หลังจากความทรมานจากการดื่มยารสชาติชวนคลื่นไส้ผ่านพ้นไปสามวันมู่เหม่ยอวี้ก็อาการดีขึ้นจริงๆ ตามคำกล่าวอ้างของท่านหมอนางรู้สึกว่าประสาทการรับรสของนางอาจจะพังทลายลงก็ได้หากนางยังดื่มยานั้นอีกนางไม่อยากดื่ม อยากแอบเทยาทิ้งอย่างสุดหัวจิตหัวใจ แต่ก็เกรงใจมารดาเพราะท่านจะมาเฝ้านางดื่มจนกว่านางจะยอมดื่มยาจนหมดทุกครั้งนอกจากครั้งแรกที่แสนทรมานแล้ว ครั้งต่อๆมาก็ดีขึ้นมาบ้าง เพราะมารดาแสนจะเอาใจนางจะเตรียมน้ำตาลมาให้นางกินด้วยหลังดื่มยา จึงรู้สึกคลายความขมลงได้หน่อยมู่เหม่ยอวี้อยากจะเปิดฮอลมิติ แล้วเอายามาให้มารดาดูเสียเดี๋ยวนั้นว่ายาที่กินง่ายๆใช้ได้ผลดีของนางก็มี ไม่ต้องเอายาขมพิฆาตมาให้นางกินก็ได้ แต่ก็ทำไม่ได้มู่เหม่ยอวี้รู้สึกเศร้า
หลังจากที่ไม่ต้องกินยา มู่เหม่ยอวี้ก็พักนิ่งๆอีกห้าวัน จนแผลตามเนื้อตัวตกสะเก็ด แผลที่ศีรษะดีขึ้น นางจึงลุกขึ้นมาลั้นลาได้
นางตั้งใจว่าพรุ่งนี้เช้าจะขอติดตามบิดากับพี่ใหญ่ของนางขึ้นเขาด้วย ในคราแรก บิดาก็ไม่ยินยอมแต่นางก็รั้นบอกว่า นางหายดีแล้ว อ้างว่า รู้สึกอ่อนเพลียและเบื่อหน่ายยิ่งนักหากต้องนอนนานกว่านี้ และรับปากว่าจะไม่ดื้อ ไม่ซน จะดูแลตัวเองให้ดีๆ บิดาเห็นว่าั้แ่ป่วยคราวนี้ นางนิสัยเปลี่ยนไป ไม่ดื้อรั้น ไม่งอน มีเหตุผลมากขึ้นช่างพูดช่างคุย ก็รู้สึกวางใจมากขึ้น จึงยอมตกลง
“ก็ได้ แต่ลูกต้องห้ามอยู่ห่างจากพ่อนะ”
“เ้าค่ะ” มู่เหม่ยอวี้รับปากแต่โดยดี
“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้เราก็ออกเดินทางตอนยามเฉินหลังจากรับประทานอาหารเช้าลูกไปเตรียมตัวเถอะ”
“เ้าค่ะ ท่านพ่อ”มู่เหม่ยอวี้ยิ้มหน้าบานวิ่งเข้าห้องของตนเองไป
ยามเฉินหลังรับประทานอาหารสามคนพ่อลูกออกเดินทางเพื่อขึ้นเขา แต่เดินเข้าไปไม่ทันลึกนักมู่เหม่ยอวี้ก็เห็นลำธาร ไม่ลึกไม่ตื้น น้ำใส มองเห็นตัวปลาตามโขดหิน
“เอ๋ มีลำธารตรงนี้ด้วยหรือเนี่ย”มู่เหม่ยอวี้พูดขึ้นมาลอยๆ แบบไม่ได้้าคำตอบอะไรแต่ก็ได้ยินเสียงพี่ชายตอบกลับ
“ใช่แล้ว แต่วันที่น้องรองเจ็บกลับมาเราเดินกลับมาจากทางด้านโน้น (ชี้มือไปอีกด้านของหุบเขา) เ้าจึงไม่เห็นว่ามีลำธารอยู่ด้านนี้”
“น้ำที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็มาจากลำธารสายนี้หรือเ้าคะ” มู่เหม่ยอวี้ยังคงถามต่อ
“ใช่แล้ว มาจากลำธารนี้ แต่สถานที่ที่เราไปตักน้ำจะไปตักมาจากอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านเรามากกว่า” มู่หยางิ่อธิบาย
“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ” แล้วนางก็หันไปสนใจกับลำธารต่อ
“โอ้ พี่ใหญ่ ดูสิเ้าคะ มีปลาเยอะแยะเลยเ้าค่ะ”นางชี้ปลาให้พี่ใหญ่ของนางดู
“ใช่แล้ว ในลำธารมีปลาเยอะมาก”
“แล้วไม่มีใครมาจับปลาไปกินหรือเ้าคะ”
“ก็มีนะ แต่ไม่ค่อยชอบกินกัน เพราะมันเหม็นคาวน่ะ”พี่ชายยังคงตอบนาง
“หือ ไม่รู้จักของดีซะแล้ว พวกท่านพลาดแล้วละ” นางกล่าว
“อย่างไรหรือ”
“ปลาเนี่ยให้โปรตีนสูง กินมากๆ ช่วยบำรุงสมองนะเ้าคะ”
“โปร.. เอ่อ โปรตีนมันคือสิ่งใดหรือ”พี่ชายถามด้วยใบหน้าที่งุนงง
‘โอ้ว พลาดอีกแล้ว ศูนย์ หนึ่ง สี่หากเป็ชาติที่แล้วคงต้องเลื่อนอันดับให้ตัวเองไปเป็สายลับปลายแถวเสียแล้วกระมัง หัดจำไว้เสียบ้างสิว่านี่เป็ยุคโบราณไม่ใช่ยุคอนาคตของข้า งี่เง่า’มู่เหม่ยอวี้โอดครวญและก่นด่าตนเองในใจแล้วนางก็อธิบายให้มู่หยางิ่และมู่หยางเซิงฟังอย่างอดทนโดยใช้ภาษาที่คิดว่าจะทำให้พวกเขาเข้าใจได้ง่ายๆ
“โปรตีนก็คือสารอาหารประเภทหนึ่งเ้าค่ะในอาหารจะมีสารอาหารหลายประเภทซึ่งสารอาหารแต่ละประเภทจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายแตกต่างกันสารอาหารบางประเภททำให้ร่างกายเรามีแรงเคลื่อนไหว บางประเภทช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นบางประเภททำให้ร่างกายเราสุขภาพดีไม่ป่วยงาย และอย่างเ้าโปรตีนเนี่ยจะช่วยบำรุงสมองเ้าค่ะแล้วก็ยังช่วยให้ร่างกายของเราเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย อย่างพี่ใหญ่ น้องเล็กและข้า ยังเด็กอยู่ ถ้ากินโปรตีนมากๆ พวกข้าก็จะโตเร็วและแข็งแรง สมองดีนอกจากนี้มันยังช่วยซ่อมแซมรักษาร่างกายในส่วนที่มันเสื่อมสภาพด้วยอีกทั้งยังช่วยต้านทานโรค เหมาะกับวัยแบบท่านพ่อท่านแม่ไงเ้าคะ”
“แล้วสมองคืออะไร” มู่หยางิ่สงสัย
นางชี้ที่หัวของตัวเอง“สมองก็คือสิ่งที่อยู่ในนี้เ้าค่ะ มันทำหน้าที่คิดสิ่งต่างๆ”
“อ้อ โปรตีนนี่มันดีจริงๆ” มู่หยางิ่กล่าวทำหน้าเหมือนจะเข้าใจ
“ใช่แล้วเ้าค่ะ” มู่เหม่ยอวี้ยิ้มรับ
“แสดงว่าถ้าเรากินปลาเยอะๆร่างกายของเราก็จะได้รับโปรตีน แล้วก็จะดีต่อร่างกายและสมองของเราใช่หรือไม่”มู่หยางิ่สรุปและถามต่อ
“ใช่แล้วเ้าค่ะ เป็เช่นนั้น”มู่เหม่ยอวี้ก็ยังคงยิ้มรับเช่นเดิม
“แล้วลูกรู้จักโปรตีนและสารอาหารต่างๆที่ลูกบอกได้อย่างไรล่ะ” มู่หยางเซิงขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
“อู้ยยยย” มู่เหม่ยอวี้ร้องออกมารู้สึกชาวาบที่หัวถึงท้องน้อยในชั่วเสี้ยวอึดใจ ทำหน้าไม่ถูก หัวเราะแหะๆ ให้บิดาจากนั้นรีบประมวลความคิดในสมองด้วยความเร็วสูงว่าจะตอบท่านพ่ออย่างไรดี
“ข้าไม่รู้ว่าข้าเป็อะไรไปเ้าค่ะ ั้แ่ที่ข้าความจำเสื่อมข้าจำอะไรก่อนหน้านี้ไม่ได้เลย แต่ข้ากลับรู้สึกว่าในสมองของข้ามีความรู้และสามารถทำอะไรได้หลายๆ อย่าง อ๊ะ!ท่านพ่อ หรือว่า...” นางทำหน้ามึนๆ งงๆ จู่ๆก็ทำหน้าใเหมือนคิดอะไรได้เพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้ฟังตามหลักจิตวิทยาที่นางเคยเรียนมา
“หรือว่าท่านเทพเซียนแห่งขุนเขาจะชดเชยให้ข้าที่ข้าตกจากหน้าผาจนความจำเสื่อม ใช่แล้ว! ต้องเป็เช่นนั้นแน่ๆต้องเป็เพราะท่านเทพเซียนแห่งขุนเขาเห็นใจข้าจึงปลอบใจข้าด้วยการดลบันดาลให้ข้ามีความรู้และทักษะแน่นอนเลยเ้าค่ะ โอ้ท่านเทพเซียนเ้าขา ข้าน้อยขอขอบพระคุณท่านเ้าค่ะ”ว่าแล้วนางก็นั่งคุกเข่าหันหน้าไปทางูเาแล้วก้มลงโขกศีรษะกับพื้นปากก็พร่ำขอบคุณไม่หยุด ขณะเดียวกันก็แอบเหล่ตามองดูท่าทางของบิดาและพี่ใหญ่
มู่หยางเซิงและมู่หยางิ่ใบหน้าตื่นตะลึง กับคำตอบและท่าทางขอบคุณเทพเซียนของมู่เหม่ยอวี้ในขณะนี้แล้วพยักหน้าให้กัน
“อาจจะเป็ไปได้” มู่หยางเซิงกล่าว
“โอ้ ์มีตาจริงๆ ท่านเทพเซียนได้เห็นใจเราแล้วิ่เอ๋อร์ รีบมาขอบคุณท่านเทพเซียนกันเร็วลูก” ว่าแล้วมู่หยางเซิงก็คุกเข่าลงโขกศีรษะแล้วกล่าวขอบคุณเทพเซียนตามบุตรสาว มู่หยางิ่ก็คุกเข่าลงทำตามเช่นกัน
โอ้ว นางแถได้เป็ตุเป็ตะเป็เื่เป็ราวแต่นั่นยังไม่อัศจรรย์เท่ากับที่ท่านพ่อและพี่ใหญ่ของนางดันเชื่อที่นางพูด
‘เื่แบบนี้ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่จริงๆ’ มู่เหม่ยอวี้แอบอมยิ้มนางคิดว่ายุคสมัยโบราณแบบนี้ อาจจะยังเชื่อสิ่งเหนือธรรมชาติสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อจิตใจของผู้คนมาั้แ่ยุคสมัยไหนขนาดในยุคปัจจุบันของนางในชาติที่แล้ว แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าแต่ผู้คนบางพื้นที่ บางเผ่าพันธุ์ ก็ยังคงเชื่อเื่เหล่านี้ ยังเข้าไม่ถึงวิทยาศาสตร์ก็ยังมี