ตอนที่ 7: รอยตีนนักล่า (The Hunter's Footprint)
การรักษาสมดุลของหน้ากระดาษโบราณขณะที่กำลังล้างคราบสกปรก คราบเขม่าดำ หรือคราบเชื้อราฝังลึกออก เป็ขั้นตอนที่ต้องใช้สมาธิ ความนิ่งของกล้ามเนื้อ และทักษะที่สูงที่สุด หากคุณขยับปลายนิ้วพลาดเพียงมิลลิเมตรเดียว น้ำยาเคมีเข้มข้นอาจจะกัดกินใยกระดาษจนเปื่อยสลายและฉีกขาดเสียหายอย่างไม่มีวันซ่อมแซมได้ ในเกมการสืบสวนและปกปิดความจริงที่มืดดำนี้ก็เช่นกัน... การก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวหมายถึงกรงขังคอนกรีตและการสูญเสียวิเวียนไปตลอดกาล ซึ่งนั่นเป็สิ่งเดียวในโลกที่ผมยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด ผมจะต้องระมัดระวังประดุจกำลังซ่อมคัมภีร์ล้ำค่าเล่มเดียวในโลกที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากค่ำคืนอันวาบหวามและเต็มไปด้วยการพันธนาการรักในห้องนอนอุ่นสลัวของวิเวียน ผมเดินทางกลับมาทำงานที่หอสมุดกลางในคราบของ 'คุณนนท์' บรรณารักษ์ผู้แสนดี สุภาพอ่อนโยนคนเดิม ผมจัดเรียงเครื่องมือบนโต๊ะทำงานอย่างประณีต—มีดขูดปลายแหลม, แปรงขนอูฐอ่อนนุ่ม, และขวดสารเคมีทำความสะอาดกระดาษ ทุกอย่างวางอยู่ในตำแหน่งของมันอย่างเป็ระเบียบ ทว่าความเงียบสงบในแดน์กระดาษที่ผมเคยได้รับกลับถูกทำลายลงใน่บ่าย เมื่อชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องทำงานบูรณะหนังสือส่วนตัวของผมโดยไม่มีการแจ้งเตือนหรือนัดหมายล่วงหน้า
ชายคนนั้นสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มเก่าๆ รูปร่างสันทัด ผิวคร้ามแดดเข้ม แววตาคมกริบและเย็นเยียบลึกซึ้งดั่งเหยี่ยวป่าที่ผ่านการมองโลกในมุมมืดและคลุกคลีกับคดีอาชญากรรมมาอย่างยาวนาน บนรองเท้าหนังสีดำของเขามีคราบโคลนแห้งกรังติดอยู่ บ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านการเดินทางไปยังสถานที่สมบุกสมบันมาไม่นาน เขาแผ่กลิ่นอายอันน่าอึดอัดระแวดระวังออกมาั้แ่ก้าวแรกที่เหยียบย่ำเข้ามาในห้องนี้ เขาคือ 'มนัส' นักสืบเอกชนที่อรพูดถึงเมื่อวันก่อน
"ขอโทษที่มารบกวนเวลางานอันเงียบสงบของคุณนะครับคุณธนนท์" มนัสเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่ามีพลังกดดันบางอย่างแฝงอยู่ สายตาของเขาจ้องมองมือของผมที่กำลังถือมีดคัตเตอร์ปากกาสำหรับขูดคราบกาวเก่าอย่างไม่วางตา "ผมชื่อมนัส เป็ตัวแทนรับมอบอำจจากครอบครัวของคุณพีท... พอดีคุณพีทหายตัวไปหลายวันแล้ว และคุณพ่อของเขาเป็ห่วงมาก ผมเลยมาขอสอบถามข้อมูลบางอย่างที่น่าจะเป็ประโยชน์น่ะครับ"
ผมปัดเศษฝุ่นที่เกาะอยู่บนปกหนังสือโบราณอย่างใจเย็น จัดท่าทางและสีหน้าให้ดูสุภาพนอบน้อม แสร้งทำเป็ประหลาดใจและกังวลใจเล็กน้อยตามบทบาทบรรณารักษ์ผู้ไร้เดียงสาและอ่อนแอ "คุณพีทหายตัวไปงั้นเหรอครับ? แย่จังเลยนะครับ... แล้วมีอะไรที่ผมพอจะช่วยได้บ้างครับคุณมนัส"
มนัสเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานของผมช้าๆ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบห้องทำงานอย่างพินิจพิเคราะห์ ั้แ่ชั้นวางหนังสือ อุปกรณ์เคมีขวดแก้วสำหรับการบูรณะ ไปจนถึงหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองลงไปเห็นทางเดินสวนหย่อมภายนอกตึก "งานบูรณะของคุณดูต้องใช้ความอดทนและมือที่นิ่งมากเลยนะคุณธนนท์... คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้หรอก มันต้องอาศัยคนที่มีจิตใจสงบนิ่ง เยือกเย็น และรักการซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเงียบๆ แบบนี้ คุณต้องเป็คนที่เก็บซ่อนอารมณ์เก่งมากแน่ๆ ผมเดาว่าคุณคงไม่เคยตื่นตระหนกกับเื่อะไรเลยใช่ไหมครับ"
คำพูดกึ่งเปรียบเปรยและพยายามจับผิดของเขาทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเร้าใจลึกๆ แต่หน้ากากของผมยังคงทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผมยิ้มรับอย่างถ่อมตัวและสุภาพ "ครับ มันเป็งานที่ต้องใช้ความเงียบสะกดอารมณ์และสติปัญญาน่ะครับ ถ้าเราวอกแวกหรือมือสั่นเพียงนิดเดียว ผลงานชิ้นเอกตรงหน้าก็อาจจะพังพินาศคามือและไม่เหลือมูลค่าใดๆ ได้ทันที"
"เอาละ... ผมทราบมาว่า วันจันทร์ที่ผ่านมา คุณพีทมีปากเสียงอย่างรุนแรงกับคุณวิเวียนที่สวนหย่อมหน้าหอสมุดแห่งนี้ และมีคนเห็นว่าคุณอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย พอจะเล่าให้ผมฟังได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันนั้นอย่างละเอียด" มนัสถามตรงประเด็นพลางหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กขอบหนังสีดำออกมาและเตรียมจดบันทึกด้วยปากกาลูกลื่น
ผมพยักหน้ารับอย่างเป็ธรรมชาติ ไม่มีอาการพิรุธหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย "ครับ วันนั้นผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านหน้าต่างกระจกบานนี้แหละครับ คุณพีทดูโกรธจัดและเข้ามาดึงข้อมือของคุณวิเวียนอย่างรุนแรงจนเธอเกือบจะล้มลงไป ผมเห็นท่าไม่ดีเลยกำลังจะเดินลงไปช่วยประคองด้วยความห่วงใย แต่คุณวิเวียนขัดขืนและสะบัดมือออกได้ก่อน จากนั้นเธอก็รีบวิ่งไปขึ้นรถแท็กซี่สีชมพูเพื่อกลับคอนโด ส่วนคุณพีทก็ขึ้นรถสปอร์ตสีดำของเขาขับออกไปอย่างรวดเร็วและน่ากลัวครับ นั่นคือสิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น"
มนัสจ้องลึกลงมาในดวงตาของผม ปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจเพื่อคอยจับพิรุธ แต่ดวงตาของผมยังคงนิ่งสงบและแสดงออกเพียงความซื่อสัตย์ของพนักงานหอสมุดธรรมดาๆ "งั้นเหรอครับ... แล้วหลังจากนั้นคุณพีทไม่ได้ติดต่อคุณวิเวียน หรือย้อนกลับมาที่นี่อีกเลยใช่ไหมครับ"
"เท่าที่ผมทราบไม่มีนะครับ คุณวิเวียนเอง่นี้ก็ดูเครียดๆ และหวาดระแวงมาก ผมเองก็คอยปลอบใจเธออยู่เรื่อยๆ ในฐานะเพื่อนร่วมงานและกัลยาณมิตรที่คอยช่วยงานวิจัยหนังสือโบราณของเธอครับ" ผมตอบอย่างสุภาพและแสดงความห่วงใยวิเวียนออกนอกหน้า
"ขอบคุณมากครับคุณธนนท์ ข้อมูลของคุณมีประโยชน์มาก" มนัสยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะเก็บสมุดบันทึกและเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ
ทว่า ความกดดันไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น หลังจากมนัสออกจากหอสมุด เขาเดินทางตรงไปยังคอนโดของวิเวียนทันทีเพื่อสอบถามเธอต่อ ผมรีบปิดประตูห้องทำงาน ดึงหูฟังไร้สายออกมาสวมและเปิดฟังก์ชันดักฟังผ่านแอปพลิเคชันเพื่อรับฟังเสียงสนทนาในห้องนั่งเล่นของเธอทันทีอย่างร้อนใจ เสียงสัญญาณดังแ่ๆ แทรกผ่านคลื่นความถี่วิทยุสะท้อนผ่านสันหนังสือที่ผมติดตั้งไว้
"คุณวิเวียนครับ... ผมต้องขออภัยที่ต้องมาซักถามเื่นี้ แต่คดีหายตัวไปของคุณพีทมีความผิดปกติหลายอย่าง" เสียงของมนัสดังขึ้นผ่านหูฟังของผมด้วยน้ำเสียงที่บีบคั้น "ครอบครัวของเขาได้รับข้อความบอกว่าเขาไปภูเก็ต แต่เมื่อวานนี้เราพบรถสปอร์ตของเขาจอดทิ้งไว้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทว่าเมื่อเราตรวจสอบประวัติการซื้อตั๋วเครื่องบินและประวัติการเดินทางทุกสายการบินในวันจันทร์และวันอังคาร กลับไม่มีชื่อของคุณพีทเดินทางเลยแม้แต่เที่ยวบินเดียวครับ"
"ไม่มีงั้นเหรอคะ..." เสียงของวิเวียนสั่นสะท้านด้วยความใและสับสน "แต่... แต่พีทส่งข้อความบอกคุณพ่อของเขาว่าไปภูเก็ตหนิคะ เขาอาจจะเดินทางด้วยรถทัวร์ หรือรถส่วนตัวคันอื่นหรือเปล่า"
"ใช่ครับ นั่นคือประเด็นที่น่าสงสัย พีทอาจจะไม่ได้ไปภูเก็ตจริงๆ หรืออาจจะไม่ได้เป็คนพิมพ์ข้อความนั้นเองด้วยซ้ำ... และที่แปลกไปกว่านั้นคือ บัตรเครดิตและบัญชีธนาคารทุกบัญชีของคุณพีทไม่มีการเคลื่อนไหวหรือการรูดใช้จ่ายเลยั้แ่วันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งสำหรับคนที่ใช้เงินมือเติบและชอบอวดรวยอย่างเขา มันเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้เลยนอกจากเขาจะหมดอิสรภาพในการใช้เงิน นอกจากนี้ เรายังได้ภาพจากกล้องวงจรปิดแถวคลับหรูก่อนที่เขาจะหายตัวไป เห็นชายสวมหมวกฮู้ดสีดำรูปร่างปานกลางเดินตามหลังเขาเข้าไปในซอกตึกที่มืดมิด... ผมเกรงว่าอาจจะมีเื่ร้ายแรงเกิดขึ้นกับคุณพีท และคนที่อยู่กับเขาเป็คนสุดท้ายก็คือคุณ"
"วิเวียนไม่รู้นะคะ! วันนั้นวิเวียนสะบัดมือเขาแล้วขึ้นแท็กซี่กลับคอนโดทันที คุณนนท์บรรณารักษ์ที่หอสมุดก็เห็นเหตุการณ์นะคะ!" วิเวียนแก้ตัวเสียงหลง น้ำตาเริ่มไหลนองหน้าด้วยความตื่นตระหนกและกลัวความผิดจับใจ
"ผมทราบครับ ผมคุยกับคุณธนนท์มาแล้ว... แต่ผมแค่อยากเตือนคุณไว้ว่า หากคุณรู้อะไรเพิ่มเติม หรือมีใครมาป้วนเปี้ยนใกล้ๆ ตัวคุณ ขอให้รีบแจ้งผมทันทีนะครับ นี่คือการสอบสวนอย่างเป็ทางการจากทางครอบครัวของเขา ผมจะตามคดีนี้จนกว่าจะเจอตัวจริงของเขา"
หลังจากมนัสกลับออกไป วิเวียนก็ทรุดตัวลงร้องไห้บนโซฟาด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มือเรียวสวยสั่นระริกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาผมทันที
ผมกดยอมรับสายและพยายามปลอบประโลมเธอด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทว่าในหัวสมองของผมตอนนี้กำลังประเมินสถานการณ์อย่างเร่งด่วน มนัสฉลาดและมีข้อมูลเร็วกว่าที่คิด เขาพบรอยแยกของแผนการของผมแล้ว รถสปอร์ตที่จอดทิ้งไว้และภาพกล้องวงจรปิดชายสวมฮู้ดกลับกลายเป็หลักฐานที่มัดตัวผมล้อมกรอบเข้ามา ถ้าผมไม่รีบสร้างเบาะแสที่แข็งแกร่งกว่านี้ว่าพีทยังมีชีวิตอยู่ มนัสจะต้องเริ่มสงสัยในตัววิเวียน และจากนั้นกล้องวงจรปิดของคอนโดหรือตัวตนของผมก็จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมา
ผมต้องลงมือทำงานบูรณะที่ยากที่สุดอีกครั้ง... แผนซ้อนแผนกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และผมจะต้องทำให้มันแเีที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้ในโลกใบนี้ เพื่อปกป้องชีวิตของวิเวียนและตัวผมเองจากเงื้อมมือของนักล่าคนนี้ มนัสคิดว่าเขากำลังไล่ตามรอยเท้าของฆาตกรอยู่ แต่เขาหารู้ไม่ว่าเงาที่เขาเห็นนั้นคือเงาที่ผมตั้งใจจงใจวาดขึ้นมาเพื่อนำทางเขาไปสู่อีกทิศทางหนึ่ง ยิ่งเกมนี้มันยากขึ้นและซับซ้อนขึ้นเท่าไหร่ มันยิ่งปลุกเร้าจิติญญาแห่งการต่อสู้และการทำลายล้างในตัวผมให้ลุกโชนมากขึ้นเท่านั้น ผมจะไม่มีวันยอมจำนน และผมจะเฝ้าดูความพยายามอันสูญเปล่าของเขาด้วยความบันเทิงใจสูงสุดในฐานะผู้ควบคุมโชคชะตาตัวจริงของวิเวียนและตัวเขาเองด้วยเช่นกัน