“ตื่นเถิดเพคะองค์หญิง สายมากแล้วเพคะ” เนื่องจากวันนี้องค์หญิงอู๋ิจะต้องเข้าร่วมพิธีสำคัญ มู่หลานจึงอดตื่นเต้นแทนไม่ได้ ที่ผ่านมาองค์หญิงมิเคยได้รับโอกาสเข้าร่วมงานพิธีสำคัญสักครั้ง นี่นับเป็ครั้งแรกดังนั้นมู่หลานจะไม่ยอมให้มีสิ่งใดผิดพลาดเด็ดขาด
“ยามใดแล้ว” อู๋ิอ้าปากหาวหวอดขณะถาม
“ยามเหมา (05.00-06.59 น.) แล้วเพคะ” มู่หลานตอบน้ำเสียงร้อนรน ได้ยินว่าตำหนักอื่นเริ่มเตรียมตัวกันั้แ่ยามอิ๋น (03.00-04.59 น.) แล้วทว่าองค์หญิงของนางยังไม่ลุกออกจากเตียงด้วยซ้ำ
“เ้าเสียสติไปแล้วรึ ข้างนอกยังมืดอยู่เลยจะรีบปลุกข้าขึ้นมาทำไม ไป ๆ ข้าจะนอนต่ออีกสักหน่อย” พูดจบอู๋ิก็มุดเข้าใต้ผ้าห่มและเตรียมเข้าสู่นิทราอีกครั้ง
“ไม่ได้เพคะ งานวันนี้สำคัญมากจะผิดพลาดไม่ได้เพคะ”
“ข้ารู้ ๆ เ้าบอกข้าเป็รอบที่ร้อยแล้วกระมัง แต่กว่าอาคันตุกะจะเดินทางมาถึงก็โน่นยามอู่ (11.00-12.59 น.) แน่ะ ข้าว่าซักยามซื่อ (09.00-10.59 น.) ก็ยังทันนะ ๆ” อู๋ิต่อรองเพราะตอนอยู่โลกโน้นนางใช้เวลาอาบน้ำแต่งตัวแค่ยี่สิบนาทีก็เรียบร้อยแล้ว
“แต่ถ้าองค์รัชทายาทหรงซิ่งทรงทราบ หม่อมฉันคงได้ถูกลงโทษที่บกพร่องต่อหน้าที่” มู่หลานแสร้งตีหน้าเศร้าด้วยทราบดีว่าองค์หญิงอู๋ิไม่มีวันยอมให้นางถูกลงโทษอย่างแน่นอน
อู๋ิผุดลุกขึ้นนั่งและยื่นมือไปบีบจมูกนางกำนัลอย่างมันเขี้ยว
“นับวันเ้ายิ่งร้ายกาจ ได้ ๆ ข้ายอมแพ้เ้า จะทำอะไรก็ทำเลย”
อู๋ิยินยอมปล่อยตัวให้มู่หลานจับอาบน้ำ ตอนแรกนางอาจเขินอายอยู่บ้างแต่เวลานี้ชักเริ่มชินชาเสียแล้ว ขณะที่มู่หลานขะมักเขม้นกับการทำหน้าที่ อู๋ิก็ผล็อยหลับไปก่อนจะต้องสะดุ้งเมื่อจู่ ๆ มู่หลานก็ะโเสียงดัง
“องค์หญิง! เหตุใดใต้พระเนตรถึงได้บวมคล้ำเช่นนี้เพคะ” รอยคล้ำใต้ตาทำให้ใบหน้าหน้าหม่นหมอง ดีแล้วที่มู่หลานไม่ใจอ่อนต่อคำอ้อนวอนขอนอนต่อหาไม่คงไม่อาจลบร่องรอยเหล่านี้ทันการณ์แน่
“ก็เพราะต้องตื่นเช้าอย่างไรเล่า” อู๋ิมองค้อนตัวต้นเหตุแต่เหมือนอีกฝ่ายจะไม่สนใจคำต่อว่าของนางสักนิด
“พวกเ้ารีบมาช่วยข้าเร็ว”มู่หลานเรียกหาตัวช่วยเพราะคนเดียวคงไม่อาจจัดการได้ทั้งหมดทันเวลา
“เอาเลย เอาให้เต็มที่” อู๋ิว่าประชดก่อนจะแอบงีบเป็ครั้งที่สอง ปล่อยให้นางกำนัลทั้งหลายจัดการกับตนตาม้า กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการก็เกือบยามซื่อ (09.00-10.59 น.) หลังจากนั้นนางก็ถูกลากตัวไปยังปะรำพิธีโดยที่ข้าวยังไม่ตกถึงท้องสักเม็ด
“แสงระยิบระยับพวกนี้มันอะไรกัน” อู๋ิยกมือบดบังแสงแวววับจากเครื่องประดับมากมายบนตัวเหล่าสตรีที่อยู่ในลานพิธี หากรู้ก่อนว่าสตรีเหล่านี้จะขนเครื่องประดับมาหมดตู้ นางคงไม่ปฏิเสธปิ่นระย้าสีแดงที่มู่หลานพยายามยัดเยียดให้อย่างแน่นอน
“โอ้โห วันนี้เจียวมี่งดงามมากเ้าว่าไหม” อู๋ิอ้าปากค้างเมื่อเห็นสตรีที่สวมชุดสีชมพูอ่อนด้านใน คลุมด้วยเสื้อคลุมที่มีสีเข้มกว่าเล็กน้อยแต่งขอบด้วยขนฟู ๆ สีขาวดูนุ่มนิ่มน่าัั ต้องยอมรับว่าองค์หญิงเจียวมี่เป็หนึ่งในหญิงงามที่หาจับตัวได้ยาก น่าเสียดายที่นิสัยร้ายกาจไปหน่อย หาไม่ นางจะแต่งนิยายอีกเื่แล้วให้เจียวมี่เป็นางเอกเสียเลย
“โอ๊ะ! ลู่เอินเองก็ไม่น้อยหน้า” อู๋ิชี้ชวนมู่หลานให้หันไปดูอีกทาง วันนี้องค์หญิงลู่เอินอยู่ในชุดสีขาวงามสง่าประดุจนางฟ้านาง์พร้อมเครื่องประดับสีเงินและไข่มุกที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว บวกกับท่วงท่างามสง่า เยื้องย่างอย่างมีจังหวะจะโคน ทั้งโปรยยิ้มทักทายให้ทุกคนด้วยท่าทางไม่ถือตัวไปตลอดทาง
“วันนี้องค์หญิงของหม่อมฉันก็ทรงงดงามเช่นกันเพคะ” มู่หลานหันมาชื่นชมเ้านายของตนบ้าง นางไม่ได้เยินยอโกหก อาจเพราะองค์หญิงอู๋ิตอนนี้พระวรกายแข็งแรง ทั้งยังร่าเริงสดใส มีชีวิตชีวามากกว่าแต่ก่อนก็เป็ได้
“หากไม่ได้เ้าจะออกมาดูดีเช่นนี้ได้อย่างไร ต้องขอบใจเ้ามากนะมู่หลาน” อู๋ิยอกลับ ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่งก่อนจะพากันหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน
“ตรงนี้ไม่ใช่ที่ของเ้า รีบไปซะ” องค์หญิงเจียวมี่พูดเสียงดังเพื่อให้ผู้คนแถวนั้นได้ยินทั่ว
อู๋ิแสร้งมองซ้ายขวาก่อนจะหมุนตัวไปรอบ ๆ เพื่อมองหาบางอย่าง
“เ้ากำลังหาอะไรอยู่ แสร้งไม่ได้ยินที่ข้าพูดงั้นหรือ”
“ก็ไม่เห็นมีนี่นา” อู๋ิส่ายหน้าไปมา
“ไม่เห็นอะไร”
“ก็ป้ายที่บอกว่าตรงนี้เป็ของเจียวมี่อย่างไรล่ะ" อู๋ิเชิดหน้าและสาบานกับตนเองว่าจะไม่ขยับไปไหนเด็ดขาดหากไม่จำเป็
“ออกงานครั้งแรกก็คิดจะปล่อยไก่เลยงั้นหรือ จะบอกให้เอาบุญที่ขององค์หญิงกาฝากเช่นเ้าคือตรงโน้น ปลายแถวโน่น รีบไปสิ” องค์หญิงเจียวมี่กระซิบข้างหูให้ได้ยินกันเพียงสองคนพร้อมกับชี้ไปยังจุดหนึ่งซึ่งห่างไกลจากจุดที่สนทนากันอยู่นี้มาก
“ข้าไม่สนกาฝากอะไรนั่นเพราะความจริงเป็อย่างไรข้าย่อมรู้ดีกว่าใคร” อู๋ิโต้กลับและเริ่มสังเกตรอบ ๆ ไปด้วย ในวังหลวงมีห้าตำหนักใหญ่ที่ทุกคนต่างยำเกรง ตำหนักจินเทียนของหวงไท่โฮ่ว ตำหนักเป่ยเทียนของฮองเฮาและองค์ชายสามเจียงเฉียง ตำหนักอี้เทียนขององค์รัชทายาทหรงซิ่ง ตำหนักซีเทียนของพระสนมเต๋อเฟยมารดาของลู่เอินและตำหนักหนานเทียนของพระสนมซูเฟยมารดาของเจียวมี่ และตรงนี้ดูท่าจะเป็ที่ของตำหนักหนานเทียนจริง ๆ
“ไป ไปยืนประจำที่ของเ้าได้แล้ว” องค์หญิงเจียวมี่ออกปากไล่อีกครั้งพร้อมทั้งผลักอีกฝ่ายให้พ้นทางแต่ฝ่ายนั้นดันหลบทันทำให้นางเกือบล้มหน้าคะมำไปกองกับพื้น โชคดีพี่ชายรับตัวนางไว้ได้ทันพอดี หาไม่นางคงได้ขายหน้าต่อหน้าธารกำนัลแล้ว
“อู๋ิ นี่เ้า...”
“อ๊ะ ๆ อย่าได้มาโทษข้าเชียว เป็เ้าต่างหากที่ทำตัวเอง” อู๋ิเอ่ยขัดเสียงดังไม่แพ้คู่กรณี นางจะดูสิว่าเจียวมี่จะกล้าเผยธาตุแท้ต่อหน้าทุกคนหรือไม่
“วะ... วันนี้ข้าจะไม่ถือสาเอาความเ้า ดะ.. เดี๋ยว! นั่นเ้าจะไปไหน”
“ข้าก็จะไปยืนตรงนั้น” อู๋ิชี้ไปยังจุดหมายก่อนจะสะบัดหน้าเดินตรงไปที่นั่นทันที
“เ้าเสียสติไปแล้วรึ ข้าขอเตือนเ้า อย่าริอ่านไปตรงนั้นเชียวหากไม่อยากถูกลงโทษ” องค์หญิงเจียวมี่ะโเตือนแต่ดูเหมือนคนดื้อด้านไม่คิดฟังสักนิด
“องค์รัชทายาทโบ... เอ๊ย องค์รัชทายาทหรงซิ่ง” อู๋ิทำความเคารพเ้าของตำหนักและจ้องหน้าเขาอย่างรอคอย หวังว่าประโยคแรกที่เอ่ยจะไม่ใช่ไล่นางไปยืนหางแถวเหมือนที่องค์หญิงเจียวมี่ทำหรอกนะ แต่ต่อให้เขาทำ นางก็ไม่มีทางไปให้ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะอย่างแน่นอน
“ความสามารถของเ้ามีเพียงเท่านี้เองน่ะหรือ”
อู๋ิกำหมัดแน่นด้วยความไม่พอใจ แม้ประโยคแรกของเขาจะมิใช่การไล่นางแต่เป็การตำหนิการทำงานของมู่หลานก็ตาม เขากำลังบอกว่านางไม่ได้ดูดีขึ้นแม้แต่น้อยหลังจากสู้ทนอาบน้ำแต่งตัวมาหลายชั่วยาม น่าโมโหนัก
“ช่างเถอะ อย่างไรองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงก็ไม่เลือกเ้าอยู่แล้ว” องค์รัชทายาทหรงซิ่งตัดบทเมื่อเห็นอีกฝ่ายอ้าปากจะโต้กลับ
“เลือก? หรือว่า...” อู๋ิเข้าใจแล้ว แคว้นซิ่งไม่ได้มาเพียงเพื่อเยี่ยมเยือน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเท่านั้น ถึงว่าสตรีเหล่านี้จึงได้แต่งตัวจัดหนักจัดเต็มเพียงนี้ ถึงจะไม่อยากยอมรับแต่ก็อดเห็นด้วยไม่ได้ว่าสตรีมากมายที่นี่งดงามและเพียบพร้อมกว่านางมาก
“ขบวนอาคันตุกะใกล้มาถึงแล้ว รีบมายืนประจำที่ของเ้า” กล่าวจบก็ขยับไปทางซ้ายเพื่อแบ่งพื้นที่ให้กับหญิงสาวได้มายืนด้านข้าง
อู๋ิมองการกระทำของเขาและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“เหตุใดจึงไม่ไล่หม่อมฉันไปเหมือนคนอื่น ๆ เพคะ”
“เ้าเป็คนของตำหนักอี้เทียนและตรงนี้คือที่สำหรับเ้า”
แม้น้ำเสียงเรียบนิ่งเ็าทว่าหนักแน่นทำให้อู๋ิยิ้มกว้างอย่างมีความสุข องค์รัชทายาทมักแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจกันทว่าก็ไม่เคยลงมือทำร้ายกันจริง ๆ สักครั้ง ที่แท้เขาก็เป็คนปากร้ายใจดีสินะ
องค์รัชทายาทหรงซิ่งหลุบตามองหญิงสาวที่ยังคงยืนยิ้มกว้างโง่งมครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจดึงตัวนางมายืนด้านข้างและรีบปล่อยมือทันทีด้วยท่าทีรังเกียจ
“ข้าจะสั่งห้องครัวเพิ่มเนื้อให้เ้า” ด้วยอายุเข้าวัยปักปิ่น ข้อมือของหญิงสาวไม่ควรเล็กมากถึงเพียงนี้ กรรมของแม่ตกถึงลูก คำนี้ไม่เกินจริง
"ดีเพคะ” อู๋ิยิ้มกว้างและะโเกาะแขนขององค์รัชทายาทอย่างยินดีก่อนจะรีบปล่อยเมื่อเขามองมาด้วยสายตาไม่พอใจ
"กราบทูลฝ่าา คณะทูตจากแคว้นซิ่งใกล้มาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ข่าวจากประตูหลวงทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านในตื่นตัว บรรดาสตรีสูงศักดิ์ต่างรีบจัดแจงเสื้อผ้า หน้าผมเพื่อให้ตนเองดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ อู๋ิเองก็ถูกมู่หลานจับหมุนไปหมุนมาอยู่หลายรอบจนต้องรีบยกมือห้ามเพราะรู้สึกเวียนหัว
ครู่เดียวขบวนยิ่งใหญ่ของอาคันตุกะก็มาถึง แม้อากาศค่อนข้างเย็นแต่ท่าทางของพวกเขากลับดูสบาย ๆ ถึงเสื้อผ้าที่สวมใส่จะค่อนข้างบางก็ตามเมื่อเทียบกับฝ่ายเ้าบ้าน คงเพราะแคว้นซิ่งอากาศหนาวติดลบตลอดทั้งปี ความเย็นของที่นี่จึงไม่ส่งกระทบใดต่อพวกเขานั่นเอง
“ดูนั่น ๆ”
“มาแล้ว ๆ”
สุ้มเสียงตื่นเต้นที่ดังขึ้นจากบรรดาสาว ๆ ทำให้อู๋ิเลิกสนใจขบวนด้านหน้าและมองไปยังจุดที่ทุกคนพากันให้ความสนใจ
“องค์รัชทายาทซิ่งเฉิง หล่อเหลา ๆ หล่อเหลามาก ๆ”
“องอาจ งามสง่า มีสติปัญญา”
“ผิวขาวราวหิมะ เครื่องหน้าคมเข้ม คือเทพบุตรโดยกำเนิด”
อู๋ิพยักหน้ารัว ๆ เพราะเห็นด้วยกับทุกประโยค องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงเป็บุรุษที่หล่อเหลามากจริง ๆ เขาควรได้เป็พระเอกซีรี่ส์สักเื่และยอดคนดูจะต้องถล่มทลายเป็แน่
“ยินดีต้อนรับองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงและคณะทูตจากแคว้นซิ่ง” เ้ากรมพิธีการประกาศเสียงดัง จากนั้นทุกคนในลานกว้างก็ส่งเสียงต้อนรับอย่างพร้อมเพรียงด้วยประโยคเมื่อครู่
“แคว้นต่งยินดีต้อนรับ ขอทุกท่านจงพำนักที่นี่อย่างสบายใจ ถือเสียว่าที่นี่เป็บ้านอีกหลังหนึ่งของพวกท่านก็แล้วกัน” ฮ่องเต้กล่าวต้อนรับเสียงดังแสดงความมีไมตรีอย่างเปี่ยมล้นต่อแขกที่มาเยือน
“ขอบพระทัยฝ่าา เช่นนั้นกระหม่อมขอไม่เกรงใจนะพ่ะย่ะค่ะ” องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงคำนับขอบคุณก่อนจะมองรอบ ๆ อย่างสนใจ ถึงแม้จะอยู่ใน่ฤดูหนาวแต่อากาศของที่นี่กลับไม่ได้เลวร้ายเช่นแคว้นซิ่ง ทำเลที่ตั้งล้วนมีส่วน แคว้นต่งเต็มไปด้วยทรัพยากรทรงคุณค่าแต่แคว้นซิ่งของเขากลับเพาะปลูกได้ยาก ์ ช่างไม่ยุติธรรม!
“เอาล่ะ เดินทางไกลคงจะเหน็ดเหนื่อยและหิวมากกระมัง พวกเราได้จัดเตรียมสุราอาหารมากมายไว้ต้อนรับพวกท่าน เชิญด้านนี้” ฮ่องเต้ผายมือไปยังสถานที่ที่จัดเตรียมไว้ก่อนจะเดินนำแขกไปยังงานเลี้ยง
องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงมองดูงานเลี้ยงยิ่งใหญ่หรูหราด้านหน้าด้วยความรู้สึกริษยา อาหารและสุรามากมายในงานเลี้ยงคืนนี้ แคว้นซิ่งสามารถใช้กินอยู่เกือบเดือนเลยทีเดียว
“พื้นที่โดยมากของแคว้นซิ่งปกคลุมไปด้วยหิมะ ไม่เหมาะกับการเพาะปลูกดังนั้นผู้คนโดยมากจึงหิวโหย โชคดี์เมตตาประทานแร่ล้ำค่ามาให้ พวกเราจึงสามารถนำแร่มาเปลี่ยนเป็เงิน นำเข้าอาหารจากต่างแคว้นเพื่อดำรงชีพ อ๊ะ ขออภัยด้วย กระหม่อมไม่ได้้าจะเปรียบเทียบแต่เห็นอาหารมากมายเหล่านี้แล้วทำให้อดนึกถึงความอดอยากของราษฎรในแคว้นซิ่งไม่ได้จริง ๆ คาดว่าอาหารพวกนี้คงไม่พ้นถูกทิ้งอย่างน่าเสียดายกระมัง” องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงตรัสเสียงดังทำให้บรรยากาศพลันตึงเครียดอีกครั้ง คำพูดคล้ายบอกเล่าเื่ราวทั่วไปทว่ากลับเหน็บแนมแคว้นต่งอยู่ในที ในขณะที่แคว้นต่งสามารถเพาะปลูกผลิตอาหารขึ้นมาใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่แร่สำคัญของแคว้นซิ่งนับวันกลับยิ่งลดน้อยลงทุกที หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป ผู้คนคงได้กลับไปหิวโหยเหมือนดังแต่ก่อน
‘คนเขาให้เกียรติกลับมาเหน็บแนมกันเสียได้’ อู๋ิรู้สึกไม่ถูกชะตากับองค์รัชทายาทผู้นี้แม้แต่น้อยและเหมือนจะรับรู้ถึงความเกลียดชังของนาง เขาจึงหันมามอง ทั้งสองได้สบตากันครู่หนึ่งก่อนจะหันไปทางฮ่องเต้อีกครั้ง
“ปริมาณอาหารถูกคำนวณอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้เพียงพอต่อผู้เข้าร่วมงานวันนี้ หากเกรงอาหารจะเหลือ เช่นนั้นข้าหวังว่าพวกท่านจะช่วยกันทานจนหมด” ฮ่องเต้โต้กลับและไล่มองใบหน้าของอาคันตุกะแต่ละคนด้วยสายตาบังคับข่มขู่
อู๋ิยกนิ้วให้ฮ่องเต้อย่างชื่นชม เชื่อว่าคืนนี้จะต้องมีคนท้องแตกตายกระมังเพราะหากพวกเขากล้ากินทิ้งขว้าง เช่นนี้ก็เท่ากับทำผิดต่อคนในแคว้นซิ่งน่ะสิ
องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงพยายามซ่อนความไม่พอใจภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้ม เขาดูเบาแคว้นต่งมากไปจริง ๆ ความประมาทของเขาอาจทำให้ฝ่ายตนเองลำบากดังนั้นต่อไปจะต้องระวังให้มากกว่านี้
"แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ" องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะส่งสัญญาณให้ราชทูตนำของที่เตรียมไว้ออกมาตามแผนเพื่อเปลี่ยนเื่และมองไปที่เป้าหมายของตัวเองอีกครั้ง
ราชทูตพยักหน้าและก้าวไปยืนตรงกลางลานพร้อมกับกล่องไม้ในมือ ด้านในมีปิ่นเล่มหนึ่งวางอยู่บนผ้ากำมะหยี่สีแดง เหล่าสตรีที่ได้เห็นต่างพากันอ้าปากค้างและแสดงสีหน้าชื่นชมอย่างออกนอกหน้า
“องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงรับสั่งให้ทำเครื่องประดับชิ้นนี้ขึ้นมา ปิ่นนี้ทำจากแร่หายาก โดยช่างมีฝีมืออันดับหนึ่งของแคว้น และมีเพียงชิ้นเดียวบนโลก ที่สำคัญเห็นปิ่นนี้ก็เหมือนเห็นองค์รัชทายาทซิ่งเฉิง สามารถเข้าออกแคว้นซิ่งได้ตามแต่้า” ราชทูตสาธยายสรรพคุณสะกดให้บรรดาสตรีทุกผู้ในที่นี้คล้อยตามและปรารถนาจะได้มันทั้งสิ้น
“ได้ยินมาว่าอีกไม่นานในวังจะมีราชพิธีปักปิ่น ในงานพิธีได้ยินว่ามีการแสดงมากมายจากบรรดาองค์หญิงและคุณหนูตระกูลใหญ่ให้ได้ชื่นชม การมาเยือนครั้งนี้นับว่าประจวบเหมาะ เช่นนั้นกระหม่อมขอมอบปิ่นเล่มนี้แก่การแสดงที่ยอดเยี่ยมในงาน หวังว่าฝ่าาจะทรงอนุญาต” องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงขออนุญาตและก็ไม่ผิดหวังเมื่อฮ่องเต้ทรงเห็นด้วย
“ตกลง พวกเ้าทั้งหลายจงเตรียมตัวให้พร้อม อย่าให้แคว้นต่งของเราขายหน้าเป็อันขาด” ฮ่องเต้ประกาศเสียงดังและเหลือบมององค์หญิงอู๋ิแวบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจ
“มู่หลาน พรุ่งนี้ข้าอยากกินขนมนี่อีก” อู๋ิชี้อาหารที่เพิ่งได้ลิ้มรสเมื่อครู่ก่อนจะคว้าทั้งจานมาวางหน้าตนเองเพราะกลัวถูกแย่ง
องค์รัชทายาทหรงซิ่งมองตามก่อนจะส่ายหน้า นิสัยของนาง เขาเริ่มชินเสียแล้ว หากชอบสิ่งใดก็จะดึงมาไว้ใกล้ตัวและไม่ยอมให้ใครแย่งไปเด็ดขาด
อู๋ิมองถ้วยขนมสลับกับใบหน้าองค์รัชทายาทหรงซิ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจหยิบขนมขึ้นมาชิ้นหนึ่งและนำไปวางในถ้วยของเขา
“อ่ะ หม่อมฉันแบ่งให้ก็ได้เพคะ”