ตอนที่ 9 ดูดซับแกนสปีริต
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
เฟิร์สตัดสินใจที่จะใช้แกนสปีริตในการบ่มเพาะต้องรู้ไว้ว่าการบ่มเพาะเช่นนี้จะทำให้เขาเป็หนี้จำนวนมหาศาล
แกนสปีริตที่ได้จากมอนสเตอร์เมื่อนำมาขายให้นิวโฮปจะขายได้สองถึงสามแสนเท่านั้นขึ้นอยู่กับชนิดของมอนสเตอร์และความ้าของตลาด
แต่หาก้าจะซื้อแกนสปีริตจากนิวโฮปราคาของมันถึงกับเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว
หาก้าบ่มเพาะดาราขาวหนึ่งแฉกไปสองแฉกจำเป็จะต้องใช้แกนสปีริตไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยก้อนซึ่งจะเป็เงินห้าสิบล้านเลยทีเดียว
บ่มเพาะสามแฉกต้องใช้มากกว่าเท่าตัวนั่นคืออย่างต่ำสองร้อยก้อน
เมื่อบ่มเพาะระดับที่สูงขึ้นไปก็จะทบทวีเท่าตัวเช่นนี้ไปตลอด
ดังนั้นสมคิดที่บ่มเพาะไปจนถึงระดับหกแฉกจึงหมดเงินไปมากกว่าพันล้านจึงทำให้ยอดหนี้ของเขาทั้งหมดสูงมากกว่าสามพันล้านเมื่อรวมการใช้จ่ายส่วนตัว
แต่ถึงอย่างนั้นเฟิร์สก็มีความมั่นใจว่าจะสามารถหาเงินมาใช้หนี้ได้สิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามั่นใจก็คือการโคจรเคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยของอาจารย์ท่านนั้น
แม้เฟิร์สจะจำชื่อของอาจารย์ท่านนั้นไม่ได้แต่เคล็ดวิชาของเขากลับเป็ของจริง
หากวิชาในโลกแห่งความฝันนั้นสามารถนำมาใช้ได้เขาก็มีความมั่นใจว่าจะบ่มเพาะวิถีกระบี่ได้อีกครั้ง
หลังจากกดบัตรคิวแล้ว ไม่นานเฟิร์สก็ได้พบกับพนักงานขาย
“ไม่ทราบว่าลูกค้า้าขายซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสินค้าครับ”พนักงานชายคนนั้นเอ่ยอย่างมีรอยยิ้ม
“ผม้าแกนสปีริตจำนวนหนึ่งร้อยก้อนครับ”
“รอสักครู่นะครับ”พนักงานงานคนนั้นกดภาพโฮโลแกรมตรงหน้า พร้อมกับเดินไปยังช่องด้านหลัง
เมื่อช่องนั้นเปิดออกก็พบกับกล่องสีเงินขนาดหนึ่งฟุตกล่องหนึ่ง
ทันทีที่ยกกล่องนั้นออกมาช่องนั้นก็ปิดลง
พนักงานยกกล่องนั้นออกมาอย่างธรรมชาติเขาทำราวกับว่ากล่องที่บรรจุแกนสปีริตหนึ่งร้อยก้อนนั้นไม่ได้มีค่ามากนัก ทั้งๆที่มันมีมูลค่าสูงถึงห้าสิบล้านบาทเลยทีเดียว
“นี่คือแกนสปีริตของคุณลูกค้าครับ”พนักงานเปิดกล่องสีเงินออกจนเผยให้เห็นแกนสปีริตที่ทอแสงสีขาวราวกับไข่มุกเรียงรายนับร้อยก้อน ซึ่งแกนสปีริตแต่ละก้อนจะมีขนาดเท่ากับปลายนิ้วชี้เท่านั้นแต่พลังสปีริตที่แผ่ออกมากลับอัดแน่นอยู่ข้างในนั้นอย่างน่าใ
เฟิร์สตรวจสอบมันอย่างละเอียดก่อนจะยื่นกำไลข้อมือเพื่อแสกนจ่ายเงิน
“ขอบคุณที่อุดหนุนครับ” พนักงานคนนั้นยิ้มอย่างเป็มิตร
แล้วสองพ่อลูกก็พากันออกมาจากร้านนิวโฮป
สมคิดสังเกตว่าเฟิร์สไม่ได้ซื้ออาวุธหรือเครื่องป้องกันอื่นๆก็แน่ใจแล้วว่าลูกชายของเขายังไม่ตัดสินใจลงเทรดในตอนนี้
หลังจากกลับมาเฟิร์สก็นำแกนสปีริตของเขาไปศึกษาซึ่งก่อนหน้านี้พ่อของเขาก็ได้ให้คำแนะนำไว้ก่อนแล้ว
“กำแกนสปีริตไว้ในมือแล้วเคลื่อนพลังสปีริตไปที่มันเหมือนตอนเรียกไอเทมสปีริตออกมาแกนสปีริตเหล่านี้เป็ของมอนสเตอร์ที่ดุร้ายการที่จะหลอมมันได้ต้องกลั่นพลังชั่วร้ายออกไปให้หมดก่อนถึงจะสามารถนำไปบ่มเพาะได้ พลังสปีริตภายในร่างจะช่วยทำเื่นั้นเอง”
ขึ้นชื่อว่ามอนสเตอร์ย่อมต้องมีจิตของสัตว์ร้ายอยู่ภายในอยู่แล้ว
ทั้งนี้มันก็เหมือนกับร่างของมอนสเตอร์ที่ไม่สามารถนำมาปรุงเป็อาหารได้เพราะพิษร้ายของมันที่อยู่ข้างในนั้นมนุษย์จึงมักจะใช้ร่างของมอนสเตอร์มาทำเป็อาวุธและเครื่องป้องกันขายมากกว่า
เมื่อพูดถึงอาวุธแล้วแม้อาวุธที่ทำจากซากมอนสเตอร์จะไม่ได้ดีไปกว่าไอเทมสปีริตแต่ก็มีเวเนเตอร์ไม่น้อยที่เป็เหมือนเฟิร์สที่มีไอเทมสปีริตที่ไร้ประโยชน์
ทว่าพวกเขาเ่าั้ก็ยังสามารถเป็เวเนเตอร์ได้โดยอาศัยความสามารถของอาวุธเหล่านี้แทน
บางคนถึงขั้นจัดอยู่ในแถวหน้าเวเนเตอร์ของโลกก็มี
จากข้อมูลที่เฟิร์สหามา มีนิตยสารระดับโลกแห่งหนึ่งทำการจัดอันดับเวเนเตอร์ระดับโลกแม้อันดับเหล่านี้จะไม่ได้ออกมาเป็ทางการจากนิวโฮปเฟเดอเรชั่นส์แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่เชื่อถือข้อมูลเหล่านี้
ซึ่งหนึ่งในร้อยอันดับแรกของเวเนเตอร์ระดับโลกยังมีคนจำนวนหนึ่งที่มีความสามารถใช้ไอเทมสปีริตไม่ตรงสายแม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ในอันดับต้นๆ
แต่ก็ไม่มีใครสงสัยในความแข็งแกร่งของพวกเขา
ที่น่าใยิ่งกว่านั้นก็คือพวกเขาเ่าั้คือกลุ่มคนที่เคยซ่อนอยู่ในเงามืด
ยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญในการต่อสู้ผู้มีศาสตร์ลึกลับที่เคยเป็เื่เล่า ผู้แข็งแกร่งที่ใช้วิชาประหลาด มันมีกระทั่งแม่มดหมอผี แม้แต่ผู้ที่อ้างว่าตนเองเป็เทพเซียนก็มี
เฟิร์สตั้งใจที่จะใช้แกนสปีริตหนึ่งร้อยก้อนนี้เพิ่มระดับพลังบ่มเพาะของตนเองเพื่อในไปประยุกต์ใช้ในกับศาสตร์ที่เขาได้ร่ำเรียนมาในเวลาต่อไป
ก่อนจะใช้แกนสปีริตเฟิร์สได้ตรวจสอบร่างกายของตนเองอีกครั้งหนึ่ง
เขามองร่างตนเองขึ้นลงหน้ากระจกและสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง
‘มัดกล้ามเนื้อดูสมส่วนมากขึ้นแม้ร่างนี้จะผอมอยู่ก็ตาม’
สิ่งแรกที่เขาสังเกตได้คือกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นหลังจากที่เขาพึ่งฟื้นจากนิทรา ไหล่สองข้างดูกว้างขึ้นส่วนสูงดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นมานิดนึงอีกด้วย
‘แม้จะดูผอมบางไปบ้างแต่ฉันก็ไม่ได้ดูอ่อนแออีกต่อไปแล้ว’
กล้ามเนื้อที่ปรากฏขึ้นทั่วร่างอธิบายได้ถึงความคล่องแคล่วปราดเปรียวร่างกายนี้ดูดีมากกว่าเดิม ไม่แปลกใจที่เขาเห็นสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขาตอนไปร้านนิวโฮป
“ตอนนี้ร่างกายเริ่มเข้าที่แล้วต่อไปก็เริ่มบ่มเพาะพลังได้แล้ว”
เฟิร์สไม่ลังเลที่จะโคจรเคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยซึ่งมันคือการโคจรพลังไปตามจุดต่างๆ ที่คล้ายกับการไหลเวียนของค่ายกลด้วยเทคนิคนี้ทำให้ผู้ฝึกฝนสามารถดูดซับพลังงานเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าปกติ
“พ่อบอกฉันว่าเวเนเตอร์ระดับดาราขาวหนึ่งแฉกจะสามารถดูดซับพลังสปีริตได้แค่วันละหนึ่งก้อนเท่านั้นมาดูกันว่าถ้าฉันใช้เคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยขีดจำกัดในการดูดซับของฉันจะอยู่ในระดับใด”
เฟิร์สเปลี่ยนอารมณ์เป็สงบนิ่งอย่างรวดเร็วเขากำแกนสปีริตก้อนหนึ่งเอาไว้แล้วโคจรพลังอย่างรวดเร็ว
หากคนภายนอกมองเข้ามาพวกเขาก็จะเห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังกำก้อนหินก้อนเล็กๆเอาไว้เท่านั้น แต่ความจริงแล้วแกนสปีริตก้อนนั้นกลับระเหยกลายเป็ไอพลังเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่มอย่างรวดเร็ว
พลังจากแกนสปีริตไหลผ่านไปแต่ละจุดตามตำแหน่งของเคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อย
ในทุกครั้งที่พลังสปีริตนี้เคลื่อนผ่านกลิ่นอายที่ดุร้ายก็จะต้องเผชิญหน้ากับด่านพลังของดาวเคลื่อนดาราคล้อยพลังสปีริตที่มีความดุร้ายรุนแรง เมื่อผ่านไปแต่ละจุด พลังด้านลบของมันกลับลดลงอย่างรวดเร็ว
ซึ่งโดยปกติแล้วเหล่าเวเนเตอร์จะใช้ระยะเวลาในการกำจัดพลังด้านลบเหล่านี้ไปเป็เวลาถึงแปดส่วนของการดูดซับแกนสปีริตเห็นได้ชัดว่านี่คือตัวการที่ทำให้ผู้คนบ่มเพาะได้ช้าลงเป็อย่างมาก
ทว่า
สำหรับเฟิร์สในตอนนี้การดูดซับแกนสปีริตของเขากลับไม่ต้องเสียเวลากำจัดพลังด้านลบเลยแม้แต่น้อย
เคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยคือการชักนำพลังสปีริตที่อยู่ในร่างมาเป็ค่ายกลในการกลั่นกรองพลังซึ่งในอดีตอาจารย์ของเฟิร์สเคยใช้ค่ายกลนี้แสดงพลังอันน่าตื่นตะลึงของผู้รับใช้ออกมาค่ายกลสามารถเพิ่มพลังให้พวกเขาจนกลายเป็กลุ่มสุดยอดจอมเวทที่เรียกตนเองว่าสิบสองดารา
ต่อมาค่ายกลนี้ได้ถูกดัดแปลงมาเป็เคล็ดวิชาดาวเคลื่อนดาราคล้อยเพื่อใช้ในการบ่มเพาะซึ่งจากการวางตำแหน่งพลังแค่สิบสองจุด เมื่อกลายเป็เคล็ดวิชาตำแหน่งของค่ายกลได้เพิ่มขึ้นเป็หนึ่งร้อยสี่สิบสี่จุดด้วยกัน
เมื่อพลังของแกนสปีริตถูกโคจรด้วยเคล็ดวิชาครบหนึ่งรอบพลังด้านลบของมันจึงแทบจะไม่หลงเหลืออยู่เลย
นั่นจึงทำให้เฟิร์สสามารถดูดซับพลังสปีริตได้อย่างเต็มที่
เวลานั้นเองแกนสปีริตที่กำอยู่ในมือก็กลายเป็ผงสีขาวไม่ต่างไปจากขี้เถ้าซึ่งมันไร้ซึ่งพลังงานใดๆ
เฟิร์สลืมตาตื่นขึ้นแล้วมองไปที่นาฬิกา
“สองชั่วโมงหรอ?”
“อืม ... ถ้าหากบ่มเพาะอย่างเต็มที่วันหนึ่งจะสามารถดูดซับแกนสปีริตได้ถึงสิบสองก้อน แต่น่าเสียดายที่นี่ไม่ใช่การฝึกฝนระบบเซียนร่างกายยัง้าสารอาหารและ้าการพักผ่อน ... ถ้าอย่างนั้นก็ค่อยเป็ค่อยไปก็แล้วกัน”