัย คืนพระจันทร์เต็มดวงไม่เคยเป็แค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติธรรมดา...
ในทุกๆ เดือนเมื่อดวงจันทร์ทอแสงเต็มดวง ร่างกายของเธอจะจมลงสู่ความหลับสนิทยาวนานกว่าปกติ และในห้วงนิทรานั้น เธอจะพบกับชายหนุ่มปริศนาในชุดโบราณแปลกตา ใบหน้าคมคายกับดวงตาเรียวยาวคู่นั้นจ้องมองเธอผ่านหมอกควันแห่งความฝัน ไร้เสียงพูดคุย ไร้การัั มีเพียงความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งที่เด่นชัดราวกับมีอยู่จริง จนกระทั่งตื่นขึ้นมาพร้อมกับหยาดน้ำตาที่คลอเบ้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
เธอสะดุ้งก่อนเอ่ยวาจาพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลรินว่า.. “ผู้ชายคนนี้อีกแล้ว เขาเป็ใครกัน”
เธอตกอยู่ในความเงียบ พยายามปะติดปะต่อใบหน้าคมคายที่มักแลกเปลี่ยนสายตากันในความฝัน ค้นลงไปในทุกกะสุนความทรงจำว่าเคยเจอกับเขาที่ไหนมาก่อนหรือไม่ แต่ยิ่งพยายามนึก ภาพของเขากลับยิ่งแจ่มชัดในมโนสำนึก—ชายหนุ่มผู้ไร้ตัวตนในโลกจริง ทว่ากลับเข้ามาจับจองพื้นที่ในฝันของเธออยู่เป็ประจำ
ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยของพ่ออันเป็ที่รักเปล่งขึ้น
"ฝันถึงเขาคนนั้นอีกแล้วเหรอ ริน?"
เสียงทุ้มอบอุ่นของพ่อดังก้องมาจากครัว พร้อมกลิ่นหอมของซุปกิมจิฝีมือคนเกาหลีแท้ๆ พ่อของเธอคือชายวัยกลางคนใจดีที่มาตั้งรกรากในเมืองไทยั้แ่เธอยังจำความไม่ได้ ถึงแม้พ่อจะอบอุ่นและรักเธอมากเพียงใด แต่บ้านหลังนี้กลับมีสิ่งหนึ่งที่เป็ปริศนามาตลอด... ‘ห้องทำงานปลายโถง’
ประตูไม้ลวดลายโบราณที่ถูกล๊อกไว้อย่างแ่า พร้อมคำสั่งเสียเด็ดขาดจากพ่อั้แ่เธอยังเด็ก—"ห้ามก้าวขาเข้าไปในห้องนั้นเด็ดขาด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม"
คำสั่งห้ามที่แสนเข้มงวดซึ่งสวนทางกับความใจดีของพ่อเสมอมา ยิ่งโตขึ้น ความสงสัยก็ยิ่งสั่งสมจนกลายเป็ตะกอนความคลางแคลงใจ ในบ้านที่เปิดกว้างและไร้ความลับทุกอย่าง เหตุใดจึงต้องมีเพียงมุมเดียวที่ถูกบดบังไว้? รินมองแผ่นหลังของพ่อที่กำลังตักซุปกิมจิใส่ชาม ความรักที่พ่อมีให้เธอคือของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ทุกครั้งที่สายตาเหลือบไปเห็นประตูไม้ล็อกแน่นปลายโถง ความอบอุ่นนั้นกลับถูกฉาบทับด้วยความเย็นเยียบของคำสั่งห้าม ความสงสัยที่สะสมมาั้แ่เด็กกัดกินหัวใจเธอซ้ำๆ พ่อที่แสนดีคนนี้กำลังปกป้องเธอจากอะไร หรือกำลังซ่อนความลับแบบไหนไว้หลังประตูบานนั้นกันแน่
ย้อนกลับไป ณ เกาหลียุคโชซ็อน ตัดสลับมาที่มุมมองของพระเอกในคืนเดียวกัน
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ใต้ผืนฟ้าแห่งอาณาจักรโชซ็อน...
แสงจันทร์เต็มดวงสว่างนวลตาฉาบทับเรือนไม้ทรงโบราณอันเงียบสงัด ‘โดยอน’ ขุนนางหนุ่มแห่งสำนักงานซาฮอนบูสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากนิทรา ลมหายใจของเขารัวกระชั้น หยาดเหงื่อซึมตามไรผมและกรอบหน้าคมคาย มือหนาขยับขึ้นกุมหน้าอกซ้าย ััได้ถึงจังหวะหัวใจที่ยังคงเต้นรัวเร็วอย่างไม่เป็สันติ
เขาลุกขึ้นนั่งบนฟูกหนา เหม่อมองออกไปทางหน้าต่างกระดาษฮันจิที่แย้มเปิดไว้เล็กน้อย แสงนวลของดวงจันทร์นอกเรือนทอดเงายาวลงบนพื้นไม้ เช่นเดียวกับทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง... เขาฝันถึงเธออีกแล้ว
หญิงสาวปริศนาในห้วงนิทราของโดยอนนั้นช่างแปลกประหลาดกว่าสตรีใดที่เขาเคยพบเจอในโชซ็อน เธอไม่ได้สวมชุดฮันบกหลากสีหรือเกล้าผมอย่างทรงกิริยา แต่กลับใส่เสื้อผ้าเนื้อนุ่มทรงประหลาดที่เผยให้เห็นเรียวแขนและลำคอขาวเนียน เรือนผมยาวสลวยปล่อยสยายไร้เครื่องประดับ และรอบกายของเธอก็เต็มไปด้วยสิ่งของพิศดารที่เขาไม่เคยรู้จัก—กล่องสี่เหลี่ยมเรืองแสงที่เธอชอบนั่งจ้องมอง สิ่งก่อสร้างสูงใหญ่เทียมฟ้าที่ทำจากกระจกและเหล็กกล้า รวมถึงภาษาแปลกหูที่เธอมักพูดคุยกับชายวัยกลางคนคนหนึ่งอย่างสดใส
‘นางเป็ใครกันแน่... เหตุใดถึงได้เข้ามาวิ่งวุ่นอยู่ในหัวข้าเช่นนี้’
โดยอนพรูลมหายใจยาว ความสงสัยค้างคาอยู่ในอกมาเนิ่นนานหลายปี ชายหนุ่มลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมทับเรือนร่างแกร่ง ก่อนจะเดินออกมายืนรับลมเย็นยามค่ำคืนตรงชานเรือน
ในโลกความเป็จริง เขาคือขุนนางผู้เยือกเย็น นิ่งสงบ และเด็ดขาด ทว่าในโลกแห่งความฝัน เขากลับทำได้เพียงยืนมองหญิงสาวต่างยุคคนนั้นจากระยะไกล ทำได้เพียงจดจำดวงตาสุกใส เสียงหัวเราะสดใส และใบหน้าที่ติดอยู่ในความทรงจำราวกับถูกสลักลึกไว้ในดวงจิต ทั้งที่ไม่เคยพบหน้ากัน ไม่เคยรู้จักชื่อ และไม่เคยแม้แต่จะสบตากันตรงๆ ในโลกแห่งความจริงเลยสักครั้ง
"ท่านอารมณ์บ่เอ็นดูเื่ใดหรือขอรับ ท่านสืบ ฮยอง?"
เสียงของบ่าวคนสนิทดังขึ้นเบาๆ เมื่อเห็นผู้เป็นายยืนตากลมอยู่เงียบๆ โดยอนไม่ได้ตอบในทันที สายตาคมกริบยังคงทอดมองดวงจันทร์ดวงโตบนท้องฟ้า นึกถึงดวงตาคู่นั้นในความฝันที่เพิ่งสลายหายไปเมื่อครู่
"ไม่มีอะไร..." โดยอนเอ่ยเสียงเรียบพลางกระชับเสื้อคลุม "ข้าแค่ฝันเื่เดิมๆ... เื่ของสตรีปริศนาคนนั้น"