“ท่านแม่!มิได้นะขอรับ ท่านจะเอาอะไรมาให้อาอี้กินสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไรกันขอรับน้ำอะไรก็มิรู้!” จางฝูลู่ะโขึ้นไปบนเตียงแย่งตัวเฉินอี้ออกมาจากวงแขนของมารดาและเอาเขาไปกอดไว้เอง
“ก็แค่ลองดูสักอึกจะเป็ไรไปเล่า” ฮูหยินจางนั่งค้อนลูกชายมือถือขวดน้ำมนต์ค้างไว้ ถอนใจดังเฮือก
“มิได้นะขอรับท่านแม่อาอี้ยังมิรู้สึกตัว เกิดสำลักขึ้นมา เดี๋ยวเขาก็ตายกันพอดีอีกอย่างน้ำมนต์หมอผีนี่ใส่อะไรลงไปบ้าง ท่านแม่รู้หรือขอรับ”
ฮูหยินจางทำเสียงจึ๊กจั๊กขัดใจแต่ก็ยอมรามือลงแต่โดยดี นางเก็บขวดน้ำมนต์และเอื้อมมือจะมาจับตัวเฉินอี้จางฝูลู่กอดเฉินอี้แน่นขึ้นไปอีกพลางกระเถิบหนีและถามมารดาอย่างไม่ไว้วางใจ
“ท่านแม่จะทำอันใดขอรับ”
ฮูหยินจางตีแขนลูกชายดังเผียะ!จางฝูลู่สะดุ้งโหยง
“ก็จะให้อาอี้นอนดีๆน่ะสิ เ้าปล่อยเขาได้แล้ว แม่มิทำอันใดหรอก” ฮูหยินจางดุลูกชายน้ำเสียงหมั่นเขี้ยว
“อ้อขอรับ”จางฝูลู่กับมารดาจึงช่วยกันประคองเฉินอี้ลงนอนและจัดผ้าห่มให้เขาอย่างเรียบร้อย
“ดูสิแม่กับเ้าเอะอะขนาดนี้แล้ว อาอี้ยังมิรู้สึกตัวเลยแล้วนี่อาอี้ไปทำอันใดมาถึงได้สลบไสลอย่างนี้อีกแล้ว”ฮูหยินจางลูบหัวลูบแก้มเฉินอี้ด้วยความเป็ห่วง
จางฝูลู่เองก็อยากเล่าให้มารดาฟังแต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี
อาหลิ่งมองดูสองแม่ลูกตีกันก็นึกขำตอนนี้นางเองก็ไร้เรี่ยวแรงแล้วเช่นกันจึงหายตัวเข้าไปในตุ๊กตาผ้าที่เฉินอี้เก็บไว้ในกล่องไม้ข้างหน้าต่าง
ยังดีที่เช้าวันต่อมาเฉินอี้ก็รู้สึกตัวแล้ว ถึงแม้จะยังไม่มีแรงลุกขึ้นเดินเหินได้แต่ก็พอจะมีแรงลุกขึ้นมานั่งกินโจ๊กที่ป้าจางเตรียมไว้ให้เขาั้แ่เช้า
จางฝูลู่เห็นเพื่อนอาการดีขึ้นก็ไม่เป็ห่วงอันใดมากแล้วจึงออกไปทำงานที่โรงไม้ไฉกังตามปกติ
เมื่อไปถึงก็ได้รับข่าวว่าอู๋ชวนถูกย้ายให้ไปขนไม้ที่ท่าเรือเจียงเหอั้แ่วันนี้เป็ต้นไปเพราะเถ้าแก่ฉินเกรงว่าเื่ที่อู๋ชวนทำร้ายลูกค้าที่มาซื้อไม้ในร้านจะแพร่งพรายออกไปจนเกิดผลกระทบกับการค้าขาย
เถ้าแก่ฉินสั่งให้คนในโรงไม้ทุกคนปิดปากเงียบเกี่ยวกับเื่นี้ ทั้งยังฝากสาลี่หิมะให้จางฝูลู่นำไปให้เฉินอี้อีกด้วยและบอกว่าเมื่อจัดการเื่ช่างไม้และเตรียมของเรียบร้อยแล้วอีกสองวันจะเข้าไปที่บ้านของเฉินอี้เพื่อเริ่มซ่อมแซมบ้านให้กับเขา
จางฝูลู่เดินกระหยิ่มยิ้มย่องไปนั่งที่โต๊ะเสมียนของตนเองพร้อมสาลี่หิมะหนึ่งตะกร้าต่อไปนี้คงทำงานได้อย่างสบายใจเสียที
หลังจากกินโจ๊กเฉินอี้ก็นอนพักและตื่นมาอีกครั้ง่บ่าย ตอนนี้ก็เริ่มจะมีแรงขึ้นมาบ้างแล้วเขาเดินไปริมหน้าต่างและใช้มือคลำหากล่องไม้ที่วางไว้และเปิดกล่องหยิบตุ๊กตาผ้าที่อยู่ด้านในออกมา
“อาหลิ่งเ้าเป็อย่างไรบ้าง” เฉินอี้นั่งลงข้างหน้าต่าง มือก็จับตุ๊กตาไว้ขณะที่พูดไปด้วย
ตุ๊กตาตัวนี้เฉินอี้ได้มาจากหญิงชราคนหนึ่งที่หาบของมาขาย
ของในหาบส่วนมากจะเป็งานฝีมือจำพวกตั๊กแตนหรือปลาสานจากใบไผ่ใบหญ้า ถุงผ้าปักลวดลาย ตุ๊กตาดินปั้น แต่อาหลิ่งสะดุดตากับตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่เย็บขึ้นจากผ้าหลายชิ้นปะติดปะต่อกัน
อาหลิ่งบอกว่าเห็นตุ๊กตาผ้าตัวนี้แล้ว ทำให้นางนึกถึงสมัยที่ตนเองยังมีชีวิตตอนนั้นนางอายุสิบหกปี มารดาของนางสอนให้นางเย็บปักถักร้อยนางจึงเย็บตุ๊กตาขึ้นมาตัวหนึ่งเพื่อมอบให้กับน้องสาวของนาง
เฉินอี้ขอหญิงชราจับตุ๊กตาผ้าตัวนั้นมันมีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือของเขาเล็กน้อย ััแล้วนุ่มมือจึงถามราคาจากหญิงชราเพื่อซื้อให้อาหลิ่ง
อาหลิ่งรีบปฏิเสธและบอกว่านางเพียงแต่เห็นแล้วนึกถึงเื่ราวเก่าๆ เท่านั้นท่านอย่าได้เสียเงินซื้อให้นางเลย
เฉินอี้ยิ้มและหยิบเงินออกจากถุงผ้าของตนเขาจ่ายเงินให้หญิงชราไปห้าเหวินโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของอาหลิ่งราวกับเขาไม่ได้ยินเสียงของนางแม้แต่น้อย
อาหลิ่งมองเฉินอี้ด้วยความเกรงใจนางรู้ว่าเฉินอี้เองก็มิได้มีรายได้อันใดมากนักเงินที่ได้มาส่วนมากก็มาจากการขุดสมุนไพรไปขายเท่านั้น
เฉินอี้จึงบอกกับนางว่าหากเขาไม่ได้อาหลิ่งคอยนำทาง แล้วเขาจะหาสมุนไพรพวกนี้มาได้อย่างไร คิดเสียว่านี่เป็การลงทุนทำการค้าร่วมกันดังนั้นอาหลิ่งเองก็สามารถใช้จ่ายเงินเหล่านี้ได้ด้วย อาหลิ่งขำและพยักหน้า
เฉินอี้จำได้ว่าครั้งหนึ่งนางเคยถามเขา ว่าท่านมิคิดจะลองใช้ความสามารถของท่านในการหารายได้เพิ่มบ้างหรือเฉินอี้ส่ายหน้าและบอกว่า สิ่งที่เขามองเห็นคนเดียว หากพูดออกไปคงมิมีผู้ใดเชื่อมีแต่จะกลายเป็ทำร้ายตนเองไปเสียมากกว่า
ดังนั้นเมื่อเขาให้ความช่วยเหลือแก่ิญญาและต้องไปบอกกล่าวเล่าเื่ให้กับญาติมิตรของิญญาเ่าั้เขาจึงไม่เคยเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของเขาเลยสักครั้ง
หลังจากที่เฉินอี้ซื้อตุ๊กตาให้อาหลิ่งนางก็อาศัยตุ๊กตาผ้า ตัวนี้เป็ที่พักผ่อนของนางเฉินอี้จึงนำตุ๊กตาผ้าไปไว้ข้างหน้าต่างเพื่อให้นางได้ชื่นชมบรรยากาศภายนอก
เมื่ออาหลิ่งได้ยินเสียงเรียกของเฉินอี้นางก็ปรากฏกายขึ้นทันที ตอนนี้นางมิได้ดูโปร่งใสเหมือนเมื่อวานแล้ว
“พลังิญญาของข้ากลับคืนมาได้ถึงหกส่วนแล้ว ท่านล่ะเฉินอี้ เป็อย่างไรบ้าง ยังเหนื่อยอยู่หรือไม่”
เฉินอี้ยิ้มบางๆ“นิดหน่อยเท่านั้น ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว มิต้องเป็ห่วงข้าหรอก”
อาหลิ่งพยักหน้าเบาๆ“เช่นนั้นก็ดีแล้ว โชคดีที่ภูติอารักษ์หมู่บ้านช่วยกันิญญาพวกนั้นมิให้ตามเข้ามาได้มิเช่นนั้นท่านกับข้าคงจะแย่ไปกว่านี้มากเห็นทีคงต้องนำของไปตอบแทนท่านภูติอารักษ์บ้างแล้ว”
ทันใดนั้นก็มีเสียงชายคนหนึ่งที่เฉินอี้ไม่คุ้นเคยดังขึ้นจากทางด้านหลังของเขา
“หนอยแน่!เ้าิญญาเร่ร่อน ช่างบังอาจนัก มา! ข้าจะจัดการเ้าให้ออกไปจากที่นี่เอง ฮึบ!”
แล้วชายคนนั้นก็รวบรวมพลังมาไว้ที่ฝ่ามือจนเกิดเป็แสงสีขาว เฉินอี้ใ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ยืนมองเขา
ถ้าหากข้ามองเห็นเขาชายคนนี้ก็มิใช่มนุษย์น่ะสิถ้าอย่างนั้นิญญาตนนี้เข้ามาอยู่ในบ้านของเขาได้อย่างไรกัน
ขณะที่เฉินอี้กำลังยืนคิดอยู่นั่นเองิญญาตนนั้นก็ยกมือขึ้น เตรียมปล่อยแสงสีขาวจากฝ่ามือของเขาไปยังอาหลิ่ง
อาหลิ่งเคลื่อนกายจากริมหน้าต่างไปที่ิญญาตนนั้นอย่างรวดเร็วจนเฉินอี้เองก็มองแทบไม่ทันนางใช้สันมือสับ โช๊ะ! ลงไปที่ข้อมือของิญญาตนนั้นแสงสีขาวที่เขาอุตส่าห์รวบรวมพลังออกมาก็ดับวูบไปอย่างง่ายดาย
“โอ๊ะ!เ้าิญญานางนี้ ช่างร้ายเหลือจริงๆ มิเป็ไร ข้าทำขึ้นใหม่ก็ได้”แล้วเขาก็รวบรวมพลังจนเกิดแสงขึ้นมาที่ฝ่ามืออีกครั้ง
อาหลิ่งเอามือปัดแสงนั้นก็หายไปอีก ิญญาตนนั้นเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“อ๊า!เ้าิญญานี่ จะ..เ้า มีพลังแข็งแกร่งถึงเพียงนี้เชียวรึ”ิญญาตนนั้นทำหน้าเลิ่กลั่ก
“เ้าเป็ใคร?”เฉินอี้ถามิญญาตนนั้นพลางขมวดคิ้ว
ิญญาตนนั้นหันขวับมามองเฉินอี้ทันทีทั้งยังมีสีหน้าตื่นตะลึงและชี้นิ้วมาทางเขา
“เ้า!เ้า! นี่เ้ามองเห็นข้าด้วยรึ! เป็ไปได้อย่างไรกัน!”
เฉินอี้มองิญญาชายตนนั้นดูแล้วอายุก็มิได้มากกว่าเขาเท่าใด เป็ชายหน้าตาดี แต่งกายสะอาดสะอ้านที่ข้อมือทั้งสองข้างมีเชือกอาคมสีทองเปล่งประกายอยู่แสดงให้เห็นถึงการได้รับพลังมาจากผู้ที่มีวิชาอาคมในระดับหนึ่ง