บทที่ 7 : ัผงาดจากห้วงลึก เืล้างปากเหวอวสานิญญา!
สายลมกรรโชกแรงแห่งก้นหุบเหวอวสานิญญาพัดพากระทบแผ่นหลังของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังไต่ทะยานขึ้นสู่เบื้องบนอย่างรวดเร็วประดุจวิหคเหิน ร่างกายของซูหลงอวิ๋นเคลือบแฝงไปด้วยปราณยุทธ์สีทองจางๆ สองเท้าของเขาเหยียบย่ำลงบนชะง่อนผาสูงชันที่ลื่นไหลไปด้วยตะไคร่น้ำและหมอกพิษ
ทว่าทุกย่างก้าวกลับมั่นคงดุจตอกตะปูลงบนแผ่นไม้ ด้วยวิชาตัวเบา 'ย่างก้าวเงามายา' ผสานกับพละกำลังอันมหาศาลของขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด หน้าผาที่เคยเป็ดั่งกำแพงสิ้นหวัง บัดนี้กลับกลายเป็เพียงบันไดให้เขาเหยียบย่ำ
"กี่วันแล้วนะที่ข้าตกลงมาในขุมนรกแห่งนี้..."
ซูหลงอวิ๋นรำพึงในใจขณะตวัดมือคว้าเถาวัลย์อาบพิษเส้นหนึ่งรั้งตัวดึงร่างทะยานขึ้นไปอีกหลายสิบจั้ง หมอกพิษสีเขียวอมม่วงที่เคยเป็ภัยคุกคามถึงชีวิต ยามนี้เมื่อัักับิัของเขา กลับถูก 'เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล' ดูดกลืนเข้าไปและถูก 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ที่สถิตอยู่ในจุดตันเถียนแช่แข็งและบดขยี้จนกลายเป็เพียงพลังปราณบริสุทธิ์หล่อเลี้ยงเส้นชีพจร
จากเด็กกำพร้าไร้ค่าที่ถูกนายน้อยตระกูลหลินไล่ล่าเข่นฆ่าเยี่ยงสุนัขข้างถนน บัดนี้ เขาได้ถือกำเนิดใหม่ กลายเป็ผู้คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ผู้กุมความลับแห่งวิถีเทวะทั้งสี่ศาสตร์ และเพลิงิญญาปฐีที่แม้แต่ยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทองคำยังต้องอิจฉาตาร้อน
ยิ่งปีนสูงขึ้นเท่าใด หมอกพิษก็ยิ่งเบาบางลง แสงสว่างจางๆ ของดวงตะวันที่ลอดผ่านรอยแยกของหน้าผาเริ่มสาดส่องกระทบใบหน้า อากาศที่เคยเหม็นคาวคละคลุ้งเปลี่ยนเป็อากาศบริสุทธิ์ของโลกเบื้องบน ซูหลงอวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึก ั์ตาสีดำสนิททอประกายเย็นเยียบและคมกริบประดุจกระบี่ที่เพิ่งถูกลับจนได้ที่
"โลกปุถุชน... ข้าซูหลงอวิ๋น กลับมาแล้ว!"
...
ณปากหุบเหวอวสานิญญา
บรรยากาศเงียบสงัดและวังเวงมีเพียงเสียงลมพัดหวิวผ่านรอยแยกของโขดหินใหญ่ บริเวณนี้คือเขตแดนอันตรายที่ชาวเมืองหลินสุ่ยล้วนหลีกเลี่ยง ทว่าในยามนี้ กลับมีกลุ่มคนสวมชุดเกราะอ่อนลวดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆายืนปักหลักอยู่ราวห้าคน พวกมันคือผู้คุ้มกันระดับสูงของตระกูลหลินที่ถูกส่งมาเฝ้าสังเกตการณ์
ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ผู้เป็หัวหน้ากลุ่ม นามว่า 'หลินเป้า' กำลังนั่งขัดสมาธิพิงก้อนหินใหญ่ มือกร่างถือป้านสุรากระดกกลืนลงคออย่างเบื่อหน่าย กลิ่นอายพลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของมันบ่งบอกชัดเจนว่า มันคือผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่แปด!
"หัวหน้าเป้าขอรับ พวกเราต้องเฝ้ายามอยู่ที่ปากเหวบ้าๆ นี่อีกนานเพียงใดกัน? ผู้าุโเก้าลงไปค้นหาศพไอ้เด็กขอทานนั่นตั้งหลายวันแล้ว ป่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับขึ้นมาเลย บางทีหมอกพิษข้างล่างนั่นอาจจะ..." ผู้คุ้มกันร่างผอมผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น พลางชะโงกหน้ามองลงไปในหุบเหวอันมืดมิด
"หุบปากของเ้าซะ!" หลินเป้าตวาดลั่น วางป้านสุราลงกระแทกพื้น "ผู้าุโเก้ามี 'มุกวายุสลายพิษ' คุ้มกันกาย ซ้ำยังเป็ถึงยอดฝีมือขั้นที่แปด หมอกพิษแค่นั้นจะทำอันตรายท่านได้อย่างไร! ที่ท่านยังไม่ขึ้นมา คงเพราะกำลังค้นหาสมบัติที่ไอ้สวะนั่นซ่อนไว้อยู่ต่างหาก"
"แต่ว่า... นายน้อยควงก็ช่างระแวงเกินไปนะขอรับ สวะที่ไม่มีแม้แต่ลมปราณ ตกลงไปในหุบเหวอวสานิญญา ยังไงก็ต้องแหลกเป็เศษเนื้อ ถูกสัตว์อสูรแทะกินจนไม่เหลือซากไปแล้ว เหตุใดต้องลำบากผู้าุโเก้าและพวกเรามาเฝ้ายามให้เหนื่อยยากด้วย ในเมืองหลินสุ่ยตอนนี้กำลังมีงานประลองยุทธ์คัดเลือกศิษย์เข้าสำนักใหญ่ พวกเราควรจะได้ไปยืนอาบแดดชมดูสตรีหน้างาม มิใช่มาดมกลิ่นเหม็นเน่าอยู่ที่นี่" ผู้คุ้มกันอีกคนบ่นกระปอดกระแปด
หลินเป้าแค่นเสียงขึ้นจมูก"เ้าพวกโง่เขลา! นายน้อยควงเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สาม ท่านกำลัง้าผลงานเพื่อสร้างความดีความชอบต่อหน้าผู้นำตระกูล หากไอ้เด็กนั่นมีสมบัติวิเศษซุกซ่อนอยู่จริง การนำสมบัตินั้นกลับไปย่อมทำให้สถานะของนายน้อยมั่นคงยิ่งขึ้น พวกเราเป็บ่าว มีหน้าที่ทำตามคำสั่ง หากผู้ใดกล้าบ่นอีก ข้าจะจับมันโยนลงเหวไปเป็เพื่อนไอ้เด็กนั่นเสีย!"
คำขู่ของหลินเป้าทำให้ผู้คุ้มกันที่เหลือรีบหดคอและเงียบกริบในทันที
ทว่าในจังหวะที่ความเงียบกำลังโรยตัวปกคลุมปากเหวอยู่นั้นเอง...
ฟวับ! แกรก!
เสียงฝีเท้าแ่เบาและเสียงหินร่วงหล่นดังแว่วมาจากริมหน้าผา ผู้คุ้มกันทั้งห้าคนชะงักงัน หันขวับไปมองยังทิศทางเดียวกันโดยอัตโนมัติ มือของพวกมันคว้าด้ามดาบที่เอวไว้แน่น
"สัตว์อสูรงั้นรึ? หรือว่าผู้าุโเก้ากลับขึ้นมาแล้ว?" หลินเป้าลุกขึ้นยืน หรี่ตามองฝ่าแสงแดดยามบ่ายไปยังปากเหว
ท่ามกลางสายตาที่จ้องเขม็งของคนตระกูลหลิน มือข้างหนึ่งที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินและรอยเืจางๆ ได้เอื้อมขึ้นมาเกาะขอบหน้าผา ตามด้วยร่างของเด็กหนุ่มในชุดผ้าหยาบที่ฉีกขาดรุ่งริ่ง ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดุจทวนเหล็กกล้า เขากระโจนขึ้นมายืนหยัดบนพื้นดินอย่างแ่เบาไร้สุ้มเสียง
สายลมพัดเรือนผมสีดำขลับที่ปรกหน้าให้เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าคมคาย ั์ตาสีดำล้ำลึกที่แฝงไปด้วยประกายสังหารอันเยือกเย็น ด้านหลังของเขาสะพายกระบี่สีดำสนิทที่ดูแสนจะธรรมดาทว่ากลับแผ่กลิ่นอายกดดันบางอย่างออกมา
เมื่อผู้คุ้มกันตระกูลหลินเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดเจน ดวงตาของพวกมันก็เบิกกว้างแทบถลนออกจากเบ้า ปากอ้าค้างราวกับเห็นภูตผีปีศาจกลางวันแสกๆ!
"ซู... ซูหลงอวิ๋น! ไอ้เด็กขอทานนั่น!"
"ปะ... เป็ไปได้อย่างไร! มันตกลงไปในหุบเหวอวสานิญญาตั้งหลายวัน เหตุใดมันยังรอดชีวิตกลับขึ้นมาได้! หรือว่ามันกลายเป็ิญญาอาฆาตมาหลอกหลอนพวกเรา!" ผู้คุ้มกันร่างผอมละล่ำละลัก ก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
หลินเป้าชะงักไปชั่วครู่ก่อนที่ความตกตะลึงจะแปรเปลี่ยนเป็ความโกรธเกรี้ยวและเหยียดหยาม มันััได้ถึงกลิ่นอายแห่งชีวิตจากร่างของเด็กหนุ่ม บ่งบอกว่านี่คือคนเป็ มิใช่ิญญา
"ิญญาอาฆาตบิดาเ้าสิ! มันยังเป็คนสวะคนเดิมนั่นแหละ! ์คงตาบอดถึงได้ปล่อยให้แมลงสาบอย่างมันรอดตายจากหมอกพิษมาได้!" หลินเป้าชักดาบยาวออกจากฝัก ชี้หน้าด่าทอซูหลงอวิ๋น "ไอ้สวะ! รอดตายมาได้แทนที่จะรีบมุดหัวหนีไป กลับกล้าปีนขึ้นมาส่งตัวให้พวกข้าสังหารถึงที่ ช่างรนหาที่ตายนัก! ผู้าุโเก้าลงไปตามหาเ้า ท่านอยู่ที่ใด!"
ซูหลงอวิ๋นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าอย่างใจเย็น มิได้สนใจคมดาบที่ชี้หน้าตนเองแม้แต่น้อย เขากวาดสายตามองผู้คุ้มกันทั้งห้าคน มุมปากยกขึ้นเป็รอยยิ้มเย็นเยียบ
"ผู้าุโเก้าของพวกเ้างั้นรึ? อ้อ... ตาเฒ่านั่นลงไปดมหมอกพิษจนชื่นใจ แล้วก็ตัดสินใจนอนพักผ่อนอยู่ก้นเหวนานแล้วล่ะ ข้าเห็นว่าท่านเหงา ก็เลยคิดว่าจะส่งพวกเ้าลงไปอยู่เป็เพื่อนท่านตาเฒ่าสักหน่อย พวกเ้าจะได้ตั้งวงก๊งสุรากันในดินแดนปรโลกอย่างไรเล่า"
น้ำเสียงของซูหลงอวิ๋นราบเรียบทว่าก้องกังวาน ทุกถ้อยคำแฝงไปด้วยเจตนาฆ่าฟันที่ปิดไม่มิด
"บังอาจ! ไอ้สวะชั้นต่ำกล้าลบหลู่ผู้าุโเก้า! เ้าคิดว่ารอดตายจากเหวมาได้แล้วจะอวดดีต่อหน้าตระกูลหลินได้งั้นรึ!" หลินเป้าเดือดดาลจนหน้าดำหน้าแดง มันไม่เชื่อเด็ดขาดว่าปุถุชนอย่างซูหลงอวิ๋นจะสามารถทำอันตรายผู้าุโเก้าได้ มันหันไปสั่งการลูกน้อง "พวกเ้าสองคน เข้าไปสับร่างมันให้เป็หมื่นชิ้น! อย่าให้มันตายสบายๆ ข้าจะนำหัวของมันกลับไปรับรางวัลจากนายน้อย!"
"รับคำสั่ง!"
ผู้คุ้มกันสองคนที่มีระดับพลังรวบรวมปราณขั้นที่ห้า ชักดาบคาดเอวพุ่งทะยานเข้าหาซูหลงอวิ๋นจากซ้ายและขวา ดาบของพวกมันห่อหุ้มด้วยลมปราณสีจาง ฟาดฟันลงมาด้วยความเร็วและหมายจะตัดแขนขวาของเด็กหนุ่มให้ขาดสะบั้น
"ตายซะเถอะไอ้สวะ!"
ในสายตาของพวกมันซูหลงอวิ๋นยังคงเป็เพียงเด็กขอทานไร้ทางสู้ ทว่าในพริบตาที่คมดาบกำลังจะถึงตัวนั้นเอง...
วูบ!
ร่างของซูหลงอวิ๋นที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ พลันเลือนหายไปกลายเป็เพียงภาพติดตา!
"อะไรกัน! หายไปไหนแล้ว!" ผู้คุ้มกันทั้งสองสับดาบลงบนความว่างเปล่า ต่างอุทานด้วยความตระหนก
"ข้าอยู่นี่"
เสียงกระซิบเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลังของผู้คุ้มกันคนซ้าย ก่อนที่มันจะทันได้หันกลับไปมอง...
ชิ้ง!
ประกายกระบี่สีดำทมิฬพุ่งวาบตัดผ่านอากาศ เสียงโลหะเสียดสีกันดังกังวานใส กระบี่กลืนเงาที่ยังไม่ทันหลุดพ้นฝักอย่างสมบูรณ์ ถูกตวัดฟาดฟันออกไปด้วยพละกำลังของขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด ผสานกับแิแห่งความแหลมคมขั้นพื้นฐาน
ฉัวะ! ฉัวะ!
ศีรษะของผู้คุ้มกันทั้งสองหลุดลอยขึ้นสู่อากาศพร้อมๆ กัน เืสีแดงฉานพุ่งกระฉูดราวกับน้ำพุ ทว่าก่อนที่หยาดโลหิตจะหยดลงสู่พื้น อักขระลี้ลับบนใบกระบี่สีดำก็สว่างวาบ สูบกลืนเืและแก่นแท้พลังชีวิตของคนทั้งสองเข้าไปจนเหือดแห้ง ร่างไร้หัวสองร่างล้มตึงลงกับพื้นกลายเป็เพียงซากศพหนังหุ้มกระดูกภายในพริบตา!
ความเงียบสงัดดุจป่าช้าเข้าปกคลุมปากหุบเหวอีกครั้ง
หลินเป้าและผู้คุ้มกันที่เหลืออีกสองคนเบิกตากว้างจนแทบฉีกขาด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม สุราที่ดื่มเข้าไปเมื่อครู่สร่างซาเป็ปลิดทิ้ง พวกมันเพิ่งจะประจักษ์แก่สายตาว่า ปุถุชนที่พวกมันดูแคลน บัดนี้สามารถสังหารยอดฝีมือขั้นที่ห้าสองคนได้ในพริบตา โดยไม่ต้องอาศัยกระบวนท่าที่ซับซ้อนใดๆ!
"พะ... พลังปราณ... ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่เจ็ด! เป็ไปไม่ได้! เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด!" หลินเป้าะโเสียงหลง ชี้ปลายดาบสั่นเทิ้มไปยังเด็กหนุ่ม "เพียงไม่กี่วัน จากปุถุชนไร้ค่า ทะลวงสู่ขั้นที่เจ็ด! เ้า... เ้าได้สมบัติเทวะใดมาจากก้นเหวนั่นกันแน่!"
ซูหลงอวิ๋นสะบัดกระบี่กลืนเงาลงต่ำ เืหยดสุดท้ายถูกดูดกลืนหายไป ใบกระบี่สีดำเปล่งประกายลี้ลับ เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินเป้าด้วยแววตาของราชสีห์ที่จ้องมองเหยื่อ
"สมบัติเทวะงั้นรึ? หากเ้าอยากรู้ ก็จงลงไปถามพญายมในนรกเสียเถิด!"
สิ้นคำ ซูหลงอวิ๋นก็ไม่รอช้า พุ่งทะยานร่างเข้าหาหลินเป้าประดุจดาวตกสีดำ!
"สกัดมันไว้! ฆ่ามัน!" หลินเป้าแหกปากร้องสั่งลูกน้องที่เหลืออีกสองคน ก่อนจะถอยร่นไปด้านหลังอย่างขี้ขลาด
ผู้คุ้มกันสองคนนั้นแม้จะหวาดกลัวจนแทบสิ้นสติแต่ด้วยหน้าที่และคำสั่ง พวกมันจึงกัดฟันสู้ ะเิพลังขั้นที่หกพุ่งเข้าสกัดกั้นซูหลงอวิ๋น
"เพลงดาบตระกูลหลิน... พยัคฆ์ตะปบเหยื่อ!"
ดาบสองเล่มประสานกันเป็ตารางตาข่าย ปลดปล่อยรังสีดาบอันเกรี้ยวกราดพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่ม ทว่าในสายตาของซูหลงอวิ๋น ผู้มีวิสัยทัศน์ของศาสตร์แห่งค่ายกลระดับเทวะ เพลงดาบนี้เต็มไปด้วยช่องโหว่มากมายราวกับตะแกรงร่อนทราย
"กระบวนท่ากากเดนเช่นนี้ ยังกล้านำมาอวดอ้างต่อหน้าข้า!"
ซูหลงอวิ๋นมิได้ใช้กระบี่หลบหลีก เขากระแทกเท้าลงพื้น ท่าเท้า 'ย่างก้าวเงามายา' บิดเบือนพื้นที่มิติเล็กน้อย ร่างของเขาเคลื่อนที่ซิกแซ็กฝ่าตาข่ายรังสีดาบเข้าไปอย่างปาฏิหาริย์ และมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าผู้คุ้มกันทั้งสองในระยะประชิด
"กระบี่เดียว... ตัดิญญา!"
กระบี่กลืนเงาตวัดวาดเป็แนวโค้งสีดำสนิท ตัดผ่านเอวของผู้คุ้มกันทั้งสองอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งเสียงร้อง ไร้ซึ่งการขัดขืน ร่างของพวกมันถูกผ่าครึ่งท่อน พลังชีวิตถูกสูบกลืนจนกลายเป็ซากศพแห้งกรัง ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
พริบตาเดียว ผู้คุ้มกันระดับสูงสี่คนตกตายสิ้น!
หลินเป้าที่เพิ่งจะถอยไปได้ไม่กี่ก้าว เห็นลูกน้องถูกสังหารราวกับผักปลา ขวัญหนีดีฝ่อจนเข่าอ่อนทรุดตัวลงกับพื้น มันรู้แล้วว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ แต่เป็อสูรร้ายที่หลุดมาจากขุมนรก!
"ซู... ซูหลงอวิ๋น! ไว้ชีวิตข้าด้วย! ข้าเป็เพียงบ่าวรับใช้ ข้าทำตามคำสั่งของนายน้อยควงเท่านั้น! หากเ้าฆ่าข้า ตระกูลหลินจะต้องพลิกแผ่นดินตามล่าเ้าแน่!" หลินเป้าร้องขอชีวิตน้ำตาหูน้ำตาตาไหล อาศัยชื่อของตระกูลเพื่อข่มขู่ในวาระสุดท้าย
ซูหลงอวิ๋นเดินเข้ามาช้าๆ ปลายกระบี่กลืนเงาลากไปตามพื้นหินเกิดประกายไฟ เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลินเป้า แววตาไร้ซึ่งความปรานี
"ตระกูลหลินตามล่าข้า? ฮ่าฮ่าฮ่า!" ซูหลงอวิ๋นหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะเต็มเปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจ "เ้าคิดผิดแล้วหลินเป้า มิใช่ตระกูลหลินตามล่าข้า แต่เป็ข้าต่างหาก... ที่จะลบล้างตระกูลหลินให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เมืองหลินสุ่ย!"
"เ้าอวดดีเกินไปแล้ว! ถึงเ้าจะอยู่ขั้นที่เจ็ด แต่ผู้นำตระกูลของพวกเราอยู่ในขอบเขตแก่นแท้ทองคำ! เ้าไม่มีทางเอาชนะท่านได้หรอก!" หลินเป้ากัดฟันเถียง รวบรวมพลังปราณขั้นที่แปดเฮือกสุดท้าย เปลวเพลิงสีแดงก่ำลุกพรึบขึ้นที่ดาบของมัน "ข้าจะลากเ้าลงนรกไปด้วยกัน! เพลงดาบศิลาเพลิง... สับสังหาร!"
หลินเป้าพุ่งตัวเข้าใส่ซูหลงอวิ๋นอย่างบ้าคลั่ง ดาบเพลิงในมือฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าครึ่งร่างของเด็กหนุ่ม พลังปราณขั้นที่แปดนั้นเหนือกว่าขั้นที่เจ็ดอยู่่ตัว หากปะทะกันตรงๆ ซูหลงอวิ๋นอาจจะต้องาเ็
ทว่าซูหลงอวิ๋นกลับยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะยกกระบี่ขึ้นป้องกันตัว เขากลับหงายมือซ้ายขึ้น ั์ตาข้างขวาที่เคยดำสนิท พลันแปรเปลี่ยนเป็ประกายแสงสีขาวโพลน!
"ในเมื่อเ้าชอบเล่นกับไฟ ข้าก็จะให้เ้าได้ลิ้มรสชาติของไฟที่แท้จริง!"
"เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก... จงตื่นขึ้น!"!
ฟู่
พริบตาที่ซูหลงอวิ๋นเปิดจุดตันเถียน เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์ก็ลุกโชนขึ้นกลางฝ่ามือซ้ายของเขา ทันทีที่เพลิงปฐีปรากฏตัว อุณหภูมิรอบปากหุบเหวอวสานิญญาลดฮวบลงอย่างฉับพลัน! ต้นหญ้าและโขดหินโดยรอบถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งสีดำ ความหนาวเหน็บระดับแช่แข็งิญญาแผ่ซ่านออกไปทั่วบริเวณ
ดาบเพลิงสีแดงก่ำของหลินเป้าที่ฟาดฟันลงมา
เมื่อปะทะเข้ากับรัศมีของเพลิงสีขาว เปลวไฟสีแดงที่เคยเกรี้ยวกราดกลับดับวูบลงในพริบตาราวกับถูกราดด้วยน้ำเย็นจัด! มิหนำซ้ำ ความเย็นะเืยังแล่นพล่านผ่านใบดาบเข้าสู่แขนของหลินเป้า
"อ๊ากกก!"
หลินเป้าร้องลั่นด้วยความเ็ปสุดแสน แขนขวาที่จับดาบถูกแช่แข็งกลายเป็ก้อนน้ำแข็งสีดำลามขึ้นมาถึงหัวไหล่ พลังปราณขั้นที่แปดในร่างของมันถูกแช่แข็งจนหยุดนิ่งสนิท ไม่อาจโคจรป้องกันตัวได้อีกต่อไป ดาบเหล็กในมือร่วงหล่นแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ เมื่อกระทบพื้น
"นี่มันเพลิงอันใดกัน! ร้อน... ไม่สิ หนาว... ิญญาของข้ากำลังถูกแช่แข็ง!"
หลินเป้าดิ้นทุรนทุราย พยายามจะใช้มือซ้ายทุบน้ำแข็งที่เกาะแขนขวา ทว่าเพียงแค่ัั มือซ้ายก็ถูกแช่แข็งตามไปด้วย
ซูหลงอวิ๋นเดินเข้าไปใกล้ บีบคางของหลินเป้าที่สั่นเทิ้มด้วยความหนาวเหน็บ รอยยิ้มมัจจุราชปรากฏบนใบหน้า
"จงจำไว้... นี่คือเพลิงที่จะแผดเผาตระกูลหลินของพวกเ้าให้เป็จุณ" ซูหลงอวิ๋นกระซิบ "จงกลับไปบอกนายน้อยหลินควงของเ้า ว่าของขวัญที่มันมอบให้ข้า ข้าได้รับแล้ว และข้ากำลังจะไปตอบแทนบุญคุณของมันถึงหน้าประตูจวน!"
"เ้า... เ้ามันปีศาจ..." หลินเป้าเค้นเสียงออกมาอย่างยากลำบาก เกล็ดน้ำแข็งเริ่มลุกลามขึ้นมาที่ลำคอและใบหน้าของมัน
ซูหลงอวิ๋นปล่อยมือ สะบัดเพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลกกลับเข้าสู่จุดตันเถียน ทว่าความเย็นที่ฝังลึกลงไปในิญญาของหลินเป้ามิได้จางหายไป
"ข้าจะไว้ชีวิตเ้าสักครึ่งชั่วยาม เพื่อให้เ้าคลานกลับไปรายงานเ้านายของเ้า ทว่าหลังจากนั้น... ิญญาของเ้าก็จะแตกสลายกลายเป็ธุลีไปพร้อมกับก้อนน้ำแข็งนี้ จงไสหัวไปซะ!"
หลินเป้าที่บัดนี้แขนทั้งสองข้างถูกแช่แข็งจนขยับไม่ได้ ทำได้เพียงใช้เข่าและหน้าผากไถลไปตามพื้นดิน พยายามคลานหนีออกจากปากหุบเหวอวสานิญญาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มันหอบเอาความทรงจำอันเลวร้ายที่สุดในชีวิตกลับไปแจ้งข่าวร้ายแก่ตระกูลหลิน
ซูหลงอวิ๋นมิได้สนใจเศษสวะที่กำลังคลานหนีเขาหันไปเก็บรวบรวมถุงิญญาและทรัพย์สินจากศพของผู้คุ้มกันทั้งสี่ แม้จะเป็เพียงของระดับต่ำ แต่สำหรับ่เริ่มต้นของการก่อร่างสร้างตัว ทุกทรัพยากรล้วนมีค่า
หลังจากจัดการกวาดล้างร่องรอยเรียบร้อยแล้วเด็กหนุ่มก็ยืนตระหง่านอยู่ริมหน้าผา สายลมพัดชายเสื้อผ้าขาดวิ่นให้ปลิวไสว เขาทอดสายตามองข้ามเทือกเขาและป่าทึบ ทะลุฝ่าเมฆหมอกไปยังทิศทางทิศตะวันออก
ณ ปลายขอบฟ้านั้น ยอดหอคอยสูงตระหง่านและกำแพงหินศิลาอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่... 'เมืองหลินสุ่ย'
"หลินควง... เ้าคิดว่าตระกูลของเ้ายิ่งใหญ่คับฟ้า แต่ในสายตาของข้า ตระกูลหลินก็เป็เพียงก้อนหินริมทางที่รอให้ข้าเตะกระเด็นเท่านั้น การชำระแค้นเริ่มต้นขึ้นแล้ว... คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์จะจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยเืของพวกเ้า!"
ซูหลงอวิ๋นเก็บซ่อนกลิ่นอายพลังปราณของตนเองให้กลับมาเป็ปุถุชนธรรมดาอย่างแเีด้วยเคล็ดวิชาเทวะ เขากระชับกระบี่กลืนเงาที่แผ่นหลัง ก่อนจะก้าวเดินลงจากยอดเขา มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองหลินสุ่ยอย่างเงียบเชียบและองอาจ