“ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตามความปรารถนาเ้า”
เวลานี้จิติญญาแห่งกระบี่ลดโทสะลงพร้อมกับเอ่ยเสียงแ่เบา “แต่ข้าขอเตือนอะไรไว้อย่าง ตอนนี้มันยอมรับเ้าเป็นายแล้ว หากเ้าคิดจะยอมแพ้จากมันก็จงปาดคอตัวเองเสีย”
“เมื่อเ้าตายแล้วกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนจะตัดขาดจากเ้าโดยพลัน และมันจะกลับมายังสุสานซวนหยวนแห่งนี้เพื่อรอคอยเ้านายของมันต่อไป”
ยิ่งฟังสีหน้าของหลินเฟิงก็ยิ่งหน้าบิดเบี้ยว ท้ายที่สุดเขาจึงหัวเราะขึ้นอย่างขมขื่น “ถ้าเช่นนั้นข้าขอน้อมรับไว้อย่างไม่เต็มใจก็แล้วกัน...”
“เ้าว่าอะไรนะ?”
จู่ ๆ น้ำเสียงของอีกฝ่ายพลันเย็นะเืราวกับไปแตะย้อนเกล็ดั แต่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองนี่ ก่อนจะพึมพำขึ้นมา “แค่พูดว่าไม่เต็มใจรับน่ะหรือ?”
‘ป๊าบ!!’
ไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดอีก แสงสีทองได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าท่ามกลางความว่างเปล่ามุ่งตรงมายังเขา ก่อนจะได้ตอบสนอง เขาก็รู้สึกเ็ปที่ก้นแล้ว
“เ้าอยากจะเห็นพลังของข้าผู้นี้ใช่หรือไม่?”
ก่อนที่เขาจะทันได้คิดสิ่งใด อีกฝ่ายก็ปรากฏพร้อมกับชี้นิ้วมายังหลินเฟิงด้วยความเดือดดาล “ไหนเ้าลองว่ามาอีกครั้ง ว่าไม่พอใจอย่างไร?”
“ไม่ ๆ ข้าเต็มใจ โอ้์ ข้ามีความสุขยิ่งนัก” หลินเฟิงที่ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ ใบหน้าของเขาจึงรีบปั้นยิ้มครั้งแล้วครั้งเล่า “ท่านาุโ เมื่อครู่ข้าแค่สับสนเล็กน้อยเท่านั้น โปรดท่านอย่าได้ใส่ใจ ข้าแค่หมายความว่ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนกระทั่งตัดแม่น้ำทลายูเาก็หาใช่เื่ใหญ่...”
“หุบปาก หยุดเอ่ยถ้อยคำไร้สาระเสียที!” จิติญญาแห่งกระบี่ที่ตอนนี้หายตัวกลับไปแล้วได้ดุด่าออกมาพร้อมกับมองไปยังหลินเฟิง ด้วยสีหน้าเรียบเนียนราวกับหยก “หรือว่าเ้านี่จะไม่ใช่...”
หลินเฟิงที่ไม่ได้ยินนางพึมพำ ก็ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นออกมาพลางพูดกับตัวเอง “เห็นที นี่คงเป็ทางลัดไปหาบรรพบุรุษของข้าแล้วกระมัง”
โชคดีที่หลังจากพูดจาเยินยอจิติญญาแห่งกระบี่ไปแล้ว อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
แต่ตอนนี้เขาเข้าใจดีว่าจิติญญาแห่งกระบี่ผู้นี้ไม่ใช่แค่ผู้ที่แข็งแกร่งรอบรู้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อีกฝ่ายยังมีอารมณ์แปรปรวนยากจะคาดเดาเสียเหลือเกิน
จนถึงตอนนี้หลินเฟิงยังคงอยู่ในม่านหมอก ซึ่งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำให้นางขุ่นเคืองมากเพียงใด
อย่างไรก็ตามเขาก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยั่วยุบุคคลผู้นี้อีก แม้ว่านางจะบอกว่าพระอาทิตย์ขึ้นจากทางทิศตะวันตก เขาก็จะยกนิ้วโป้งชมเชย
ครู่ต่อมาจิติญญาแห่งกระบี่ก็ได้เอ่ยขึ้น “ได้เวลาออกจากสุสานซวนหยวนแล้ว”
“ออกไป?” หลินเฟิงเหลือบมองไปยังรอบ ๆ โดยไม่รู้ตัว และพบว่าลานจัตุรัสทั้งหมดหายไปั้แ่ตอนไหนไม่รู้ หัวใจของเขาจึงตกไปอยู่ตาตุ่ม “โอ้ ใช่ ๆ ต้องรีบออกไป”
จิติญญาแห่งกระบี่ “เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้ ทำตัวเป็หนูติดจั่นไปได้”
หลินเฟิง “…”
“เนื่องจากเ้าเป็นายแห่งกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนแล้ว มีบางสิ่งที่เ้าต้องรู้เอาไว้”
น้ำเสียงของนางเริ่มจริงจังขึ้น “เ้าต้องจำไว้ว่าพลังที่แท้จริงของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนมาจากการเคลื่อนไหวของมันเองเท่านั้น โดยมันจะมีทั้งหมดเก้ารูปแบบ ซึ่งถูกเรียกว่าเก้ารูปแบบหายนะ”
“เก้ารูปแบบหายนะนั้น แต่ละระดับขั้นจะมีพลังที่แตกต่างกันมหาศาล จะต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากไม่จำเป็อย่าใช้พร่ำเพรื่อ”
“เงื่อนไขการใช้เก้ารูปแบบหายนะจะต้องมีพลังที่เพียงพอ ไม่เช่นนั้นจะเป็อันตรายต่อตัวผู้ใช้เอง”
“พลังที่ข้าว่านั้น มิใช่แค่พลังปราณที่เ้ารู้เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย”
“เอาล่ะ ตอนนี้ข้าจะส่งต่อเก้ารูปแบบหายนะให้กับเ้า”
พริบตา แสงสีทองจาง ๆ ได้ปรากฏขึ้นกลางอากาศพร้อมกับลอยเข้าไปยังหว่างคิ้วของ หลินเฟิง
บูมมม!!
หลินเฟิง ััได้ถึงเสียงะเิชวนปวดหัวอยู่ในสมอง จากนั้นวิธีการใช้เก้ารูปแบบหายนะก็ปรากฏขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ ขอแค่คิดเท่านั้น และมันจะถูกใช้ออกมาในพริบตา
จิติญญาแห่งกระบี่ “ไปได้แล้ว”
ทันทีที่สิ้นเสียง ประตูสีทองบานใหญ่ก็พลันปรากฏขึ้น
ก่อนที่จะได้ทันตอบสนอง หลินเฟิงก็ถูกแสงสีทองดีดลอยเข้าประตูราวกับว่าวถูกพายุพัด
.......................
อีกด้านหนึ่ง บนยอดเขาซวนหยวน ณ นิกายกระบี่ศักดิ์สิทธิ์
นางกำลังจ้องไปยังความว่างเปล่า กลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างนั้นเข้มข้นทุกขณะ อีกทั้งจิตสังหารของนางยังรุนแรงเหลือคณนา
ในความว่างเปล่านั้นกระแสวังวนบนท้องฟ้าเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ดูดสายฟ้าทั้งปวงเข้าไปราวกับหลุมไร้ก้น
กลิ่นอายแห่งการทำลายล้างเริ่มรุนแรงจนยากจะหายใจ
ในระยะไกล ศิษย์ฝึกหัดทั้งสองรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว
และทันใดนั้น กระแสวังวนขนาดใหญ่ที่หมุนโคจรด้วยความเร็วสูงก็หยุดชะงัก โลกทั้งใบเสียบสงัดอย่างน่าประหลาดใจ
ครึมมมมมมมม!!
สายฟ้าฟาดทำลายความเงียบ พื้นดินสั่นไหว ท้องฟ้าสั่นะเื ทุกสรรพสิ่งเกิดความโกลาหล
บูมมมมมม!!
ทันใดนั้นกระแสวังวนก็ปลดปล่อยสายฟ้าสีทองออกมาราวกับัที่มีกรงเล็บแหลมคมโจนทะยาน โดยมันกำลังพุ่งทะยานลงมายังทิศทางที่ซวนหยวนชิงเทียนอยู่อย่างรวดเร็ว
เร็วมาก เร็วจนระยะห่างระหว่าง์และโลกไม่มีความหมาย
โดยจุดที่มันเล็งนั้นคือศีรษะของ ซวนหยวนชิงเทียน เรียกได้ว่ามันเร็วจนนางแทบไม่ทันได้ตั้งตัว
ในขณะนั้นเอง เย่จิงอวิ๋น และ เย่เสวียน ก็ยืนมองเหตุการณ์เบื้องหน้าอยู่
ทางฝั่งซวนหยวนชิงเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมกับโบกมือขวาเพื่อเรียกปราณกระบี่ออกมา
ตูมมมม!!
รอยร้าวแห่งช่องว่างมิติได้บังเกิดกลางอากาศ
ปราณกระบี่สีทองพุ่งเข้าใส่สายฟ้าสีทองโดยตรง เกิดการปะทะขึ้นกันอย่างรุนแรง ดูเหมือนว่าสายฟ้าสีทองจะถูกผลักให้ถอยด้วยพลังที่เหนือกว่าของอีกฝ่าย
ทว่าในชั่วพริบตา
กระแสวังวนได้ถูกกระตุ้นโทสะ มันจึงปลดปล่อยสายฟ้าอีกสายที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิมพุ่งตรงไปยังปราณกระบี่สีทอง
แกร่ก แกร่ก
ตูมมมมมม!!
ปราณกระบี่และสายฟ้าสีทองหักล้างจนสลายหายไปทั้งคู่ คลื่นพลังกวาดไปโดยรอบกวาดล้างสรรพสิ่ง
........................
ศิษย์ฝึกหัดทั้งสองที่จ้องมองเหตุการณ์อยู่ถึงกับยกมือทั้งสองขยี้ตาแรง ๆ
“นางมิใช่มนุษย์แล้ว เพียงแค่สร้างปราณกระบี่ขึ้นมากลับต้านทานสายฟ้าสองสายนั่นได้อยู่หมัดเลย”
“นั่นคือสายฟ้าทัณฑ์์ มันคือศัตรูของจิติญญาที่ขัดต่อเจตจำนง์โดยแท้ นางทำได้อย่างไร?”
“ต้องเป็ท่านเ้านิกายที่มอบสมบัติวิเศษบางอย่างให้แก่นางเป็แน่ การที่ผลลัพธ์จะออกมาเช่นนี้มันย่อมไม่น่าแปลก!”
“เช่นนั้นก็เป็เพราะท่านเ้านิกายออกโรงอีกแล้วน่ะสิ ช่างเป็แบบอย่างให้แก่ข้าได้ดียิ่งนัก”
เย่เสวียนพึมพำออกมา
ส่วนเย่จิงอวิ๋นกลับคิดแค่ว่า “สตรีผู้นั้นคือใคร? ไม่น่าเชื่อว่าจะต้านสายฟ้าทัณฑ์์ได้โดยไม่ต้องใช้อาวุธด้วยซ้ำ”
“แต่ก็มิใช่ว่าเป็ไปมิได้ ท่านเ้านิกายแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น เขาต้องแนะนำวิธีการรับมือกับสายฟ้าทัณฑ์์ให้แก่นางเป็แน่”
“เฮ้อ~ ท่านเ้านิกายแข็งแกร่งเกินไปแล้ว เห็นทีชีวิตนี้คงจะตามไปถึงจุดนั้นไม่ทันเป็แน่”
เย่จิงอวิ๋น บ่นออกมาด้วยความท้อแท้
..................
อีกด้านหนึ่งบนยอดเขาซวนหยวน
นางไม่ได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อยที่ต้านทานสายฟ้าทัณฑ์์ได้ แต่ดวงตาของนางกลับยิ่งแสดงความเคร่งขรึมขึ้นไปอีกขณะจ้องมองไปยังความว่างเปล่า
กระแสวังวน้านั้นไม่เพียงแต่จะไม่หายไป ทว่ายังคงแผ่กลิ่นอายที่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
เวลานี้ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าหากใครเผยช่องโหว่ก่อนก็จะถูกเปิดฉาก
น่าอึดอัดเป็บ้า
เข้ามา!!